หญิงที่เคยมีน้ำหนักมากที่สุดในโลกถึง 500 กิโลเสียชีวิตแล้ว

ผู้หญิงชาวอียิปต์ที่เคยครองสถิติ “ผู้หญิงที่มีน้ำหนักมากสุดในโลก” เสียชีวิตแล้วในโรงพยาบาลที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

แพทย์ประจำโรงพยาบาล “เบิร์จอีล” ในกรุงอาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ระบุว่า นางอีมาน อับดุล อัตติ หญิงชาวอียิปต์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าของสถิติ “ผู้หญิงที่มีน้ำหนักมากสุดในโลก” ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 37 ปี เมื่อเวลา 4 นาฬิกา 35 นาทีวานนี้ตามเวลาท้องถิ่น

แพทย์ระบุถึงสาเหตุการเสียชีวิตของนางอับดุล อัตติ ว่า เกิดจากหลายสาเหตุที่เป็นผลมาจากน้ำหนักตัวของเธอ รวมถึงโรคหัวใจและไตวาย

ขณะที่ตัวแทนโรงพยาบาล ก็แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของเธอ

ครั้งหนึ่ง นางอับดุล อัตติ เคยมีน้ำหนักมากถึง 500 กิโลกรัม โดยแพทย์ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้เธอมีน้ำหนักมากผิดปกติว่ามาจากอาการของโรคไทรอยด์

นางอับดุล อัตติ ถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลใน UAE ตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีทีมแพทย์ของทางโรงพยาบาลจำนวน 20 คน คอยดูแล และก่อนที่เธอจะถูกส่งมายัง UAE เธอได้เข้ารักษาตัวในอินเดีย และเข้ารับการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก ทำให้เธอน้ำหนักลดลง 300 กิโลกรัม

ระทึก! ตำรวจไล่ล่า 2 คนร้าย ขนไม้พยุง อ้างขอมาจากเพื่อน

ตำรวจบ้านลาด จ.ชัยภูมิ ไล่ล่า 2 คนร้าย แอบขนไม้พยุง 7 ท่อน ยาวท่อนละ 1 เมตร อ้างขอมาจากเพื่อน

วันนี้(26 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.คเชน ชาครีย์รัตน์ สวป.สภ.ลาดใหญ่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลาดใหญ่ กว่า 10 นายได้ตั้งจุดตรวจเพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติดบริเวณถนนนิเวศรัตน์ หมู่ 5 ตำบลลาดใหญ่   อ. เมืองชัยภูมิ ได้มีรถกระบะ โตโยต้า วีโก้แค็ป สีเทา หมายเลขทะเบียน ผร 9479 นครราชสีมา ขับมาตามถนนสาย 202 มุ่งหน้าอำเภอแก้งสนามนางจังหวัดนครราชสีมา

ก่อนที่จะถึงจุดตรวจ รถคันดังกล่าวแสดงอาการมีพิรุธเลี้ยวรถกลับกะทันหัน เจ้าหน้าที่จึงได้ขับรถติดตาม ก่อนจะส่งสัญญาณให้หยุดรถ แต่ผู้ต้องสงสัยก็ขับรถหนี อย่างรวดเร็วและได้เลี้ยวเข้าไปในซอยตันทำให้ผู้ต้องหาไม่สามารถขับรถต่อไปได้เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวแล้วเข้าทำการตรวจค้นจับกุมพบ ผู้ต้องหา เป็นชาย 2 ราย

ต่อมาทราบชื่อคือ นายรัฐพงษ์ อายุ 34 ปี และนายดอกเลา อายุ 58 ปี ตรวจค้นภายในรถ พบ ท่อนไม้พยุงขนาดบรรจุใส่ถุงปุ๋ยชุกซ่อนไว้ในแคปด้านหลังเบาะนั่ง จำนวน 7 ท่อนยาว ประมาณท่อนละ 1 เมตร เจ้าหน้าที่จึง ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย นำตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมที่สภ.ลาดใหญ่ เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายให้การอ้างว่าตนทั้ง2คนได้ชักชวนกันมาเที่ยวดอกกระเจียว ที่อำเภอเทพสถิตและแวะหาเพื่อนชื่อนายทิน โดยจำไม่ได้ว่าชื่อบ้านอะไร

ขณะที่ ตนได้เดินไปหลังบ้านก็เห็น เล้าไก่ของนายทิน มีไม้พยุง หลายท่อนตนจึงขอไม้ดังกล่าวเพื่อจะนำไปทำโต๊ะหมู่บูชา นายทินเลยยกให้ตนจึงนำ ไม้พยุงดังกล่าวกลับบ้านที่บุรีรัมย์ เมื่อเห็นด่านจึงเกรงว่าจะถูกตำรวจจับ ทางเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาฐานความผิดร่วมกันมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และส่งตัวผู้ต้องหาให้กับชุดสืบสวน สภ.ลาดใหญ่เพื่อขยายผลต่อไป

ม.กรุงเทพ ดันหลักสูตร Culinary Arts and Design ปั้นเชฟไทยให้อินเทรนด์ โกอินเตอร์ฯ

Culinary Arts and Design หลักสูตรเชฟอินเทรนด์จากม.กรุงเทพ สอนครบทั้งรสชาติและการออกแบบอาหาร เตรียมโกอินเตอร์ฯ ด้วยหลักสูตรนานาชาติ

ปกติการตกแต่งอาหารให้สวยงามและชวนรับประทานนั้น เป็นหน้าที่ของฟู้ดสไตลิสต์ (Food Stylist) ซึ่งส่วนใหญ่มักทำงานร่วมกับเชฟในการแต่งจานเพื่อถ่ายภาพประชาสัมพันธ์ แต่จะดีแค่ไหน ถ้าเชฟสามารถปรุงอาหารอร่อย แถมยังศัลยกรรมอาหารให้สวยงามน่ารับประทานเองได้ด้วย

คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงได้เปิดสาขาศิลปะการประกอบและออกแบบอาหาร หรือ Culinary Arts and Design ซึ่งเป็นหลักสูตรนานาชาติขึ้น เตรียมปั้น “เชฟ” ที่ไม่เพียงแค่เชี่ยวชาญการปรุง “รสชาติ” ได้ทุกเมนูคาวหวาน แต่ยังสร้างสรรค์ “หน้าตา” ของอาหารให้สวยงาม และออกแบบ “ประสบการณ์” ใหม่ๆ ในการรับประทาน เพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกต่างหาก นับเป็นสถาบันแรกของไทยที่รวมศิลปะการประกอบอาหารและศาสตร์การออกแบบเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

“นอกจากหน้าตาอาหารจะมีส่วนส่งเสริมให้เจริญอาหารแล้ว รสนิยมของผู้บริโภคที่ชอบทานอาหารในร้านเก๋ๆ เสิร์ฟอาหารหน้าตาสวยๆ แล้วแชร์ให้เพื่อนเห็น นับเป็นเทรนด์ที่มาแรงในปัจจุบัน ธุรกิจร้านอาหารที่มีสไตล์เป็นของตัวเองจึงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะหน้าตาของอาหารถือเป็น First Impression ที่ช่วยดึงดูดลูกค้าได้อย่างดี” ดร.สุชาดา เจริญพันธุ์ศิริกุล คณบดี ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของสาขาวิชาเชฟรูปแบบใหม่ที่สอนครบทุกมิติ

ผู้เรียนจบไปจึงจะมีคุณสมบัติของเชฟมืออาชีพที่ใครๆ ก็ต้องการตัว หางานได้ง่าย แถมรายได้ยังดีกว่า เพราะหน้าตาอาหารที่สวยงามจะช่วย “อัพ” ทั้งราคาอาหารและค่าตัวของเชฟให้สูงขึ้น เห็นได้จากราคาอาหารของเชฟดังระดับโลก เช่น เจมี โอลิเวอร์ กอร์ดอน เรมเซย์ โจเอล โรบูชง ฯลฯ ที่สูงกว่าท้องตลาดมาก แต่กลับมีลูกค้ายกขบวนไปลิ้มลอง นั่นเพราะอยากจะทั้ง “ชิม” และ “ชม” อาหารของพวกเขานั่นเอง

แต่เดิมคณะมนุษยศาสตร์ฯ เปิดสอนวิชาการประกอบอาหารเป็นหนึ่งในวิชาเลือกสำหรับนักศึกษาสาขาวิชาการจัดการโรงแรมอยู่แล้ว จึงมีความพร้อมในเรื่องอาจารย์ผู้สอนที่เป็นตัวจริงจากวงการอาหาร และมีอุปกรณ์เครื่องครัวให้เด็กใช้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ช่วยขจัดปัญหาเรื่องแย่งกันใช้ รวมไปถึงห้องเรียนที่มาพร้อมโปรเจ็กเตอร์ขนาดใหญ่ที่สามารถถ่ายทอดสดการสอนทำอาหารของอาจารย์ขึ้นจอ และซูมจนเห็นขั้นตอนการทำอาหารอย่างละเอียด

เมื่อนำมาผนวกเข้ากับแนวคิด “คิดแบบสร้างสรรค์” และ “คิดแบบเจ้าของ” ตามสไตล์ ม.กรุงเทพ จึงได้ผลลัพธ์เป็นสาขาวิชาที่น่าเรียนและอินเทรนด์สุดๆ เรียนจบแล้วจะไปทำงานเป็นเชฟประจำร้านอาหารและโรงแรมดังๆ ทั้งในและต่างประเทศ หรือ เปิดกิจการเป็นของตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน

และด้วยความที่เป็นหลักสูตรอินเตอร์ฯ นักศึกษาจะมีความรู้ด้านภาษาเพิ่มเติมขึ้นมา เมื่อผสานความร่วมมือกับตัวจริงในวงการ เช่น เชฟจากโรงแรม 5 ดาวในต่างประเทศทั้งอเมริกาและยุโรป ที่อาจเดินทางมายังมหาวิทยาลัยเพื่อเฟ้นหาเด็กไปร่วมงาน โอกาสในการ “โกอินเตอร์ฯ” ไปสู่ครัวโลกด้วยการร่วมงานกับเชฟหรือร้านอาหารระดับโลก ก็มีความเป็นไปได้

นอกจากนี้ทางคณะยังจีบพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้เด็กไปฝึกงาน พร้อมมีรายได้เสริมในเวลาเดียวกัน ทั้งยังเตรียมส่งไปศึกษาดูงานกับร้านอาหารระดับ Michelin Star และร่วมเวิร์กช็อปกับเซเลบริตี้เชฟชื่อดังหลายคน แต่ที่อยากร้องกรี๊ดแทบสลบก็คือ ทุกคนจะได้รับชุดมีดและ Chef Tools ส่วนตัว มูลค่าชุดละกว่า 20,000 บาท ถ้าใจไม่ป้ำพอ จัดให้ขนาดนี้ไม่ได้

ใครอยากเป็น “เชฟมืออาชีพ” ที่ไปไกลกว่าคนอื่น หรือแม้แต่ไกลถึงระดับโลก สาขาศิลปะการประกอบและออกแบบอาหาร หรือ Culinary Arts and Design มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จะช่วยทำให้ฝันนั้นเป็นจริง