หนุ่มแจ้งความเอาผิดไปรษณีย์ ทำจิวเวอรี่หายระหว่างขนส่ง

หนุ่มนักออกแบบเจ้าของธุรกิจจิวเวอรี่ เข้าแจ้งความ หลังส่งจิวเวอรี่แบบมีประกันกับไปรษณีย์ แต่สูญหายระหว่างทางไม่ถึงมือผู้รับ เรียกร้องหาตัวคนผิดมาดำเนินคดี เพื่อสร้างความมั่นใจ

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายกรวิวัฒน์ โสตถิพันธุ์กุล อายุ 26 ปี นักออกแบบและเจ้าของธุรกิจจิวเวอรี่ในจังหวัดเชียงใหม่ นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีกับไปรษณีย์ หลังจากได้ส่งจิวเวอรี่แบบอีเอ็มเอส พร้อมซื้อประกันการสูญหายเพิ่ม แต่ปรากฏว่าพัสดุหายระหว่างการขนส่ง

นายกรวิวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้นำสินค้าเป็นจิวเวอรี่ไปส่งให้ลูกค้ารวม 2 ชิ้น ชิ้นแรกส่งไปกรุงเทพมหานคร ส่วนชิ้นที่ 2 ส่งไปที่จังหวัดจันทบุรี โดยได้นำสินค้าไปฝากส่งยังที่ทำการไปรษณีย์สาขาตลาดคำเที่ยง ตำบลช้างเผือก อำเภอเชียงใหม่ และเลือกส่งพัสดุแบบอีเอ็มเอส พร้อมซื้อประกันเพิ่มอีกเป็นเงิน 815 บาท ซึ่งสินค้าจะต้องส่งถึงมือผู้รับภายในวันที่ 6 ธ.ค.

แต่ปรากฏว่าพัสดุชิ้นที่ส่งไปให้ลูกค้าที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นกำไรจิวเวอรี่ มูลค่าประมาณ 150,000 บาท กลับไม่ถึงมือผู้รับตามกำหนด เมื่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ปลายทางที่จังหวัดจันทบุรี ก็ได้รับคำตอบว่าพัสดุตกค้างระหว่างการขนส่งที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่รับปากจะติดตามพัสดุให้

ทั้งนี้พยายามติดตามพัสดุอยู่นานหลายวัน กระทั่งวันที่ 19 ธันวาคม ก็ได้รับคำตอบว่าพัสดุสูญหายแล้ว และพร้อมจะชดใช้ค่าเสียหายให้ตามวงเงินประกันจำนวน 50,000 บาท ขอให้นำหลักฐานไปติดต่อยังไปรษณีย์ต้นทาง จึงสอบถามไปว่าพัสดุสูญหายไปได้อย่างไร ก็ได้รับแจ้งว่า พัสดุดังกล่าวจัดส่งโดยเอกชนที่เข้ามารับช่วงขนพัสดุให้กับไปรษณีย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า ทราบตัวบุคคลที่นำพัสดุไป แต่ไม่สามารถติดตามตัวได้

“ดิสนีย์” เปิดตัวหุ่นแอนิเมชัน “ทรัมป์” ในสวนสนุก

ดิสนีย์นำหุ่นแอนิเมชั่นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีการบันทึกเสียงจริง มาจัดแสดงหอเกียรติยศประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายในสวนสนุก

หุ่นแอนิเมชั่นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างโดยบริษัทวอลต์ ดิสนีย์ ได้รับเชิญให้เข้าสู่ส่วนจัดแสดงหอเกียรติยศท่านประธานาธิบดี แต่โลกออนไลน์ต่างขบขันกับใบหน้าของผู้นำสหรัฐที่ไม่เหมือนตัวจริง

หุ่นแอนิเมชั่นที่เคลื่อนไหวได้ของประธานาธิบดี ทรัมป์ ถูกนำเข้าทำเนียบ “ฮอลล์ ออฟ เพรสซิเดนท์ส” (Hall of Presidents) ที่สวนสนุกเมจิก คิงดอม พาร์ค ที่ตั้งอยู่ภายในโครงการ วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ ในเมืองออร์ลันโด รัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ

หุ่นของนายทรัมป์ในชุดสูทสีดำไม่ติดกระดุม เสื้อแจ็คเก็ตและเน็คไทสีน้ำเงินตัดขาว ตั้งเคียงคู่กับหุ่นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนอื่นๆ รวมทั้งจอร์จ วอชิงตัน, อับราฮัม ลินคอล์น เล่าย้อนภูมิหลังและประวัติศาสตร์การก่อตั้งประเทศสหรัฐ โดยเป็นเสียงจริงของนายทรัมป์ที่บันทึกเสียงด้วยตัวเองเป็นกรณีพิเศษสำหรับฮอลล์ ออฟ เพรสซิเดนท์ส เหมือนกับที่อดีตผู้นำสหรัฐคนอื่นๆ ได้ทำกันมาตั้งแต่ต้นทศวรรษปี 1990 รวมทั้งนายบิล คลินตัน, นายจอร์จ ดับเบิลยู บุชและนายบารัค โอบามา โดยในช่วงแรกเป็นการกล่าวสุนทรพจน์เพื่อเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ จากนั้นจึงเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ถึงจิตวิญญาณของชาวอเมริกัน และกล่าวถึงรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ

แต่ที่ขาดไม่ได้คือกระแสวิพากษ์วิจารณ์และล้อเลียนหุ่นของนายทรัมป์ว่าน่าตาน่าเกลียด บางคนโพสต์เหน็บแนมว่าอดีตผู้นำสหรัฐคนอื่นๆ ในฮอลล์ออฟ เพรสซิเดนท์ส ดูเหมือนไม่เชื่อว่าทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ขณะที่อีกหลายคนชี้ไปที่จุดที่ตั้งของหุ่นของทรัมป์อยู่รวมกลุ่มอดีตผู้นำสหรัฐ ที่ล้วนมีคะแนนนิยมไม่ดี รวมทั้งกลุ่มที่บอกว่า จริงๆแล้ว ดิสนีย์ทำหุ่นนางฮิลลารี คลินตัน ไว้ แต่ต้องมาปรับแก้หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง พร้อมนำภาพตัดต่อใบหน้าหุ่นทรัมป์ใส่รูปชุดของนางคลินตันมาประกอบ

ก่อนหน้านี้ได้มีกระแสคัดค้านจากคนทั่วไป เพื่อไม่ให้นำรูปจำลองและเสียงของเขามาใช้ใน “ฮอลล์ ออฟ เพรสซิเดนท์ส” โดยการลงชื่อคัดค้านทางออนไลน์ มีผู้ร่วมลงนามกว่า 45,000 รายชื่อ อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา นายบ๊อบ อิเกอร์ ซีอีโอของดิสนีย์ เผยว่า นายทรัมป์ยินยอมให้มีการบันทึกเสียงของเขาเพื่อมาใช้ใน “ฮอลล์ ออฟ เพรสซิเดนท์ส” โดยดิสนีย์ระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคน นับตั้งแต่นายบิล คลินตัน ล้วนแต่มีการบันทึกเสียงทั้งสิ้น

เมียนมาห้ามทูต UN เข้าตรวจสอบรัฐยะไข่

เมียนมาห้ามทูตพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของ UN เดินทางไปประเมินสถานการณ์ในรัฐยะไข่

นางยังฮี ลี ทูตพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เผยเมื่อวานนี้ว่า ทางการเมียนมาได้แจ้งว่าจะไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบสถานการณ์รัฐยะไข่ รวมถึงไม่อนุญาตให้เธอเดินทางเข้าประเทศจนกว่าจะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง

นางลี กล่าวว่า ในเดือนมกราคม เธอมีกำหนดเดินทางไปประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่เมียนมา ซึ่งรวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมโรฮีนจาในรัฐยะไข่

เธอระบุในแถลงการณ์ว่า การประกาศไม่ให้ความร่วมมือกับเธอ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีสิ่งที่น่ากลัวอย่างร้ายกาจเกิดขึ้นในรัฐยะไข่ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ในเมียนมา และเป็นเรื่องน่าละอายที่เมียนมาตัดสินใจเช่นนี้

เธอกล่าวอีกว่า รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธมาเสมอว่า ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น โดยเฉพาะในรัฐยะไข่ พวกเขาบอกว่าไม่มีอะไรต้องปิดบัง แต่กลับไม่ให้ความร่วมมือกับเธอ รวมถึงภารกิจค้นหาความจริงที่ชี้ให้เห็นข้อมูลที่ตรงกันข้าม

เธอหวังว่ารัฐบาลเมียนมาจะเปลี่ยนใจ พร้อมกับระบุว่า เธอรู้สึกสับสนและผิดหวัง ตั้งแต่นายถิ่น ลินน์ ทูตเมียนมาประจำสหประชาชาติ กล่าวต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนว่า เมียนมาจะยังคงให้ความร่วมมือต่อไป

ขณะที่นางลีได้รับการแจ้งว่า การตัดสินใจไม่ให้ความร่วมมือของเมียนมาครั้งนี้ เกิดขึ้นจากแถลงการณ์ของเธอหลังเดินทางเยือนเมียนมา เมื่อเดือนกรกฎาคม

แถลงการณ์ระบุว่า นางลีต้องการเดินทางไปยังเมียนมาปีละ 2 ครั้ง แต่เธอเคยเดินทางไปเมียนมามาแล้ว 6 ครั้ง นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2557 ขณะที่รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธไม่ให้เธอเดินทางเข้าไปในบางพื้นที่ โดยให้เหตุผลเรื่องความปลอดภัย

องค์การแพทย์ไร้พรมแดน หรือ MSF เผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า มีชาวโรฮีนจาอย่างน้อย 6,700 คน เสียชีวิตในรัฐยะไข่ ภายหลังความรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม