ตำรวจเผย! หลักฐานมัดแน่น แฟนหนุ่มฆ่าหมอปอ อาจแจ้งข้อหากิ๊กสาวร่วมก่อเหตุ

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เผย หลักฐานมัดแน่น แฟนหนุ่มฆ่าหมอปอ อาจแจ้งข้อหากิ๊กสาว หากมีพยานหลักฐานอื่นว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุ

เวลา 13.30 น.วันที่20 ธค.60 ที่ รพ.สต.สลุย ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร พล.ต.ท.สรศักดิ์ เย็นเปรม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พล.ต.ต.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผู้บังคับการตำรวจชุมพร พร้อมกำลังตำรวจ ทหาร นำตัว นายรณชัย ปานชาติ หรือเก่ง อายุ 26 ปี เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า อ.หลังสวน ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มของ นางสาวนนทิญา ครัวจัตุรัส หรือ ปอ อายุ 25 ปี ตำแหน่งเจ้าพนักงานทันตกรรมสาธารณสุข รพ.สต.สลุย ผู้เสียชีวิต มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ท่ามกลางชาวบ้านที่ทราบข่าวเดินมารอดูหลายร้อยคน ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ ร่วม 5 ชม.ก็ ไม่ท้อถอย เมื่อผู้ต้องหารเดินทางมาถึง ชาวบ้านต่างกันคะโกนด่าทอ ด้วยเสียงอันดัง สาปแช่งให้ ตกนรก มีท่าทีจะเข้าไปทำร้าย ผู้ต้องหา จนกำลังตำรวจทหาร ต้องคุมเข้ม

นายรณชัย ได้ให้ความร่วมมือ กับตำรวจ ด้วยการนำชี้สถานที่เกิดเหตุ และ อธิบาย ขั้นตอนต่างๆ ในการก่อเหตุร้ายอย่างชัดเจน โดยนายเก่งเล่าว่า ในขณะที่เปิดประตูเข้าไปพบเห็น หมอปอนอนหลับนั้น เกิดอาการสองจิตสองใจ ออกมานั่งที่บันไดหน้าห้องแล้วกลับไปเปิดประตูดูหมอปอนอนหลับอีกครั้ง แล้วกลับมานั่งคิดอีกครั้ง ในจังหวะที่หมอปอสะดุ้งตื่น ตะโกนถามว่า “ใครว่ะ” พร้อมทั้งเปิดประตูออกมา นายเก่งจึงยิงไปยังกลางหน้าอกหมอปอ หมอปอพยายามดันประตูปิดแล้วล้มลงขาดใจตาย นายเก่งเปิดประตู เข้าไปดูว่าตายแล้วจึงหลบหนีไป

พล.ต.ท.สรศักดิ์ กล่าวว่า มั่นใจว่าคนร้ายจะได้รับการลงโทษตามหลักฐาน และชื่นชมตำรวจ ชุมพร ในส่วนของผู้หญิงอีกคน (คู่กิ๊ก) ที่เดินทางมากับนายรณชัยในคืนก่อเหตุ จะดูพยานหลักฐานก่อนว่าจะกันตัวไว้เป็นพยานหรือไม่ หรือมีพยานหลักฐานอื่นว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุ จะแจ้งข้อหาร่วมฆ่า แต่เบื้องต้นมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนแล้ว่านายรณชัยเป็นผู้ก่อเหตุแน่นอน โดยให้นำเสื้อผ้าที่สวมใส่วันก่อเหตุไปตรวจดีเอ็นเอ.และคราบเลือด ซึ่งวันนี้น่าจะมีญาติของหมอปอมาดูที่เกิดเหตุด้วย ตนจะขอให้มั่นใจและยืนยันได้ว่าคดีนี้จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา “สิ่งที่จะขอต่อประชาชนคือการตัดสินในเรื่องต่างๆ อาทิ เรื่องความรัก ต้องมั่นใจก่อนจะตัดสินใจ ไม่ฉะนั้นจะเกิดเหตุแบบนี้ได้”

ในขณะที่กำลังให้สัมภาษณ์ ผบช.ตร. ภ 8 นายบำรุง ครัวจัตุรัส พี่ชายของ หมอปอ ได้โทรศัพท์เข้ามาที่มือถือของผู้สื่อข่าว เรื่องที่นายเก่ง เอาเงิน 7 แสน และทองคำ 10 บาท ไปจากหมอปอ ก่อนลงมือสังหาร เพียง สองสามวัน เพื่อให้ตำรวจช่วยติดตามทรัพย์กว่า 1 ล้านบาท คืนมาด้วย ผู้สื่อข่าวจึงส่งโทรศัพท์ให้คุยกัย ผบก.ตร.ชุมพร และ ผบช.ภ.8

ซึ่งตำรวจรับปากจะสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้ สำหรับเงินก้อนดังกล่าว เป็นเงินที่ทางครอบครัวหมอปอ กู้มาเพื่อให้ใช้เป็นเงินสินสอด จำนวน 7 แสนบาท และ ซื้อทองคำรูปพรรณ อีก 10 บาท เพื่อใช้เป็นของหมั้นหมอปอในวันแต่งงาน และเงินพร้อมทองคำดังกล่าว หมอปอบอกพี่ชายว่าได้มอบให้ ว่าที่เจ้าบ่าวไปแล้วเพื่อเตรียมใช้ในวันงาน ซึ่งก็ตรงกับที่นายเก่งบอกตำรวจว่า เข้าไปเพื่อค้นหา สมุดบัญชี ที่คาดว่า นายเก่งต้องการเอาไปทำลายเพื่อไม่ให้เห็นหลักฐานว่ามีการเบิกเงินไปแล้ว

ในขณะที่ วิญญาณ หมอปอ เริ่มเฮี้ยน ไปปรากฏให้ชาวบ้านที่สนิทสนมได้เห็น นายสราวุธ แก้วประสงค์ อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 320 หมู่ที่ 4 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร อาชีพ ขายข้าวแกง บริเวณ รพ.สต.สลุย เล่า ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า ปกติทุกวันในเวลา 5 นาฬิกา นายสราวุธ หรือ เอ้ จะขับ รถ จยย.พร้อมด้วย ข้าวแกง ในถุง ตระเวนขาย และจะเข้าไปหยอกล้อ หมอปอทุกวัน เนื่องจากหมอปอเป็นคนสวยอารมณ์ดี กระทั่งเมื่อวานนี้ นายสราวุธ เป็นผู้ขึ้นไปล้างเลือดในห้องนอนหมอปอ เนื่องจากคนอื่นไม่มีใครกล้าเข้าไปล้างกองเลือด

จนกระทั่งในเช้าวันนี้ ในขณะที่นายสราวุธกำลังเตรียมข้าวแกง เพื่ออกไปขายตามปกติ ก็ ได้กลิ่นหอมประจำตัวหมอปอ และ กลิ่นคาวเลือดกลิ่นเดียวกับตอนล้างเลือดหมอปอ และรู้สึกว่ามีคนเดินรอบๆตัวนายสราวุธทำเอานายสราวุธ ยกมือไหว้ท่วมหัวขอให้ หมอปอไปสู่ที่ชอบๆ แล้วจะกรวดน้ำอุทิศกุศลไปให้” ในขณะชาวบ้าน ในหมู่บ้านตาเงาะ และ ใน รพ.สต. ต่างพากันหวาดผวา ถึงแม้จะเป็นคนที่รัก แต่ก็ คนกับผี ไงก็ ต้องกลัว จึงวางแผนจะนำพระมาสวดในเร็ววันนี้

ปตท.ประกาศ ปรับขึ้นราคาขายปลีก น้ำมันดีเซล 40 สตางค์/ลิตร

บริษัท ปตท. ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 40 สตางค์/ลิตร ขณะยังคงราคาเบนซินโซฮอล์ โดยมีผลพรุ่งนี้ เวลา 05.00 น.

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 40 สตางค์/ลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอลคงเดิม โดยมีผลพรุ่งนี้ เวลา 05.00 น. ซึ่งส่งผลให้ราคาใหม่เป็นดังนี้

เบนซิน 95 อยู่ที่ 34.96 บาท/ลิตร

แก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 27.85 บาท/ลิตร

แก๊สโซฮอล 91 อยู่ที่ 27.58 บาท/ลิตร

E20 อยู่ที่ 25.34 บาท/ลิตร

E85 อยู่ที่ 20.64 บาท/ลิตร และดีเซลอยู่ที่ 26.79 บาท/ลิตร

ทั้งนี้ราคาดังกล่าว ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด

ทนายจวกละครเรื่อง ‘ล่า’ หลังฉากการตัดสินคดีไม่สมจริง อัดทำมาทำลายสังคมชัดๆ

นักกฎหมาย จวกเละ! ฉากตัดสินคดีละคร ‘ล่า’ ตัวอย่างไม่ดี ในการนำเสนอกระบวนการยุติธรรม แนะควรคิดดีๆ ก่อนจะนำเสนอ เพราะสื่อสารมวลชนคือครูของคนทั้งสังคม 

เรียกว่ากำลังเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์เป็นอย่างมากกับละครเรื่อง “ล่า” ที่ออกอากาศทางช่อง One 31 โดยเฉพาะฉากการข่มขืน 2 แม่ ลูก ที่ทำเอาคนดูหดหู่ไปตามๆ กัน เพราะสะท้อนให้เห็นภาพของสังคมปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว ยาเสพติด แต่ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตอนนี้คือ ขั้นตอนของการพิจารณาคดี ที่มีการปล่อยตัวผู้กระทำผิด เนื่องจากหลักฐานอ่อนไป

ล่าสุด (20 ธ.ค. 60) นักกฎหมาย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณกรณ์ บุญมี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงฉากการพิจารณาคดี ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Ronnakorn Bunmee โดยระบุว่า…

“ละครที่ทำแล้วทำร้ายสังคมนี้จะสร้างมาทำไม จะมีเหยื่อความผิดทางเพศในอนาคต อีกกี่คนที่ไม่กล้าไปฟ้องคดีเพราะคิดว่าจะโดนแบบนี้ คือรู้ล่ะนะว่าเป็นเรื่อง “ล่า” ที่จะขายความรุนแรงจากการไล่ล่าฆ่า เลยต้องทำให้ผลทางกฎหมายไม่เป็นที่พอใจของเหยื่อจนต้องออกมาไล่ฆ่าเอง ซึ่งปมนี้ก็น่าสนใจ แต่ฉากในห้องพิจารณาคดีจะทำให้มันถูกต้องไม่ได้หรือไง

ตอนแรกก็ไม่คิดจะดูเรื่อง “ล่า” นะ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งถามว่าการพิจารณาคดีมันเป็นแบบนี้จริงไหม ประกอบกับจ่าพิชิต แห่ง drama addict โฆษณาว่ามีอัยการ/ทนายความเข้าไปช่วยดูแลการเขียนบท ก็เลยไปดูฉากพิจารณาคดีว่าเป็นยังไง ดูแล้วก็โอนะ โอ้โห คดีพิจารณาปีไหนเนี่ย โอ้โห นี่อัยการ/ทนายความให้คำปรึกษาแล้วจริงๆ เหรอ (วะ) เนี่ย

คือคดีข่มขืน นี้มันก็ยากด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว สถิติการฟ้องคดี การชนะคดีมันยากอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเอาข้ออ้างอย่างการที่ผู้เสียหายจำหน้าและชื่อจำเลยไม่ได้มาเป็นสาเหตุยกฟ้อง และบรรยากาศการพิจารณาคดีที่เลวร้ายมาทำให้มันยิ่งแย่ไปกว่าที่มันเป็นหรอก นี่เป็นการเขียนโพสต์ที่หงุดหงิดและเรียงลำดับอย่างสับสนมาก จะพยายามเอาเป็นทีละประเด็นละกัน

1) ตั้งแต่ปี 2551 เรามีมาตรา 172 วรรค 3 ที่กำหนดให้ศาลสามารถเลือกที่จะไม่ให้จำเลยกับผู้เสียหายเผชิญหน้า เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพจิตใจ เพศ และความหวาดกลัว (ที่ชัดเจนมาก) ที่ผู้เสียหายมีต่อจำเลย โดยใช้การถามผ่านกล้องวงจรปิดแทน และถ้าทนายความถามด้วยคำถามแบบนี้ในเรื่อง sensitive อย่างการถูกรุมโทรม กฎหมายก็สามารถให้ถามผ่านนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ได้

นี่อะไรให้ทนายถามตรง เผชิญหน้ากับจำเลยตรง แถมมีฉากที่จำเลยยิ้มเยาะเย้ยอีก คนทำละครต้องการอะไรเหรอ คือผมไม่มีปัญหาถ้าจะทำเหมือนกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องตลก แต่ผลข้างเคียงก็คือคุณอาจกำลังทำให้ผู้เสียหายทางเพศ หรือคนที่จะเป็นผู้เสียหายทางเพศในอนาคต ไม่กล้ามาฟ้องคดีเพราะกลัวว่าจะเจออะไรแบบนี้ แล้วถ้าเค้าไม่กล้าเพราะฉากนี้มันติดตา อยากให้รู้ไว้ว่าคุณคือคนที่ควรถูกประณาม

2 ถ้ามันเป็นคดีสัก 10-20 ปีก่อนก็เข้าใจ แต่ปัจจุบันมันมีนิติวิทยาศาสตร์ และละครก็พูดถึงว่ามีดีเอนเอของจำเลยที่ 1 อยู่ที่เล็บผู้เสียหายแล้ว ทำไมไม่พูดต่อไปว่าเจอสารคัดหลั่ง (น้ำเชื้อ) ของจำเลยที่ 1-7 ในตัวผู้เสียหาย เพราะสารพวกนี้อยู่ในตัวผู้เสียหายได้ถึง 10 วัน (ในช่องคลอดนานกว่านั้นอีก) แล้วผู้เสียหายทั้งสองหลังเกิดเหตุก็ไปโรงพยาบาลไม่ได้รอเนิ่นนาน และการล้างทำความสะอาดก็ไม่สามารถล้างสารคัดหลั่งออกได้หมด ส่วนฝนมันล้างดีเอนเอในตัวไม่ได้

กรณีแม่ไม่เท่าไหร่อาจสู้ว่ายอมเอง (จริงๆ ถ้าตรวจโดยแพทย์ก็จะบอกความแตกต่างได้) แต่ลูกที่อายุต่ำกว่า 15 ถ้ามีสารคัดหลั่งของจำเลยที่ 4-7 อยู่ยังไงก็ผิด 100% ทำไมไม่พูดถึงประเด็นนี้

3 ยกฟ้องด้วยสาเหตุจำชื่อจำเลยไม่ได้….ไม่มีอะไรจะพูดล่ะ เหนื่อยเกิน

ถ้าจะเป็นละครก็เป็นไป แต่อย่ามาโฆษณาว่าเขียนบทโดยปรึกษาอัยการ/ทนายความแล้วเลย เพราะมันยิ่งทำให้คนดูถูกหลอกว่าเหตุการณ์ในละครมันน่าเชื่อถือ ลาที่นำเสนอตัวเป็นลามันไม่น่ากลัวเท่ากับลาที่หลอกคนอื่นว่าเป็นเสือหรอก

ผมพูดกับนักศึกษา JC/นิเทศ ทุกครั้งที่มีโอกาสว่าอาจารย์มหาลัยนี้กระจอกมากเมื่อเทียบกับพวกคุณ เพราะพวกเราสอนคนแค่ไม่กี่คน และส่วนใหญ่ก็ได้แค่ 4 ปี แต่ สื่อสารมวลชนนี้คือครูของคนทั้งสังคมและเป็นครูทั้งชีวิต สื่อคือครูที่สังคมเชื่อมากที่สุด ดังนั้นเมื่อคุณมีอำนาจมากขนาดนี้ขอให้คิดดีๆ ก่อนนำเสนอ เพราะสิ่งที่คุณนำเสนอแมร่งจะกระทบชีวิตคนอื่นแน่นอน ละครเรื่อง “ล่า” คือตัวอย่างที่ไม่ดี (ในแง่การนำเสนอกระบวนการยุติธรรม) ที่ควรเอามาเป็นบทเรียน”