พนักงาน มิตซูบิชิ กว่าพันคน ชุมนุมเรียกร้องให้บริษัทรับกลับไปทำงาน

พนักงาน บ.มิตซูบิชิ กว่าพันคน รวมตัวอีกครั้งเรียกร้องให้บริษัทรับเข้าทำงาน และทำตามข้อเสนอของสหภาพแรงงาน

ภายในวัดมาบสามเกลียว หมู่ 7 ต.ดอนหัวฬ่อ อ.เมือง จ.ชลบุรี ได้มีพนักงานของ บริษัท มิตซูบิชิ อิเลคทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ ( ประเทศไทย ) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 700 / 406 หมู่ 7 ต.ดอนหัวฬ่อ ใกล้วัดมาบสามเกลียว กว่า 1 พันคน ชุมนุมถือป้ายประท้วงบริษัทที่ปิดตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.60 ที่ผ่านมา

และได้นัดชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้บริษัทเปิดรับคนงานกว่า 1 พันคนกลับเข้าไปทำงาน ซึ่งมีหลายฝ่ายได้เข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งทหารและตำรวจ จากการสังเกตคนงานที่มาร่วมชุมนุมประท้วงนั้น จะมีกล้วยน้ำว้าแขวนไว้เป็นจุดๆ เนื่องจากคนงานหลายคนไม่มีเงิน ต้องอาศัยกินข้าวกับเพื่อนที่นำมาหรือกินกล้วยต่างข้าว

ด้านนายเชิด นามสงคราม อายุ 47 ปี ประธานสหภาพแรงงานมิตซูบิชิ ประเทศไทย กล่าวว่า ปีที่แล้วทางสหภาพได้ยื่นข้อเสนอทางบริษัท และทางบริษัทก็ยื่นข้อเสนอกลับมา ได้มีการเจรจามาแล้ว 20 ครั้งแล้วแต่ยังตกลงกันไม่ได้ และเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.60 ที่ผ่านมาทางบริษัทก็ใช้สิทธิ์ปิดงาน ทำให้พวกเราต้องมาอยู่ที่นี่ เพราะทางบริษัทไม่ให้เข้าโรงงาน

ตนขอฝากบอกผู้สื่อข่าวที่ไปลงข่าวผิดๆ ว่า ทางเราไม่ได้ชุมนุมประท้วงเรียกโบนัส ไม่เป็นความจริง ซึ่งหัวข้อหลักการเจรจาคือ การปรับโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือน ที่บริษัทปรับจากเดิมขึ้นค่าจ้างประจำปีเป็นเปอร์เซ็นต์ฐานเงินเดือนของแต่ละคน ขึ้นอยู่ที่อายุงาน แต่ทางบริษัทนำเสนอเป็นแบบฟิคเลต โดยที่ทุกคนได้ 400 บาทเท่ากันหมด มันแตกต่างการประเมินรายได้ของบริษัท สหภาพแรงงานในฐานะเป็นตัวแทนรับไม่ได้

และทางบริษัทยังยื่นข้อเสนอมาให้สหภาพแรงงานรับข้อเสนอ 3 ข้อ คือ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าจ้าง, การไม่หักค่าบำรุง, และการทำงาน 3 กะ ทางพวกเรารับไม่ได้ และอีกอย่างทางบริษัทมาปิดงานช่วงปลายปีพอดี ทำให้พวกเราเดือดร้อนมาก ข่าวที่ว่าเรียกร้องโบนัสไม่ใช่ ที่จริงคือเรารับไม่ได้กับการปรับโครงสร้างค่าจ้างประจำปี

รถพ่วงเบรกแตก พุ่งชนเก๋ง-กระบะจอดติดไฟแดง เสียหายรวม 9 คัน

เกิดเหตุรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ เบรกแตกพุ่งชนรถเก๋ง รถกระบะที่จอดติดไฟแดง เสียหายรวม 9 คัน

วันนี้ (8 ม.ค.61) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี และ กู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ รีบเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ หลังเกิดเหตุรถพ่วง 18 ล้อเบรกแตก ชนรถที่จอดติดกันหลายคันบนถนนเศรษฐกิจ ขาเข้าเมืองชลบุรี ฝั่งตรงข้ามปากซอย 12 หมู่ 6 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ 2 คัน รถเก๋ง 3 รถแวนฟอร์จูนเนอร์ 1 คัน และรถกระบะอีก 3 คัน รวมทั้งหมด 9 คัน ชนกันแบบระเนระนาด พังยับเยิน มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย กู้ภัยฯปฐมพยาบาลผู้บาดแผลเบื้องต้น แต่ไม่ได้ไปโรงพยาบาล

สอบถาม น.ส.เอ ( นามสมมุติ ) คนขับรถเก๋งที่ใบหน้าปูดบวม เล่าว่ากำลังชะลอรถเนื่องจากด้านหน้าเป็นไฟแดง รถติดยาว แต่จู่ๆ รถพ่วง 18 ล้อคันสุดท้ายก็พุ่งมาชนเสียงดังสนั่นจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ส่วนคนขับรถพ่วง 18 ล้อ คันที่พุ่งชน ได้โทรศัพท์ไปหาเจ้าของรถพ่วง บอกว่ารถเบรกไม่อยู่เหมือนเบรกแตก ช่วยมาดูหน่อย ซึ่งพอผู้สื่อข่าวเดินไปถามกับเดินหนี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาขับรถประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย พร้อมนำตัวไปดำเนินคดี

สหรัฐฯ เย็นยะเยือกทุบสถิติ -93 องศา!! เสียชีวิตแล้ว 19ราย

สหรัฐอเมริกาเย็นยะเยือก ทุบสถิติ ‘ติดลบ 93 องศา’ บนยอดเขา – ประเทศแคนาดายังอ่วม

วันนี้ (8 ม.ค.61) สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า สภาพอากาศที่สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ขณะนี้ยังประสบภาวะวิกฤติภัยหนาวอย่างหนัก หลังจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดพายุหิมะ แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งทวีป โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ที่บนยอดเขา “เมาท์ วอชิงตัน” มีอุณหภูมิติดลบสูงถึง 93 องศาฯ!!

พบรายงานสภาพอากาศจากสำนักข่าวต่างประเทศ โดยมีการระบุว่า “ชาวอเมริกันกว่าร้อยล้านคนกำลังเผชิญหน้ากับสภาพอากาศที่หนาวจัดและเป็นอันตรายต่อชาวเมืองในหลายรัฐ” เนื่องจากเกิดพายุหิมะ แผ่ปกคลุมทวีป ซึ่งหนักสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ที่มีอุณหภูมิติดลบสูงถึง 93 องศาฯ!!

ส่วนทางฝั่งของประเทศแคนาดานั้นยังคงเผชิญกับสภาพอากาศย่ำแย่อยู่ โดยในหลายพื้นที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ -20 องศาเซลเซียส รายงานสภาพอากาศของประเทศแคนาดาระบุว่า “อุณหภูมิความหนาวของประเทศจะคงตัวอยู่ที่ -20 องศาเซลเซียส ไปจนถึงวันนี้ (8 ม.ค.61)

ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คนแล้ว ในอเมริกาจากเดิม 18 เพิ่มเป็น 19 ราย ส่วนประเทศแคนาดาเสียชีวิตจากภัยหนาว 2 ราย!! จากสถานการณ์ภัยหนาวส่งผลให้ร้านค้าและห้างสรรพสินค้ามากมายต้องปิดทำการชั่วคราว ก่อนพายุหิมะจะเข้าอีก ทำผู้คนในเมืองต้องรีบแย่งกันซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค เพื่อกักตุนไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

ขอขอบคุณข้อมูล : CNN