10 อันดับภัยพิบัติที่รุนแรงที่สุดในปี 2560 ในเกือบทุกทวีปทั่วโลก
ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นในเกือบทุกทวีปทั่วโลก ตลอดปี 2560 ทั้งเหตุน้ำท่วมและมรสุมที่โหมกระหน่ำหลายประเทศในเอเชียใต้ พายุเฮอร์ริเคนและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอเมริกาเหนือ เหตุดินถล่มและความแห้งแล้งในแอฟริกา รวมถึงสึนามิที่โจมตีอเมริกากลาง
เว็ปไซต์ยูเอส นิวส์ จัดอันดับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดตลอดทั้งปีนี้ 10 อันดับ โดยเปรียบเทียบจากจำนวนผู้เสียชีวิต ดังนี้
อันดับ 10 น้ำท่วมครั้งใหญ่ในซิมบับเว เสียชีวิต 117 ราย
เหตุน้ำท่วมเกิดขึ้นหลังจากฝนที่ตกอย่างหนักและพายุที่พัดถล่มในช่วงต้นปี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 117 ราย แต่หากนับความเสียหายตั้งแต่ช่วงฤดูฝนในเดือนตุลาคม ปี 2559 มีชาวบ้านเสียชีวิตอย่างน้อย 246 คน เหตุน้ำท่วมเกิดขึ้นในหลายหมู่บ้าน ส่งผลให้ถนนหลายสาย และผลผลิตทางการเกษตรและปศุสัตว์ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ ยังทำให้ประชาชนราว 2 พันคนไร้ที่อยู่อาศัย และถูกตัดขาดจากโลกภายนนอก เนื่องจากถนนถูกน้ำท่วมและสะพานได้รับความเสียหาย
รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นภัยพิบัติแห่งชาติ ขณะที่ซิมบับเวต้องขอเงินช่วยเหลือจากนานาชาติ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3 พัน 200 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
อันดับ 9 น้ำท่วมหนักในจีน เสียชีวิตอย่างน้อย 144 ราย
จีนเผชิญกับน้ำท่วมหนักหลายระลอก ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงกรกฎาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 144 ราย// ประชาชนราว 1 ล้านคนไร้ที่อยู่อาศัย และบ้านเรือน 3 หมื่น 1 พันหลังได้รับความเสียหาย โดยในช่วงเดือนมิถุนายน พายุฝนพัดถล่มพื้นที่ต่างๆ ในจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในมณฑลหูเป่ย ที่อยู่ทางตอนกลาง และมณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้มีน้ำท่วมและดินถล่มเกิดขึ้นหลายพื้นที่
สถานีอุตุนิยมวิทยาในเขตปกครองตนเองชนชาติเอินซื่อถู่เจียและแม้ว ประกาศเตือนภัยในระดับสีแดง หลังจากที่ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยเมือง “จิงหยาง” เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เผชิญฝนตกหนัก และเกิดเหตุดินถล่มตามมา ส่งผลให้ถนนสายหลักในเมืองถูกตัดขาด และบ้านเรือนหลายหลังพังเสียหาย
ส่วนที่มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของจีน ก็เผชิญกับฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดเหตุดินถล่ม และสร้างความเสียหายแก่ถนนหลายเส้นทาง รวมถึงพื้นที่การเกษตร
อันดับ 8 น้ำท่วมหนักในเปรู เสียชีวิตอย่างน้อย 150 ราย
เหตุน้ำท่วมในเปรูเกิดขึ้นในช่วงต้นปีนี้ เป็นผลมาจากกระแสน้ำอุ่นนอกชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 150 ราย และส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน ต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูมากกว่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 2 แสน 9 หมื่นล้านบาท
ทางการเปรูได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นเวลา 60 วัน ใน 3 แคว้น ซึ่งรวมถึงกรุงลิมา หลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมเนื่องจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น จนล้นตลิ่งและไหลบ่าเข้าท่วมบริเวณใกล้เคียง ซึ่งมีรายงานความเสียหายเกิดขึ้นกับสะพาน และมีน้ำท่วมปิดกั้นทางหลวงสาย “เซ็นทรัล ไฮเวย์” ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่เชื่อมต่อกับกรุงลิม่า
ฝนที่ตกหนักยังทำให้เกิดเหตุดินถล่มในเขตภูเขาสูงใกล้กับกรุงลิมา ขณะที่ในแคว้นปิวรา ซึ่งห่างจากกรุงลิมาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 858 กิโลเมตร มีประชาชนมากกว่า 3 หมื่น 5 พันคน ต้องอพยพออกจากพื้นที่หลังเกิดน้ำท่วม
อันดับ 7 หิมะถล่มในอัฟกานิสถาน เสียชีวิต 156 ราย
หิมะที่ตกอย่างหนักทั่วประเทศอัฟกานิสถาน เป็นเหตุให้เกิดหิมะถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 156 ราย บ้านเรือน 300 หลังคาเรือนในหลายเมืองได้รับความเสียหาย และปศุสัตว์ล้มตาย โดยพื้นที่ๆ ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด คือ จังหวัดนูริสถาน ที่มีประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 64 ราย และจังหวัดบาดัคชาน หิมะที่ตกหนักได้ปิดเส้นทางสัญจร และทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย
ขณะที่ทีมกู้ภัยต้องเผชิญอุปสรรคด้านการเดินทาง เนื่องจากหิมะที่ปิดกั้นเส้นทางตามถนนสายต่างๆ ที่มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
อันดับ 6 ดินถล่มในคองโก เสียชีวิตอย่างน้อย 200 ราย
เหตุดินถล่มที่หมู่บ้านโตรา บริเวณชายฝั่งทะเลสาบเลค อัลเบิร์ต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว ในจังหวัดอิตูริ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 200 ราย ทางการได้ขอความร่วมมือจากนานาชาติในการช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ๆ ได้รับผลกระทบ ซึ่งนายอับดุลลาห์ เปเน บากา ผู้ว่าการจังหวัดอิตูรี ระบุว่า มีบ้าน 50 หลังได้รับความเสียหาย
อันดับ 5 น้ำท่วม-ดินถล่มในศรีลังกา เสียชีวิต 213 ราย
พื้นที่ทางตะวันตกและตอนใต้ของศรีลังกาเผชิญกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่ ทำให้ผู้คนกว่า 1 แสนคนต้องไร้ที่อยู่
โดยหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด คือ ในเขต “มาตารา” ที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ ส่วนในเขต “กัลเล่” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำของบรรเทาทุกข์ไปแจกจ่ายได้
เหตุดินถล่มในศรีลังกา ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปในช่วงฤดูมรสุม ประกอบกับปัญหาการตัดไม้ทำลายเพื่อปลูกต้นชาและต้นยาง ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของประเทศ จึงทำให้ปัญหาดังกล่าวรุนแรงขึ้นอีก
อันดับ 4 แผ่นดินไหวในเม็กซิโก เสียชีวิต 225 ราย
เมื่อเดือนกันยายน เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ที่มีศูนย์กลางอยู่ใกล้กับเมือง “อเตซินโก” ในรัฐปูเอบลาของเม็กซิโก ห่างจากกรุงเม็กซิโกซิตี้ราว 120 กิโลเมตร และเกิดลึกลงไปใต้ดิน 51 กิโลเมตร ได้สร้างความเสียหายในพื้นที่ตอนกลางของเม็กซิโกเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งยอดผู้เสียชีวิตยู่ที่ 225 ราย
มีรายงานความเสียหายเกิดขึ้นกับโรงเรียน กว่า 200 แห่ง ในจำนวนนี้โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือโรงเรียนประถมศึกษา “เอนริเก้ เร็บซาเมน” ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงเม็กซิโกซิตี้ โดยอาคารได้ถล่มลงมา และทำให้มีผู้เสียชีวิต 37 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กนักเรียน 32 ราย
นอกจากนี้ ยังมีอาคารราว 44 แห่ง ได้รับความเสียหายรุนแรง ในจำนวนนี้รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ต โรงงาน และแฟลตสูง 6 ชั้น เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นตรงกับวันครบรอบ 32 ปีของเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.0 เมื่อปี 2528 ซึ่งเชื่อว่ามีผู้เสียชีวิตมากถึง 1 หมื่นราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บราว 3 หมื่นคน ขณะที่ก่อนหน้านี้ 2 สัปดาห์ ก็เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่มีผู้เสียชีวิต 96 ราย
อันดับ 3 ดินถล่มในโคลอมเบีย เสียชีวิตอย่างน้อย 300 ราย
เหตุดินถล่มที่เมืองโมเกา จังหวัดปูตูมาโย ทางตอนใต้ของโคลอมเบียในช่วงต้นเดือนเมษายน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 300 ราย และได้รับบาดเจ็บราว 400 คน
ประธานาธิบดีฮวน มานูเอล ซานโตส ระบุว่า ภัยพิบัติในครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จนทำให้น้ำฝนในเมืองโมเกาในช่วง 1 คืน มีปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำฝนที่ตกตลอด 1 เดือนในช่วงเวลาปกติ จึงเป็นสาเหตุให้น้ำในแม่น้ำหลายสายเอ่อท่วมพื้นที่ ขณะที่ประชาชนบางส่วน ระบุว่า ปัญหาการทำลายป่า ทำให้ต้นไม้ที่จะช่วยชะลอความแรงของกระแสน้ำมีจำนวนน้อยลง
อันดับ 2 ดินถล่มในเซียร์ราลีโอน ตายกว่า 600 คน
หลังจากที่เกิดฝนตกหนักติดต่อกัน 3 วัน กรุงฟรีทาวน์ของเซียร์ราลีโอนก็ต้องเผชิญกับน้ำท่วมรุนแรงและดินถล่มในช่วงเดือนสิงหาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 600 คน และประชาชนประมาณ 2 หมื่นคน ต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน
โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดอยู่ในเขตรีเจนท์และเขตลัมลีย์ ที่จมอยู่ใต้โคลนถล่มเป็นระยะทาง 6 กิโลเมตรและทำลายบ้านเรือนกว่า 300 หลังตามแนวแม่น้ำของแม่น้ำจูบา นอกจากนี้ ชุมชนอย่างน้อย 4 แห่งในพื้นที่อื่นๆ ในกรุงฟรีทาวน์ยังต้องเผชิญกับน้ำท่วมฉับพลัน
ผลจากดินถล่มยังทำให้เซียร์ราลีโอนต้องรับมือกับอหิวาตกโรคและโรคมาลาเรีย รวมถึงชาวบ้านบางคนมีอาการติดเชื้อทางผิวหนังจากน้ำที่ไม่สะอาด
อันดับ 1 น้ำท่วมพื้นที่เอเชียใต้ เสียชีวิตมากกว่า 1,200
พื้นที่ทางตอนเหนือของอินเดีย ทางตอนใต้ของเนปาล และทางตอนเหนือของบังกลาเทศ เผชิญกับเหตุน้ำท่วมรุนแรงในช่วงฤดูมรสุม ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 พัน 200 ราย และส่งผลกระทบต่อประชาชนอีกอย่างน้อย 41 ล้านคน
พื้นที่ที่เกิดความเสียหายมากสุด คือ อินเดีย โดยมีรายงานว่า ในรัฐพิหาร รัฐอุตตรประเทศ รัฐเบงกอลตะวันตก และรัฐอัสสัม ของอินเดีย มีผู้เสียชีวิตรวมกันอย่างน้อย 680 ราย ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการจมน้ำ เหตุดินถล่ม และถูกงูกัด
ส่วนในบังกลาเทศ มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 5 แสนคน ซึ่งจำนวนมากต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย พื้นที่การเกษตรถูกทำลายกว่า 6 หมื่น 2 พัน 500 ไร่ ในขณะที่พื้นที่การเกษตรแห่งอื่นๆ อีกกว่า 3 ล้าน 7 แสน 5 หมื่นไร่ ก็ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้น
ขณะที่ในเนปาล บ้านเรือนประชาชนหลายหมื่นหลังจมอยู่ใต้น้ำ หรือเผชิญเหตุดินถล่ม ฝนที่ตกหนักจากมรสุมในภูมิภาคเอเชียใต้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน และแผ่อิทธิพลในพื้นที่นี้ไปจนถึงเดือนกันยายน