วัยรุ่นสยามทั้งอดีตและปัจจุบันโอด แสนเสียดายโรงภาพยนตร์สกาลาและลิโด ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางเมือง ย่านสยามสแควร์มานานกว่า 4 ทศวรรษ โดยลิโดกำลังจะปิดตัวในเดือน พ.ค. ส่วนสกาลาจะปิดในเดือน มิ.ย. ตามโรงหนังสยาม ที่ปิดตัวไปก่อนหน้ากว่า 8 ปี จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง….
หลังจากโลกโซเชียลกระพือเรื่องราว กรณีสำนักจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ จะทำการขอคืนพื้นที่โรงภาพยนตร์สกาลาและมีการคาดเดาไปว่าจะรื้อทุบปรับปรุงเป็นโครงการสมัยใหม่ตามกระแสนิยม จนทำให้คอหนัง รวมไปถึงคนที่รักประวัติศาสตร์ รักงานศิลปะ ต้องใจหายกันเป็นแถบ ๆ พร้อมทั้งภาวนาให้กรณีดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น
เมื่อมีกระแสสังคมหลั่งไหลออกมา ทางฝ่ายบริหารสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีดังกล่าวว่าได้มีการเจรจาให้โรงหนังสกาลาอยู่ต่อ ขอคืนพื้นที่เพียงส่วนโรงภาพยนตร์ลิโดเท่านั้น แต่ทางผู้เช่าเป็นฝ่ายตัดสินใจยุติการเช่าของสกาลาไปพร้อมกัน พร้อมยืนยันยังไม่แผนทุบโรงภาพยนตร์แห่งนี้ทิ้ง
โดยเนื้อหาระบุว่า สัญญาที่ฝ่ายบริหารสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาและลิโด้เป็นสัญญายอมความที่ผ่อนผันให้ดำเนินธุรกิจถึง 31 ธ.ค. 2559 เท่านั้น แต่สำนักงานได้ผ่อนปรนให้อยู่ต่อเนื่องมาตลอดปี 2560 ผู้เช่ามีความประสงค์ที่จะขอคืนพื้นที่ลิโด สิ้นเดือนพฤษภาคม และขอเวลาขนย้ายถึงสิ้นเดือน กรกฎาคม 2561 ซึ่งจะขอยุติการเช่าของสกาลาไปพร้อมกันด้วย

ทั้งนี้ผู้เช่าจะขอฉายภาพยนตร์แบบฟิล์มที่รวบรวมจากนานาประเทศ (International Film Festival ) ในเดือนเมษายน 2561 และ ภาพยนตร์เงียบ (Silent film festival in Thailand) ในเดือน พฤษภาคม 2561 ซึ่งผู้เช่าได้รับสิทธิในการเป็นผู้ฉายภาพยนตร์ดังกล่าว
กระนั้นเองเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าโรงภาพยนตร์ทั้งสองแห่ง กำลังจะปิดตัวลงจริง แต่กระนั้นก็มีผู้คนส่วนใหญ่ ได้หยิบยกเอาประเด็นเรื่องคุณค่าทางสถาปัตยกรรมของโรงหนังสกาล่า ที่ถูกออกแบบในรูปแบบสมัยใหม่ช่วงหลัง (Late Modernist) ผสมกับ การประดับลวดลายแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ด้านหน้าอาคารยกพื้นขึ้นสูงเปิดเป็นทางเข้า โดยใช้ลักษณะของซุ้มโค้ง
ภายในชั้นบนที่เป็นทางเข้าชมภาพยนตร์มีลักษณะเป็นโครงสร้างทรงโค้งมีเสารองรับตามจุดต่างๆ เพดานระหว่างเสาประดับเป็นรูปคล้ายเฟือง ขนาดใหญ่ ซึงกลายเป็นลักษณะเฉพาะของโรงภาพยนตร์นี้ อันเป็นเอกลักษณ์ควรค่าแก่การอนุรักษ์ของสกาลา ที่หากปิดตัวลงจริง ๆ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่คนรุ่นหลังจะไม่มีโอกาสได้เห็นผลงานศิลปะเก่าแก่เช่นนี้
เมื่อพูดถึงความเป็นมาของ 3 โรงภาพยนตร์เป็นโรงภาพยนตร์เครือเอเพ็กซ์ ซึ่งกลายเป็นตำนานที่เปิดให้บริการคู่แหล่งรวมตัวของวัยรุ่นมานานกว่า 40 ปี ได้แก่โรงภาพยนตร์ ‘ลิโด’ เปิดให้บริการปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2511 ความจุ 1,000 ที่นั่ง ส่วนโรงภาพยนตร์ ‘สกาลา’ ซึ่งตั้งอยู่ภายในสยามสแควร์ ได้รับการกล่าวขวัญว่า มีสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก ที่สวยงามโดดเด่น ผสมผสานระหว่าง รูปแบบตะวันตก และตะวันออก เปิดฉายเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2512 และ ‘โรงหนังสยาม’ ที่ปิดตัวไปเมื่อปี 2553 หลังเหตุการณ์ไฟไหม้จากการชุมนุมจากกลุ่มทางการเมือง
โดยกรณีโรงหนังสกาลกำลังจะปิดตัว เป็นกระแสพูดถึงมากที่สุดบนโลกออนไลน์ เนื่องจากผู้คนจำนวนไม่น้อยยังคงเสียดายคุณค่าทางวัฒนธรรมแบบเก่าของโรงหนังแห่งนี้ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความเจริญรอบด้านที่เข้ามาแทนที่ตึก อาคารแบบเก่า ๆ

นอกจากนี้เมื่อปี 2555 สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถานปัตยกรรมดีเด่นประเภท อาคารพาณิชย์ ให้แก่โรงหนังสกาลาอีกด้วย
ทั้งนี้บางกระแสยังได้มีการเรียกร้องให้เปลี่ยนโรงภาพยนตร์สกาลา ที่เปรียบได้ว่าเป็นโรงภาพยนตร์แห่งเดียวในกรุงเทพฯ ที่ยังคงมีชีวิต ที่ยังคงสภาพแบบดั้งเดิม และสวยงามด้วยรูปแบบและโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมมากที่สุด เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติ ควบคู่กับการฉายภาพยนตร์ต่อไป แต่กระนั้นมีการตั้งคำถามต่อไปว่า คุณค่าทางประวัติศาสตร์จะมีความสำคัญเพียงพอเมื่อเทียบกับผลประโยชน์และรายได้ทางธุรกิจหรือไม่ ?