โพลชี้ เด็กไทยยุค4.0 อยากมีอาชีพอิสระส่วนตัวมากสุด

นิด้าโพล ชี้เด็กไทยยุค4.0 อยากมีอาชีพอิสระส่วนตัวมากสุด ชี้ติดมือถือมากกว่าออกกำลังกาย

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (12 ม.ค. 2561 ) ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) หรือ “นิด้าโพล”  ได้ออกมาเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “เด็กไทยในยุค ไทยแลนด์ 4.0” จากการสำรวจความเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,250 ระหว่างวันที่ 8 – 10 มกราคม 2561

โดยถามถึงอาชีพในฝันที่เด็กและเยาวชนอยากเป็น ในยุคไทยแลนด์ 4.0 พบว่า ส่วนใหญ่  ร้อยละ 20.62 ระบุว่าเป็น อาชีพส่วนตัวอิสระ

ร้อยละ 11.34 ระบุว่าเป็น อาชีพครู-อาจารย์
ร้อยละ 9.28 ระบุว่าเป็น อาชีพแพทย์-พยาบาล รับราชการทหาร และวิศวกร,สถาปนิก,นักออกแบบดีไซน์
ร้อยละ 7.22 ระบุว่าเป็น อาชีพตำรวจ และนักธุรกิจ
ร้อยละ 5.15 ระบุว่าเป็น อาชีพรับราชการ (ไม่ระบุสาขา) และนักบัญชี/การเงิน/ธนาคาร/การตลาด

ทั้งนี้เมื่อถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความแตกต่างของเด็กในยุคนี้เมื่อเทียบกับเด็กในสมัยก่อน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.56 ระบุว่า เด็กในยุคนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับมือถือหรือคอมพิวเตอร์มากกว่าการออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านเหมือนเด็กสมัยก่อน

ร้อยละ 42.03 ระบุว่า เด็กในยุคนี้มีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากว่าเด็กสมัยก่อน
ร้อยละ 31.47 ระบุว่า เด็กในยุคนี้ขาดการอดทนหรือรอคอย เพราะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและรวดเร็วกว่าเด็กสมัยก่อน ร้อยละ 29.62 ระบุว่า เด็กในยุคนี้ขาดระเบียบวินัยมากกว่าเด็กสมัยก่อน
ร้อยละ 23.30 ระบุว่า เด็กในยุคนี้เข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้รวมถึงสื่อต่างๆ ได้ง่ายกว่าเด็กสมัยก่อน
ร้อยละ 17.05 ระบุว่า เด็กในยุคนี้มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นมากกว่าเด็กสมัยก่อน
และร้อยละ 0.56 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เมื่อถามถึงคุณสมบัติที่ดีของเด็กไทย ในยุคไทยแลนด์ 4.0 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.64 ระบุว่า มีคุณธรรมจริยธรรม ช่วยเหลือสังคม ไม่เห็นแก่ตัว

รองลงมา ร้อยละ 35.92 ระบุว่า มีระเบียบวินัย เคารพกฏระเบียบ ร้อยละ 31.04 ระบุว่า มีความอดทน อดกลั้น ร้อยละ 26.16 ระบุว่า รู้จักการคิดวิเคราะห์ แยกแยะ ข้อมูลที่ได้รับ

ร้อยละ 17.60 ระบุว่า มีทักษะในการใช้ภาษาต่างประเทศได้ดี ร้อยละ 17.36 ระบุว่า ไม่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับโลกอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 14.64 ระบุว่า มีความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ

ร้อยละ 13.52 ระบุว่า หมั่นศึกษา หาข้อมูลหรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการเรียน ร้อยละ 2.40 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ มีความกตัญญูต่อบิดามารดา มีมารยาท อ่อนน้อมถ่อมตน รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี และมีความพอเพียง ประหยัด อดออม และร้อยละ 2.56 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

กสทช. ขอความร่วมมือค่ายมือถือบล็อคเบอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์

กสทช. ขอความร่วมมือเครือข่ายมือถือ บล็อค 50 หมายเลข แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ให้โทรลวงเหยื่อในไทย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้เปิดเผย ถึงการกระทำผิดของกลุ่มผู้ต้องหาแก็งคอลเซ็นเตอร์ พบว่ามีการโทรศัพท์ผ่านระบบการสื่อสาร VOIP จากต่างประเทศ และมีการใช้ระบบอินเตอร์เน็ต

โดยแปลงหมายเลขที่ปรากฏกับประชาชนผู้รับสายให้เป็นหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานรัฐ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยส่วนใหญ่จะนำเบอร์โทรศัพท์ของสถานีตำรวจ ที่ทำการไปรษณีย์ ศาล และอื่นๆที่มีหมายเลขซ้ำกัน 50 หมายเลข เป็นหมายเลข 055368114 กว่า 24 ครั้ง

ซึ่งขณะนี้ กสทช.ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์ในประเทศ ประกอบด้วย บริษัท ไทเทิ่ล แอ๊คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ DTAC / บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ AIS / บริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ TRUE / บริษัท กสท.โครคมนาคม จำกัด(มหาชน) หรือ CAT และ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) หรือ TOT บล็อคหมายเลขทั้ง 50 หมายเลขไม่ให้สามารถผ่านมายังผู้รับปลายทางได้

และภายใน 2 เดือนจากนี้ ไม่ว่าหมายเลขต้นทางจะแปลงหมายเลขเป็นหมายเลขใดก็ตาม ผู้ให้บริการโทรศัพท์ภายในประเทศจะต้องทำฐานข้อมูลแล้วแปลงหมายเลขจาก VOIP เป็นหมายเลขตามเครือข่ายของตน ก่อนถึงผู้ใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศ เพื่อความสะดวกต่อการตรวจสอบจากปลายทาง ว่าต้นสายโทรมาจากประเทศใด พร้อมเตรียมประชาสัมพันธ์เตือนประชาชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผ่านแอพลิเคชันไลน์ในช่วงบ่ายวันนี้

คปภ. เผย ประกันภัยจ่ายค่าสินไหมช่วง 7 วันอันตรายแล้ว 200 ล้านบาท

คปภ. เผย ประกันภัยจ่ายค่าสินไหมช่วง 7 วันอันตรายแล้ว 200 ล้านบาท ชี้ Platform รายงานข้อมูลอุบัติภัยสุดเจ๋ง จ่ายค่าสินไหมรวดเร็ว

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า รายงานของสำนักงาน คปภ. ภาค 1-9 ผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ที่รายงานข้อมูลอุบัติเหตุรายใหญ่ ช่วง 7 วันอันตรายระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2560 – 3 มกราคม 2561 เกิดอุบัติเหตุทางถนนทั้งสิ้น 4,423 ครั้ง โดยมีผู้เสียชีวิต 421 ราย บาดเจ็บ 4,745 ราย

และมีการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตามประกันภัยรถภาคบังคับเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลรวมถึงค่าปลงศพไปแล้ว 2,361 ราย คิดเป็นจำนวนเงิน 156,769,500 บาท และมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินไปแล้วจำนวน 968 รายการ คิดเป็นจำนวนเงิน 52,107,410 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทน 208,876,910 บาท

ทั้งนี้ จากจำนวนการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวสามารถแบ่งเป็นอุบัติเหตุรายใหญ่ 10 ครั้ง ซึ่งได้มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนไปแล้วทั้งสิ้น 25,399,500 บาท

สำหรับสถิติการให้บริการสายด่วน คปภ. 1186 ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วง 7 วันอันตรายมีประชาชนโทรศัพท์มาขอรับคำแนะนำรวมถึงปรึกษาหารือด้านการประกันภัยทั้งสิ้น 584 สาย โดยประเด็นข้อหารือที่มีประชาชนสอบถามเข้ามามากที่สุด 5 อันดับประกอบด้วย

เงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ จำนวน 105 สาย ตรวจสอบข้อมูลการจัดทำประกันภัยรถภาคบังคับ 91 สาย เงื่อนไขความคุ้มครองประกันภัยสำหรับรายย่อย ทั้งประกันภัย 100 ประกันภัย 200 และประกันภัย 222 จำนวน 65 สาย เงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคสมัครใจ จำนวน 58 สาย และต้องการร้องเรียน จำนวน 54 สาย

นอกจากนี้ การนำเอาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรายงานข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุรายใหญ่ในรูปแบบของ Platform ปีนี้เป็นครั้งแรก โดยนับได้ว่าประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก ทำให้การติดตามเร่งรัดให้บริษัทประกันภัยชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ประชาชนผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ และผู้เสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย ได้อย่างรวดเร็ว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สายด่วน คปภ.1186 หรือเว็บไซต์ www.oic.or.th หรือ กลุ่มงานสื่อสารองค์กร โทรศัพท์ 02-515-3998-9 ต่อ 8307 โทรสาร 02-513-1437