องค์การนิรโทษกรรมสากล ออกมาเรียกร้องให้ทางการไทย ให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญา เพราะมีการคาดการณ์ว่า อาจเกิดวิกฤตผู้อพยพทางเรืออีกครั้งหลังเหตุความรุนแรงในเมียนมา
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. เกิดความรุนแรงขึ้นในเมียนมา หลังกลุ่มก่อการร้ายเบงกาลีหัวรุนแรงในรัฐยะไข่ (ARSA) บุกโจมตีค่ายตำรวจและทหารหลายสิบแห่ง นำมาสู่ปฏิบัติการปราบปรามของกองทัพพม่า ทั้งนี้ชาวมุสลิมโรฮิงญาเกือบครึ่งล้านต้องอพยพหนีตายไปยังบังกลาเทศ
ออเดรย์ โกราน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายงานวิจัยขององค์การนิรโทษกรรมสากล ออกมาเรียกร้องว่า ประเทศไทยควรแสดงตนเป็นแบบอย่างในภูมิภาค ด้วยการกำหนดนโยบายให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัย ขณะที่องค์กรดังกล่าว เผยรายงานกล่าวหารัฐบาลไทยว่าล้มเหลวในการปกป้องผู้ลี้ภัย พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลไทยควรเปิดช่องทางให้คนเหล่านี้มีโอกาสขอรับความคุ้มครองจากนานาชาติ
มีการคาดเดาว่า ชาวโรฮิงญาจะเริ่มล่องเรืออพยพอีกครั้งในช่วงปลายเดือน พ.ย. หลังหมดฤดูมรสุมซึ่งเป็นช่วงที่คลื่นลมสงบ
ทางด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนที่แล้วว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับชาวโรฮิงญาที่หนีความรุนแรงมาจากเมียนมา และจะส่งพวกเขากลับไป เมื่อพวกเขาพร้อม ขณะที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ระบุว่า จะยังคงสกัดกั้นไม่ให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เข้ามาในไทย และปฏิเสธที่จะชี้แจงใด ๆ
องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน ฟอร์ตีฟาย ไรต์ส (Fortify Rights) ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกในสัปดาห์นี้ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติมาตรการ “ผลักดันออก” ต่อชาวโรฮิงญา
เอมี สมิธ ผู้อำนวยการบริหาร ฟอร์ตีฟาย ไรต์ส ระบุว่า ผู้นำรัฐบาลไทยควรทำทุกวิถีทางเพื่อยับยั้งเหตุรุนแรงในเมียนมา พร้อมปกป้องผู้ลี้ภัยที่หนีเอาตัวรอดมายังประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม หลังจากชาวโรฮิงญาถูกรัฐบาลพม่าปฏิเสธสถานะพลเมือง ประชาชนชาวโรฮิงญาเป็นจำนวนมาก ตกเป็นเหยื่อทางความขัดแย้งระหว่างศาสนา โดยนักสิทธิมนุษยชนแสดงความเป็นห่วงว่าคนเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ รวมถึงอาจต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางเรือและต้องใช้ชีวิตอยู่กลางทะเล โดยที่ไม่มีแผ่นดินประเทศไทยต้อนรับเข้าประเทศอีกระรอก