สุดจะทน! แจ้งความเอาผิดนายทหารเรือนอกราชการ หลังยิงปืนข่มขู่-ทำลายของในบ้าน

พี่สาวแจ้งความเอานายทหารเรือนอกราชการ ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ หลังยิงปืนข่มขู่คนในบ้านพร้อมกับอาละวาดทุบทำลายข้าวของ

วันที่ 12 มกราคม2561 นางบังอร ขุนจบ พร้อมด้วยสามีหอบลูกและหลานเข้าแจ้งความที่โรงพักสรรคบุรี จ.ชัยนาท หลังจากที่เมื่อเย็นวาน (17:00น.) ถูกนาวาตรีชนาธิป มีวงษ์ นายทหารเรือนอกราชการ (ลาออก) ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของตนเอง บุกเข้าไปในบ้านเลขที่15/2 หมู่ที่12 ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี แล้วยิงปืนข่มขู่คนในบ้านพร้อมกับอาละวาดทุบทำลายข้าวของ จนกระจกบานเกล็ดแตกกระจาย ทัรพย์สินเสียหายอีกหลายรายการ

โดยตัวของนาวาตรีชนาธิป มีอาการมืนเมาเพราะดื่มสุราที่กระชังปลาหน้าบ้านก่อนเข้ามาก่อเหตุ และจะยิงปืนขึ้นฟ้าตลอดเวลา ด้วยอาวุธปืนที่พกมา 2 กระบอกรวมจำนวนกว่า 100 นัด สร้างความหวาดกลัวให้กับคนในบ้านอย่างมาก เพราะต้องหนีตายไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านในการหลซ่อนตัว และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร แต่หลังก่อเหตุนาวาตรีชนาธิปก็ขับรถหลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเดินทางเข้าไปถึง

จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวน้องชายมาควบคุมไว้เพื่อไม่ให้ก่อเหตุอีก เพราะนาวาตรีชนาธิปเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่จะต้องกินยาของโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ แต่ระยะหลังไม่ยอมกิน โดยบอกว่าตนไม่ได้เป็นอะไร ทำให้อาการกำเริบและก่อเหตุแบบนี้อยู่เป็นประจำ แต่ตนเองก็สงสารน้องชาย ที่มาแจ้งความ ก็ไม่ได้ต้องการให้น้องติดคุก แค่อยากให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปรักษาเท่านั้น

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเปืดเผยว่า หลังจากนนี้ก็จะทำการออกหมายเรียกให้นาวาตรีชนาธิปมารับทราบข้อกล่าวหา และหากพบสามารถถามตอบได้รู้เรื่องก็จะสามารถดำเนินคดีได้ แต่หากพบว่ามีอาการทางจิตเวชก็จะต้องส่งตัวไปทำการรักษาให้หายก่อน จึงจะทำการสอบปากคำดำเนินคดีตามความผิดที่เกิดขึ้นได้ต่อไป

ส่วนของอาวุธปืนพนักงานสอบสวนจะพิจารณาทำเรื่องถึงกรมการปกครองเพื่อให้เพิกถอนใบอนุญาตและริบอาวุธปืนต่อไป เพราะหากยังปล่อยให้นาวาตรีชนาธิปครอบครองอาวุธปืนต่อไป อาจจะเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นได้ในอนาคต

ร่วมด้วยช่วยส่งกำลังใจให้ ‘น้องบีม’ เด็กสาวพิการ สู้สู่ฝันให้เป็นจริง

‘น้องบีม’ เด็กสาวพิการตั้งแต่เด็ก กับความฝันวันเด็กที่ยังไม่เป็นจริง 

วันเด็กของทุกปีเด็กหลายคนอาจวางเป้าหมายที่จะไปเที่ยวสถานที่สำคัญหรือเล่นเครื่องเล่น สนุกๆ แต่ก็ยังมีเด็กบางคนที่เคราะห์ร้ายไม่มีโอากาสนั้นเพียงเพราะความพิการ อย่าง น้องบีม ภัทรดา แก้วผ่อง วัย 14 ปี เด็กน้อยหน้าตาสดใสบนรถเข็นวีลแชร์ เปล่งเสียงเจื้อยแจ้วเชื้อเชิญให้ลูกค้าซื้อเครื่องหอมราคาย่อมเยา

ทั้งนี้ ทุกเย็น พรทิพย์ จันทรัตน์ ผู้เป็นแม่จะพา น้องบีม มาขายของที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ไม่เว้นแม้แต่วันหยุด เพราะนี่เป็นอาชีพเดียวที่หล่อเลี้ยงสองแม่ลูกตลอด 13 ปีตั้งแต่ปี 2548

สำหรับ น้องบีม ประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2548 ขณะนั่งรถกลับบ้านพร้อมกับพ่อแม่ ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี รถยนต์ที่นั่งมาชนเข้ากับรถพ่วง 18 ล้อ พ่อน้องบีมเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนน้องบีมกระดูกทับไขสันหลัง กลายเป็นเด็กพิการ ขาทั้งสองข้างไร้ความรู้สึก อุบัติเหตุครั้งนั้นคือจุดพลิกผันชีวิตของสองแม่ลูก

ตลอดชีวิตของเด็กน้อยวัย 14 ปี คนนี้ไม่เคยมีโอกาสได้วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวงานวันเด็กเหมือนเด็กทั่วไป เพียงเพราะข้อจำกัดทางร่างกาย ที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ ที่เป็นตั้งแต่อายุได้เพียงขวบเศษ

น้องบีม, เด็กพิการ, วันเด็ก

ซึ่งวันเด็กปีนี้คงไม่ต่างจากปีก่อนๆ น้องบีม ไม่คาดหวังว่าจะมีโอกาสได้ใช้เวลาในวันเด็กเหมือนกับคนอื่นในวัยเดียวกัน แต่น้องบีมก็ยังจะเดินตามความใฝ่ฝันที่จะเป็นผู้ประกาศข่าว โดยไม่เคยคิดว่าร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เป็นกำแพงที่ขวางกั้นเธอจากเป้าหมายแม้แต่น้อย

เปิดชื่อผู้ร้ายตัวเอ้ของโลก แต่จนมุมถูกจับ เพราะตำรวจไทย !!

เก่งมาจากไหน ก็แพ้ตำรวจไทย รวมผู้ร้ายชื่อก้องโลก ที่จนมุมถูกจับเพราะตำรวจไทย 

“…เชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับ “การก่อการร้ายหรือผู้ร้ายข้ามชาติ” อยู่ตลอดเวลา โดยผู้คนเหล่านี้ต่างมีเหตุที่คล้ายคลึงกันนั่นคือ การสร้างความแตกแยก และการเข่นฆ่าเพื่อล้างแค้น หรือเหตุผลอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความไม่สงบของคนในชาติ  ซึ่งหลายคดีต้องแลกด้วยการสังเวยชีวิตของผู้คนบริสุทธิ์ แต่อีกหลายคดีก็สามารถจบลงได้ด้วยดี เพราะฝีมือของตำรวจไทย”

ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา “นายชิเกฮารุ ชิเรอิ” อายุ 72 ปี สมาชิกอาวุโสผู้คุมกฎสังกัดแก๊ง “ยามากูชิ กูมิ” ซึ่งเป็นแก๊งยากูซ่า อันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น ถูกตำรวจฝ่ายสืบสวนภูธรจังหวัดลพบุรี จับกุมได้ที่บริเวณศาลลูกศร ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี หลังจากที่เขาหนีคดีมากบดานที่ไทยนานกว่า 10 ปี

วันนี้พวกเราทีมข่าว MThai จึงอยากหยิบยกเรื่องราว “สุดยอดผู้ร้ายต่างแดนที่โลกต้องการ ถูกจับกุมด้วยฝีมือของตำรวจไทย” 

วิกเตอร์ อนาโตลเจวิช

กองปราบจับอดีตเคจีบี ผู้ก่อการร้ายระดับโลก ที่ UN ต้องการตัวมากที่สุด!!

ย้อนไปเมื่อวันที่ (6 มี.ค.51) เมื่อเวลา 17.30 น. พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบก.ป.สั่งการให้ พ.ต.อ.เพชรรัตน์ แสงไชย รอง ผบก.ป.นำกำลัง เข้าจับกุม นายวิกเตอร์ อนาโตลเจวิช MR.VIKTOR ANA TOLJEVITCH หรือ “เบาท์” อายุ 41 ปี สัญชาติรัสเซีย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันจัดหาและรวบรวมทรัพย์สินเพื่อการก่อการร้าย

ขณะกำลังเจรจากับชาวต่างชาติจำนวน 6 คน ที่ ร้านอาหาร ชั้น 27 โรงแรมโซฟิเทล ย่านสีลม เขตบางรัก กทม.จึงเชิญตัวทั้งหมดมาสอบสวนที่กองปราบปราม นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมจัดหาอาวุธร้ายแรงให้กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้ทุกชนิด ไม่เว้นกระทั่ง “นิวเคลียร์”

แพททริค ฟิลิป กัสไทเรส อาลีมาเนีย

รวบหนุ่มฟิลิปปินส์หนีคดีลักพาตัวนักธุรกิจ 100 ล้าน แฝงตัวเป็นครูในไทย 12 ปี

เมื่อวันที่ (6 ก.ค.59) รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ตำรวจสากลไทยได้รับการประสานกับตำรวจสากลประเทศฟิลิปปินส์ว่า มีหนึ่งในแก๊งลักพาตัวเรียกค่าไถ่นักธุรกิจในประเทศฟิลิปปินส์กว่า 100 ล้านบาท ซึ่ง “นายแพททริค ฟิลิป กัสไทเรส อาลีมาเนีย” หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยเมื่อต้นปี 2547 เจ้าหน้าที่จึงทำการสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ในพื้นที่ย่านร่มเกล้าและประกอบอาชีพเป็นครูสอนภาษาจึงได้เข้าควบคุมตัว ขณะที่ผู้ต้องหายอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

ริดดวน อิซามมุดดิน ฮัมบาลี

ผู้ก่อการร้ายเครือข่ายอัลกออิดะห์ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุวินาศกรรมสะเทือนโลกที่สหรัฐถูกถล่มราบ ถูกจับที่ จ.พระนครศรีอยุธยา

เมื่อวันที่ (22 ส.ค.59) เดอะ สตาร์ หนังสือพิมพ์มาเลเซียรายงานว่า “นายริดดวน อิซามมุดดิน ฮัมบาลี” ถูกกล่าวหาเป็นตัวเชื่อมระหว่างอัลกออิดะห์กับเครือข่ายเจมาห์ อิสลามิยะห์ (เจไอ ) บงการก่อวินาศกรรมวางระเบิดไนท์คลับบนเกาะบาหลี ในประเทศบ้านเกิด คร่าชีวิตเหยื่อ 202 คน นอกจากนี้ ยังอยู่เบื้องหลังการวางระเบิดโบสถ์หลายแห่งในวันคริสต์มาส อีฟ ในอินโดนีเซีย และ “วางแผนสังหารผู้นำโลกในกรุงเทพ” แต่ถูกจับเสียก่อนที่อยุธยา!!

กูร์มีท ซิงค์

ตำรวจ-ทหารจับผู้ก่อการร้ายชาวปากีสถาน วัย 37 จากคดีวางระเบิดคร่า17ชีวิต ที่อินเดียหนีมากบดานในเมืองพัทยา

เมื่อวันที่ (5 ม.ค.58) “พล.ต.ต.นิติพงศ์ เนียมน้อย” เปิดเผยว่า สำหรับประวัติ “นายกูร์มีท ซิงค์” เป็นหนึ่งในคนร้ายที่ลอบวางระเบิดที่เมืองปันยาด ประเทศอินเดีย เมื่อปี 2538 จนมีผู้เสียชีวิต 17 คน รวมทั้งนายกเทศมนตรีและผู้ติดตาม ก่อนที่จะถูกจับกุมและศาลสั่งให้จำคุกในปีเดียวกัน

แต่ต่อมาปี พ.ศ.2543 นายกูร์มีท พร้อมกับพวกรวม 9 คน ได้แหกคุกโดยการขุดอุโมงค์หลบหนี ซึ่งทางการประเทศอินเดียได้ส่งหมายจับมายังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพื่อให้ติดตามตัว กระทั่งสืบทราบว่ามาหลบซ่อนที่บ้านหลังดังกล่าวจึงเข้าทำการจับกุม ซึ่งหลังจากนี้จะได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่สถานทูตอินเดียเพื่อมารับตัวไปดำเนินคดี

อย่างไรก็ดีจะให้เครดิตกับตำรวจไทยหรือทหารก็ได้เช่นกัน เพราะพวกเขามีความสามารถในการแกะรอยจนนำไปสู่การจับกุมอาชญากรระดับโลกได้สำเร็จ แม้ว่าหลายครั้งจะมีพี่ใหญ่อย่างสหรัฐบอกช่องก็ตาม แต่คำถามคือ ” ทำไมถึงต้องเลือกมากบดานที่ประเทศไทย ? ” หรือการขนอาวุธสงครามมาบนเครื่องบินเพื่อเติมน้ำมันที่สนามบินดอนเมือง หรือมีการขายบริการของชาวต่างชาติในไทย และอื่นๆ อีกมากมาย

ทั้งนี้ จึงอยากให้พวกเราช่วยพี่ๆ ตำรวจ-ทหาร รวมถึงประชาชนคนไทยทุกคน รวมด้วยช่วยกันสอดส่องดูแลบ้านเมือง จะได้ไม่ถูกต่างชาตินินทาประเทศเราว่า “ซ่องโจร” แดนศิวิลัยใช้หลบหนีลี้ภัยของอาชญากรจากทั่วโลก!!