ผบ.ตร. สั่งปรับยุทธวิธีตั้งด่าน หลังเกิดเหตุชน 3 คันซ้อน

ผบ.ตร.กำชับทุกด่านต้องปลอดภัยต่อตัวเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ปรับยุทธวิธีตั้งด่านใหม่ต้องมีป้ายและสัญญาณจราจรทุกครั้ง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ 30 มกราคม 2561 ที่ สน.บางเขน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าหลังเกิดอุบัติเหตุรถชนกันขณะเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจที่ จ.อยุธยา ว่า ในเรื่องนี้ทางพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ได้ให้แต่ละหน่วยไปศึกษาการตั้งจุดตรวจจุดสกัดที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

ด่านตรวจ, ข่าวตำรวจ, ข่าวสดวันนี้

เช่น จุดตรวจว.43 มั่นคง ในแต่ละพื้นที่ การให้ยานพาหนะเข้ามาในจุดตรวจ มีป้ายบอก ไฟ รวมถึงเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบที่ได้ให้อำนาจเอาไว้ ในส่วนตำรวจทางหลวง ซึ่งเป็นประเด็นอยู่นั้นได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงต้องว่าไปตามกระบวนการ

ส่วนการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการเรียกตรวจสอบ รถยนต์หรือยานพาหนะต่างๆ ต้องมีการปรับเปลี่ยน ซึ่งทาง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ไปดูเรื่องความเหมาะสม และขอบคุณประชาชนที่มีการแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจะนำข้อมูลดังกล่าวไปปรับปรุงในการให้บริการพี่น้องประชาชน

พ.ต.อ.กฤษณะ เปิดเผยต่อว่า คำว่าด่านลอยเป็นคำพูดที่เราพูดกันติดปาก แต่ต้องเข้าใจว่าการตั้งจุดตรวจจุดสกัดมี 3 ประเภท 1.ด่านตรวจ, 2.จุดตรวจ และ3.จุดสกัด แต่การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงที่เกิดขึ้นนั้นได้รับคำชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการจับกุมความผิดที่เกิดซึ่งหน้า

โดยปกติแล้วรถบรรทุกขนาดใหญ่จะต้องขับชิดทางด้านซ้าย แต่ส่วนใหญ่จะขับทางด้านขวา เพื่อหลีกเลี่ยงและใช้ความเร็ว ซึ่งวิธีการหรือยุทธวิธีในการเข้าจับกุม การตรวจค้นก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ทั้งนี้ในการทำงานต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ด้วย ในช่วง 2 ปีมี่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจประสบอุบัติเหตุขณะเรียกตรวจก็ต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่ด้วย

พ.ต.อ.กฤษณะ เปิดเผยอีกด้วยว่า อย่างไรก็ตามได้ให้ตำรวจทางหลวงทั้ง 2 นายมาปฏิบัติหน้าที่ที่กองบังคับการตำรวจทางหลวง เพื่อจะทำให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะมีการปรับยุทธวิธีในการเข้าตรวจค้นจับกุม โดยยึดให้มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชน

‘เอกชัย’ ประกาศลั่นจะตามมอบนาฬิกาถึงมือ ‘บิ๊กป้อม’ ให้ได้!!

‘เอกชัย’ อดีตผู้ต้องหาคดี ม.112 และนักกิจกรรมทางการเมือง ประกาศย้ำชัดจะมามอบนาฬิกาให้ ‘พลเอกประวิตร’ ให้ได้ 

วันนี้ ( 23 ม.ค. 61) ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทําเนียบรัฐบาล นายเอกชัย หงส์กังวาน อดีตผู้ต้องหาคดี ม.112 และนักกิจกรรมทางการเมือง พร้อมด้วย นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ ได้เดินทางนำนาฬิกาจำนวน 3 เรือน พร้อมโปสเตอร์คอลเลคชั่นนาฬิกา 25 เรือน และโปสเตอร์ข่าวนาฬิกาที่ดังไปทั่วระดับโลกของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่รักษาปลอดภัยทำเนียบรัฐบาลได้กันตัวนายเอกชัยไปที่ศูนย์บริการประชาชนเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนปล่อยตัวให้เดินทางกลับ ทั้งนี้นายเอกชัย ประกาศย้ำชัดว่าตนจะเดินทางมามอบนาฬิกาให้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยจะมาทุกวันที่ท่านมาร่วมประชุม ครม. และหากทราบว่าพล.อ.ประวิตร เดินทางไปไหนก็จะเดินทางตามไปมอบนาฬิกาให้ได้

ชัดแล้ว วิคตอเรียลอบใช้น้ำบาดาล ด้าน ตร.เชื่อเสี่ยกำพล-เมียหนีนอกปท.แล้ว

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เชื่อเสี่ยกำพล-เมียแอบหนีออกนอกประเทศแล้ว หลังยังล่องหน ขณะที่การตรวจสอบยันชัดวิคตอเรียซีเครทลอบใช้น้ำบาดาล

วันนี้ (30 ม.ค. 61) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการดำเนินคดีสถานบริการอาบอบนวดค้าวิคตอเรียซีเครทและการติดตามจับกุมตัวเสี่ยกำพล และเมีย ว่า จากการตรวจสอบสถานบริการดังกล่าวทั้ง 5 แห่ง พบว่า มี 2 แห่ง ที่พบการกระทำผิดลักลอบใบ้น้ำบาดาลชัดเจน คือ

อาบอบนวดวิคตอเรียซีเคร็ท และ อาบอบนวดโคปาคายาน่า ส่วนอีก 3 แหล่งที่เหลือ มี 2 แห่ง ที่จำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์พิเศษในการเข้าตรวจสอบอีกครั้ง คือ ลองบีช กับ เดอะลอร์ด และอีกแห่งไม่พบการกระทำผิด คือ แอมบัสซี่ โดยหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบสถานบริการในเครืออีก 4 แห่ง คือ อาบอบนวดฮูหยิน วีนัส ยูโทเปีย และ ธราวดี เพื่อตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดหรือไม่ รวมถึงจะให้สรรพากรตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายย้อนหลัง 10 ปี เพื่อทำการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังต่อไป

เสี่ยกำพล, วิคตอเรียซีเคร็ท, อาบอบนวด, ข่าวสดวันนี้

ส่วนการติดตามตัวนายกำพล สิระเทพสุภรณ์ หรือ เสียกำพล และนางนิภา วิระเทพสุภรณ์ ภรรยา นั้น จากการสืบสวนสอบสวนขณะนี้ยังไม่พบความเคลื่อนไหวใด ๆ และยังไม่มีข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศผ่านทางด่านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเช่นกัน

แต่อาจเป็นไปได้ว่าการไม่พบความเคลื่อนไหวของเสี่ยกำพล หลาย ๆ วันติดต่อกัน อาจหลบหนีออกนอกประเทศ โดยไม่ผ่านด่านตรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้ว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถติดตามตัวเสี่ยกำพลและภรรยาได้นั้น ไม่มีผลกระทบต่อสำนวนคดีอย่างแน่นอน เนื่องจากศาลได้อนุมัติหมายจับแล้ว อีกทั้งหลักฐานต่าง ๆ ที่รวบรวมได้นั้น ก็เพียงพอต่อการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมด