ล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สวมบัตรประชาชนสาว เปิดบัญชี 7 แบงก์

รองโฆษก ตร. เผย กองปราบ รับคำร้องสาวถูกสวมบัตรประชาชนเร่งสืบสวนติดตามกล่มคนร้าย เตือนทำหายรีบแจ้งความ ยันตำรวจทำไปตามพยานหลักฐานตรงไปตรงมา

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย ถึงความคืบหน้า คดี น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ ร้องขอความเป็นธรรมกรณีถูกคนร้ายสวมบัตรประชาชนแล้วนำไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อหลอกลวง ให้ผู้เสียหายคนอื่นโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวว่าตำรวจกองปราบปราบได้รับคำร้องทุกข์จาก น.ส.ณิชา ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้แยกสำนวนการสอบสวนออกเป็นอีกคดีหนึ่ง เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายที่นำบัตรประชาชนของ น.ส.ณิชา ไปเปิดบัญชีกับธนาคาร จำนวน 3 ธนาคาร

ส่วนที่เหลืออีก 4 ธนาคารซึ่ง น.ส.ณิชา เคยไปแจ้งความไว้กับสถานีตำรวจต่างๆ นั้น อยู่ระหว่างขอโอนคดีจากสถานีตำรวจดังกล่าวมารวบรวมเป็นคดีเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการสืบสวนสอบสวนในการติดตามกลุ่มคนร้ายที่นำบัตรประชาชนของ น.ส.ณิชา ไปเปิดบัญชีมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด

รองโฆษก ตร. กล่าวอีกว่าในส่วนของคดีของ สภ.บ้านตาก เมื่อ น.ส.ณิชา ตกเป็นผู้ต้องหาและได้แสดงพยานหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนมีหน้าที่พิสูจน์ความผิดและความบริสุทธิ์ตามพยานหลักฐานที่ผู้ต้องหานำมาให้พนักงานสอบสวนอยู่แล้ว ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด และขอยืนยันว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามพยานหลักฐานอยู่แล้ว ด้วยความตรงไปตรงมาเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายผู้เสียหายที่สูญเสียเงินจากการถูกหลอกและ น.ส.ณิชา ที่ถูกคนร้ายนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีด้วย

พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ทำบัตรประชาชนสูญหายให้รีบดำเนินการทำบัตรประชาชนใหม่ทันที ซึ่งเมื่อทำบัตรประชาชนใหม่แล้วบัตรเก่าจะถูกระงับการใช้งาน หากท่านมีการทำธุรกรรมทางการเงินให้รีบไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันบัตรหายที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน และให้นำบันทึกประจำวันดังกล่าวไปแจ้งกับธนาคารเพื่อเป็นการป้องกันการถูกแอบอ้าง หรือสวมสิทธิ์บัตรประชาชนของท่านอีกทางหนึ่ง หากไม่มั่นใจว่าบัตรประชาชนจะถูกกลุ่มมิจฉาชีพไปเปิดบัญชีนำไปหลอกลวงบุคคลอื่น สามารถสอบถามได้ สายด่วน 1155 หมายเลขโทรศัพท์ 0 2251 9793 ซึ่งได้บูรณาการความร่วมมือกับศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สายด่วน 1710

นายกฯ บินกัมพูชา ร่วมประชุมผู้นำแม่น้ำโขง-ล้านช้าง

นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ครั้งที่ 2 ที่ประเทศกัมพูชา

วันที่ 10 ม.ค. เมื่อเวลา 12.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะออกเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติกรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ครั้งที่ 2 โดยนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

สำหรับการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นในวันที่ 10 ม.ค. 2561 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยฝ่ายกัมพูชาจะเป็นประธานร่วมกับจีน ภายใต้หัวข้อ แม่น้ำแห่งสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนของเรา (Our River of Peace and Sustainable Development) ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะทบทวนการดำเนินงานของประเทศสมาชิกจากการประชุมผู้นำฯ ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมี.ค. 2559 พร้อมทั้งจะกำหนดทิศทางและกิจกรรมของกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ในอนาคต

โดยสมาชิกทั้งหมด 6 ประเทศ ประกอบด้วย จีน กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม จะหารือร่วมกันเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงบนพื้นฐานของความเท่าเทียม ภายใต้หลักการการมีส่วนร่วม ความสมัครใจ และหลักฉันทามติ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดจะพบหารือทวิภาคีกับสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและนายหลี่ เค่อ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนอีกด้วย ทั้งนี้ นายกฯและคณะจะเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ในเวลา 22.40 น. วันเดียวกันนี้

แรงงานเฮ! มติคณะกรรมการปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำ ทุกจังหวัด

แรงงานเฮ! มติคณะกรรมการค่าจ้างปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำ ทุกจังหวัด ชี้ ยังไม่สรุปรายละเอียด รอเคาะตัวเลข 17 ม.ค. 

นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ว่า ที่ประชุมได้มีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 ทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่ยังไม่สามารถที่จะสรุปรายละเอียดค่าแรงในรายจังหวัดได้เนื่องจากยังมีความไม่เหมาะสม ทั้งในส่วนของค่าครองชีพ และปริมาณแรงงานและบางจังหวัดมีการเสนอขึ้นค่าแรงสูงเกินไป

ดังนั้นที่ประชุมจึงมอบให้ฝ่ายเลขาคณะกรรมการกลับไปพิจารณาทบทวนตัวเลขการปรับขึ้นเป็นรายจังหวัด และรายภูมิภาคให้สอดคล้องกัน โดยให้นำกลับมาเสนอที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 17 มกราคม 2561 ซึ่งยืนยันว่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมด ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 23 มกราคม ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ต่อไป ทั้งนี้จะมีการปรับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถบอกอัตราการปรับขึ้นค่าแรงของทั้งประเทศได้ เนื่องจากจะต้องรอสรุปตัวเลขรายจังหวัดก่อน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับผู้ประกอบการในแต่ละจังหวัด แต่ในส่วนของกรุงเทพและปริมณฑล ยืนยันว่าค่าแรงเป็นอัตราเดียวกัน ส่วนค่าแรงขั้นต่ำในเขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี จะต้องมีการประเมินก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนด้านการลงทุน