อะไรยังไง ? ลูกเขยทรัมป์ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเป็น ‘เพศหญิง’

‘จาเร็ด คุชเนอร์’ลูกเขย โดนัลด์ ทรัมป์ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเป็น ‘เพศหญิง’

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว ‘จาเร็ด คุชเนอร์’ สามีของนางอิวานก้า ทรัมป์ ลูกสาวคนโดตของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ที่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งว่าตนเป็นเพศหญิงมานานถึง 8 ปี

รายงานระบุว่า ‘จาเร็ด คุชเนอร์’ ลงทะเบียนใช้สิทธฺเลือกตั้งในรัฐนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2552 ซึ่งมีการระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดพลาด แต่ไม่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลจากความผิดพลาดครั้งนี้ ทำให้การออกเสียงเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรืออาจถือว่าเป็นการโกงเลือกตั้ง เพราะถือเป็นการจงใจให้ข้อมูลเท็จ

พระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญานักการเมือง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 70 มาตรา ให้ศาลไต่สวนพยานลับหลังได้

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 28 และมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีทั้งสิ้น 70 มาตรา โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยสาระสำคัญ ให้ศาลมีอำนาจไต่สวนพยานหลักฐานลับหลังจำเลยได้ ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา เป็นต้น

องค์การนิรโทษฯ จี้ไทยช่วย ‘โรฮิงญา’ วอนทำตัวเป็นแบบอย่าง

องค์การนิรโทษกรรมสากล ออกมาเรียกร้องให้ทางการไทย ให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญา เพราะมีการคาดการณ์ว่า อาจเกิดวิกฤตผู้อพยพทางเรืออีกครั้งหลังเหตุความรุนแรงในเมียนมา

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. เกิดความรุนแรงขึ้นในเมียนมา หลังกลุ่มก่อการร้ายเบงกาลีหัวรุนแรงในรัฐยะไข่ (ARSA) บุกโจมตีค่ายตำรวจและทหารหลายสิบแห่ง นำมาสู่ปฏิบัติการปราบปรามของกองทัพพม่า ทั้งนี้ชาวมุสลิมโรฮิงญาเกือบครึ่งล้านต้องอพยพหนีตายไปยังบังกลาเทศ

ออเดรย์ โกราน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายงานวิจัยขององค์การนิรโทษกรรมสากล ออกมาเรียกร้องว่า ประเทศไทยควรแสดงตนเป็นแบบอย่างในภูมิภาค ด้วยการกำหนดนโยบายให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัย ขณะที่องค์กรดังกล่าว เผยรายงานกล่าวหารัฐบาลไทยว่าล้มเหลวในการปกป้องผู้ลี้ภัย พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลไทยควรเปิดช่องทางให้คนเหล่านี้มีโอกาสขอรับความคุ้มครองจากนานาชาติ

มีการคาดเดาว่า ชาวโรฮิงญาจะเริ่มล่องเรืออพยพอีกครั้งในช่วงปลายเดือน พ.ย. หลังหมดฤดูมรสุมซึ่งเป็นช่วงที่คลื่นลมสงบ

ทางด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนที่แล้วว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับชาวโรฮิงญาที่หนีความรุนแรงมาจากเมียนมา และจะส่งพวกเขากลับไป เมื่อพวกเขาพร้อม ขณะที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ระบุว่า จะยังคงสกัดกั้นไม่ให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เข้ามาในไทย และปฏิเสธที่จะชี้แจงใด ๆ

องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน ฟอร์ตีฟาย ไรต์ส (Fortify Rights) ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกในสัปดาห์นี้ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติมาตรการ “ผลักดันออก” ต่อชาวโรฮิงญา

เอมี สมิธ ผู้อำนวยการบริหาร ฟอร์ตีฟาย ไรต์ส ระบุว่า ผู้นำรัฐบาลไทยควรทำทุกวิถีทางเพื่อยับยั้งเหตุรุนแรงในเมียนมา พร้อมปกป้องผู้ลี้ภัยที่หนีเอาตัวรอดมายังประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม หลังจากชาวโรฮิงญาถูกรัฐบาลพม่าปฏิเสธสถานะพลเมือง ประชาชนชาวโรฮิงญาเป็นจำนวนมาก ตกเป็นเหยื่อทางความขัดแย้งระหว่างศาสนา โดยนักสิทธิมนุษยชนแสดงความเป็นห่วงว่าคนเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ รวมถึงอาจต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางเรือและต้องใช้ชีวิตอยู่กลางทะเล โดยที่ไม่มีแผ่นดินประเทศไทยต้อนรับเข้าประเทศอีกระรอก