ศาลยกฟ้องหนุ่มแพะฉกเพชร 15 ล้าน ชี้พยานอ่อนหลังติดคุก 7 เดือน

ศาลอาญาธนบุรี อ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการคดีอาญาธนบุรี 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ ชาวจังหวัดนครพนม ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีวิ่งราวทรัพย์และกักขังหน่วงเหนี่ยว

จากกรณี นายพิสิษฐ์ ถูกกล่าวหาว่า ทำการวิ่งราวเพชรมูลค่า 15.8 ล้านบาท ไปจากผู้เสียหาย ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านบางแวก เมื่อช่วงปี 2559 และ นายพิษฐ์ ถูกตำรวจตามไปควบคุมตัวได้ ที่ จ.นครพนม ซึ่งผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าของเพชรที่กรุงเทพฯ ได้ชี้ตัวยืนยันว่าคนร้ายคือนายพิสิษฐ์

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐาน จากโจทก์จำเลยแล้วเห็นว่าคดีนี้พยาน 2 ราย ซึ่ง เคยพบเห็นคนร้ายถึง 2 ครั้ง ยืนยันว่า คนร้าย มีรูปร่างท้วม ผิวดำแดง สูงประมาณ 158 เซนติเมตร ริมฝีปากล่างเผยอออกมา และเมื่อทนายจำเลย นำภาพถ่ายของจำเลยไปให้พยานชี้ตัว ยืนยันว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายที่ก่อเหตุ

ขณะที่ ผู้เสียหาย ซึ่งทำการซื้อขาย ราคา 15.8 ล้าน กับคนร้ายที่บ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านบางแวก กลับให้การสับสน เกี่ยวกับรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย และจำเลย ประกอบกับพนักงานสอบสวนไม่ทำการ ตรวจดีเอ็นเอ โต๊ะที่เกิดเหตุ ที่คนร้ายนั่งคุยกับผู้เสียหาย เพื่อมาเปรียบเทียบยืนยันว่า คนร้าย คือจำเลยหรือไม่

รวมทั้ง หมายเลขโทรศัพท์ที่ผู้เสียหายอ้างว่า คน คนร้ายใช้เบอร์โทรศัพท์นี้โทรมาติดต่อเรื่องของการซื้อเพชร และเมื่อเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบ การจดทะเบียน ซิมก็พบว่าเป็นชื่อของนายพิสิฐ จำเลย แต่ พนักงานสอบสวนไม่ทำการ หาหลักฐานมายืนยันว่าในการจดทะเบียนซิมนั้นนายพิสิษฐ์ได้นำบัตรประจำตัวประชาชนของตนเองไปแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่ AIS ด้วยตนเองหรือไม่

พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าคนร้ายที่ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์นั้น คือตัวจำเลย ตามฟ้องโจทก์และจำเลยได้นำพยานที่อยู่ในจังหวัดนครพนมมาเบิกความเกี่ยวกับเรื่องของถิ่นที่อยู่ ศาลจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย อีก พิพากษายกฟ้องและให้ออกหมายปล่อย จำเลยตามผลของคำพิพากษา

หลังทราบผลคำพิพากษาแล้ว นายพิสิษฐ์ ได้ก้มลงกราบมารดา ภายในห้องพิจารณาคดี และ เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ที่ให้การช่วยเหลือทางคดี ได้เข้าไปแสดงความยินดีกับ นายพิสิษฐ์ ด้วย

โดย นายดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า คดีนี้ หลัง กระทรวงยุติธรรม ได้รับเรื่องร้องเรียนจากญาติจำเลย จึงสั่งการให้ดีเอสไอ ทำการตรวจสอบพยานหลักฐาน ก็พบพิรุธ ในหลายเรื่อง และการที่ศาลมีคำพิพากษาในวันนี้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นบรรทัดฐาน ให้กับสังคม และพนักงานสอบสวน ควรทำคดีให้มีความรอบคอบ

ขณะที่ มารดาของนายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ดีใจมากที่ลูกชายพ้นผิด ที่ผ่านมาก็ให้กำลังใจลูกชายมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม หลังศาลมีหมายปล่อยตัวจำเลยแล้ว จะได้นำคำสั่ง ดังกล่าวไปขอปล่อยตัวที่เรือนจำธนบุรี ในช่วงเย็นวันที่ 26 ก.ย. 60 ที่ผ่านมา

ประมวลภาพมวลชนแห่ให้กำลังใจ ‘ยิ่งลักษณ์’ แม้ไม่มาพบศาล คดีจำนำข้าว

ประมวลภาพมวลชนแห่ให้กำลังใจ ‘ยิ่งลักษณ์’ แม้ไม่มาพบศาลฟังคำพิพากษา คดีจำนำข้าว

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ประชาชนต่างให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง สำหรับการตัดสินคดีจำนำข้าวของอดีตนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โดยเมื่อ 27 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด ซึ่งในวันดังกล่าวมีมวลชนคนรักปู ต่างแห่มาให้กำลังใจด้านหน้าศาลเป็นจำนวนมาก แต่ “ยิ่งลักษณ์” ก็ไม่ได้เดินทางมาเข้าพบศาล อ้างว่าป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน

วันนี้(27 ก.ย.60) เป็นอีกหนึ่งวันที่มีประชาชนจำนวนไม่น้อย แห่เดินทางมาให้กำลังใจ “ยิ่งลักษณ์” อย่างเหนียวแน่น ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้คาดว่าจะไม่มีโอกาสได้พบเจ้าตัวก็ตาม ขณะที่ตำรวจได้รักษาความปลอดภัย ตั้งจุดตรวจสกัดบริเวณทางเข้าจากถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อดูแลความเรียบร้อยบริเวณรอบศาลฎีกาฯ พร้อมนำแผงเหล็กมากั้น และติดป้ายประกาศห้ามประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการจำนำข้าวของรัฐแบบจีทูจี ที่มีการทุจริต จนรัฐเสียหายหลายแสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นายนรวิทย์ หล้าแหล่ง ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางมารับฟังคำพิพากษาในคดีโครงการรับจำนำข้าว ได้เผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และไม่ทราบว่าจะเดินทางมารับฟังคำพิพากษาในวันนี้หรือไม่ สำหรับขบวนการหลังจากนี้ ต้องรอผลคำพิพาษาก่อนจึงจะพจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

สยอง ! สองผัวเมียฆ่ากินคน เปิบเนื้อคน30 ศพ เซลฟี่คู่อวัยวะมนุษย์

สองผัวเมียฆ่ากินคน ต้องสงสัยเปิบเนื้อคน 30 ศพ พร้อมถ่ายภาพเซลฟี่คู่อวัยวะมนุษย์ คาดทำมาแล้วกว่า 18 ปี

วานนี้ (26 ก.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวกรณีที่นายดมีตรี และ นางนาตาเลีย บักเชเยฟ สามีภรรยามนุษย์กินคนที่มีเหยื่อถูกสังหารไปถึง 30 ศพ ที่เมืองคราสโนดาร์ทางใต้ของรัสเซีย โดยทั้งคู่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา

ล่าสุดมีรายงานว่า นายดมีตรีให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนว่า ตนฆ่า น.ส.เยเลนา เหยื่อสาวรายหนึ่ง โดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากมาวุ่นวายกับตน ทั้งที่ตนแต่งงานแล้ว ด้วยการผลักเหยื่อหัวฟาดพื้น แต่อ้างว่าไม่รู้จะทำเช่นไร จึงนำศพผู้ตายกลับบ้าน จากการสอบสวนพบว่า นายดมีตรีและภรรยาร่วมกันฆ่าน.ส.เยเลนา เพื่อนสาวที่เพิ่งรู้จักกัน ในพื้นที่รกร้างแห่งหนึ่งในเมืองครัสโนดาร์ เนื่องจากทั้งสามคนเกิดทะเลาะวิวาทขณะดื่มสุรากัน

นอกจากนี้ นายดมีตรียังได้หั่นศพน.ส.เยเลนา และเอาชิ้นส่วนศพออกไปจากที่เกิดเหตุ และแบ่งซ่อนไว้ และนำกลับบ้านไปบางส่วน ที่น่าตกใจคือมีการพบโทรศัพท์มือถือซึ่งนายดมีตรีทำหล่นไว้ โดยเขาได้ถ่ายภาพเซลฟี่คู่กับชิ้นส่วนมือของศพหญิงสาว โดยเอาเข้าปากและเอานิ้วมือสอดรูจมูกตนเอง โดยมีคนงานซ่อมบำรุงถนนมาพบเมื่อวันที่ 11 ก.ย. จนนำไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุในวันเดียวกัน

ตำรวจบุกค้นหอพักโรงเรียนการบินที่ภรรยาทำงานเป็นพยาบาลซึ่งนายดมีตรีพักอยู่ด้วยกัน พบชิ้นส่วนศพแช่น้ำเกลือ พร้อมตรวจยึด เนื้อปริศนาแช่แข็ง ต้องสงสัยว่าจะเป็นชิ้นส่วนมนุษย์ รวมถึงชิ้นส่วนมนุษย์ที่ตรวจพบในห้องใต้ดินและในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย

โดยมีบันทึกวันที่ถ่ายภาพ เหยื่อรายแรกเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2542 โดยเหยื่อเสียชีวิตเมื่อ 18 ปีก่อนซึ่งนายดมีตรีมีอายุได้ 17 ปี เป็นเนื้อคล้ายศีรษะมนุษย์วางอยู่กึ่งกลางจานที่มีส้มประดับรอบจาน ทั้งยังพบหลักฐานเป็นสูตรเมนูเนื้อมนุษย์ เนื้อมนุษย์อัดกระป๋อง และเนื้อมนุษย์ดองในขวดแก้ว ซึ่งเก็บเอารักษาไว้อย่างดี

มีรายงานด้วยว่า นางนาตาเลียถูกส่งไปตรวจจิตที่โรงพยาบาลจิตเวชหลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 11 ก.ย. แต่ผ่านไป 1 สัปดาห์ ก็ได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากไม่พบอาการจิตเภทแต่อย่างใด