3 พ่อแม่ลูกจอดซื้อปาท่องโก๋ กะลอนน้ำมันเบนซิลที่บรรทุกมา รั่วไหลใส่เตาทอดไฟลุกท่วม

สามพ่อแม่ลูกจอดซื้อปาท่องโก๋ กะลอนน้ำมันเบนซิล 10 ลิตรที่บรรทุกมารั่วไหลลงพื้น ก่อนจะลามไปที่บริเวณใต้เตาแก๊ส ทำไฟลุกไหม้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย

เมื่อเวลา 17.30น.วันที่ 29 มกราคม2561 ร.ต.อ.อดิศักดิ์ คชศักดิ์ รองสว.สอบสวนสภ.คลองหลวง รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้ร้านน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ทอดมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่เกิดเหตุบริเวณหน้าร้านขายของชำบริเวณสะพานสูงหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ม.18 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงประสานงานรถดับเพลิงเทศบาลเมืองท่าโขลง1คัน พร้อมหน่วยกู้ชีพเทศบาลเมืองท่าโขลงรุดไปที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุพบเพลิงได้ลุกไหม้ร้านรถเข็นริมทางจำหน่ายปาท่องโก๋ทอด ประชาชนต้องช่วยกันใช้น้ำสาดเพื่อดับเพลิงก่อนเพลิงจะสงบ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 ราย เป็นพ่อค้าแม่ค้า 2 รายและลูกค้าที่มาจอดจยย.ซื้อของที่ร้าน 2 ราย

ประกอบด้วยนายวิรุณ ชัยพัฒนสุขใจ อายุ 42 ปี นางอำไพ ชัยพัฒนสุขใจ อายุ 42 ปี พ่อค้าแม่ค้าถูกไฟคลอกที่ขาทั้งสองข้างได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติไปก่อนหน้า อีก 2 รายชื่อนายประพัฒน์ อินอ่อน อายุ30ปี และ น.ส.พิมพ์จิต อินอ่อน อายุ 29 ปี ที่มาซื้อของที่ร้านถูกไฟคลอกที่ขาทั้งสองข้างหน่วยกู้ชีพเทศบาลเมืองท่าโขลงนำตัวส่งร.พ.ภัทรธนบุรี ข้างกันยังพบกะลอนน้ำมันถูกไฟไหม้รวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้กะทะ หม้อ อุปกรณ์ร้านกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

นายประพัฒน์ อินอ่อน ลูกค้าที่มาซื้อของเปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนเองภรรยาสและลูกชายวัย 5 ขวบ ได้ออกไปซื้อน้ำมันเบนซินจำนวน 300 บาท ประมาณ 10 ลิตร ใส่กะลอนขนาด 20 ลิตรมา เพื่อจะนำไปเติมรถญาติกันที่น้ำมันหมดซึ่งจอดจยย.อยู่ที่บ้านโดยนำกะลอนน้ำมันวางไว้ที่วางเท้าด้านหน้าของผู้ขับขี่ ระหว่างทางได้จอดรถเพื่อซื้อปาท่องโก๋ริมทางโดยตั้งขาตั้งรถจยย.เพื่อจอด ทันใดนั้นเองกะลอนน้ำมันที่วางอยู่ด้านหน้าได้ไหลลงมาตรงที่พักเท้าจยย.ทำให้น้ำมันรั่วไหลลงพื้นก่อนจะลามไปที่บริเวณใต้เตาแก๊สที่พ่อค้ากำลังทอดปาท่องโก๋อยู่ จนเกิดไฟลุกท่วมจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ส่วนลูกตนเองไม่ได้รับบาดเจ็บ

ทางด้านร.ต.อ.อดิศักดิ์ คชศักดิ์ รองสว.สอบสวนสภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและจะได้สอบปากคำพยานบุคคลรวมทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง4รายเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการโดยประมาทต่อไป

โผล่แล้ว !! ศิษย์ดังวัดพระธรรมกาย ส่งของขวัญอวยพรสื่อ

องอาจ ธรรมนิทา ศิษย์วัดพระธรรมกายคนดัง ส่งของใหม่ปีใหม่ให้สื่อ หลังเงียบหายไปจากพื้นที่ข่าวนาน

หลังจากเงียบหายไปนาน ล่าสุดอดีตโฆษกวัดพระธรรมกายคนดัง ส่งของใหม่ปีใหม่ให้สื่อ ท่ามกลางความงุนงง หลังจากเงียบหายไปจากพื้นที่ข่าว องอาจ ธรรมนิทา อายุ 35 ปี โฆษกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้ส่งของขวัญปีใหม่ 2561 ให้กับสื่อมวลชน พร้อมการ์ดอวยพรรูปดอกบัว สีชมพูสดใส โดยระบุข้อความว่า เป็นคำอวยพระ พร้อมลายเซ็น ขณะที่กล่องของขวัญเมื่อเปิดออกมาด้านในเป็นนาฬิกาสำหรับตั้งโต๊ะ โดยไม่ได้ระบุราคา นอกจากนี้ยังติดสติกเกอร์ ระบุข้อความว่า “เครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก”

สำหรับของขวัญชิ้นนี้สร้างความแปลกใจให้กับสื่อมวลชนอย่างมากเนื่องจากก่อนหน้านี้ เป็นที่รู้กันดีว่านายองอาจ เป็นเสมือนตัวแทนวัดพระธรรมกาย และอดีตพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดรูปก่อน

กระทั่งเกิดปัญหา เมื่ออดีตเจ้าอาวาสเข้าไปพัวพันการฟอกเงินจนกระทั่งถูกออกหมายจับ ส่วนนายองอาจ ก็จะมีการแถลงข่าวโต้เจ้าหน้าที่รัฐบ่อยครั้ง และบางครั้งก็ออกแนวยั่วยุให้มีการชุมนุมจนกระทั่งตกเป็นจำเลยในข้อหา “ยุยงปลุกปั่น ก่อให้เกิดความไม่สงบ ทำให้กระด้างกระเดือง ทำให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย” ก่อนยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว และขอต่อสู้คดี ศาลจึงได้นัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 13.30 น. จากนั้นายองอาจก็หายหน้าไปจากพื้นที่สื่อ และไม่สามารถที่จะติดต่อได้

สำหรับนายองอาจ หรือ “อาร์ท” จบปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะนิเทศศาสตร์ วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต เข้าเป็นลูกศิษย์ธรรมกายตั้งแต่เด็ก ผ่านหลักสูตรการฝึกพูดของวัดพระธรรมกาย จนได้มาเป็นผู้จัดรายการอยู่ในช่อง DMC TV และเป็นนักพูดที่ได้รับความไว้วางใจจากทางวัดมากที่สุดคนหนึ่ง บ่อยครั้งที่เขารับหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนแทนพระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย

ชาวบ้านเต็มใจ รื้อเพิ่ม!! ชุมชนป้อมมหากาฬ

30 ปีกับการต่อสู้ของชาวบ้านชุมชนป้อมมหากาฬ และ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ของการรื้อบ้านเรือนที่อาศัยในชุมชน ดูเหมือนว่าทุกวันนี้การเจรจาและดำเนินการระหว่างภาครัฐและชาวบ้านจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ล่าสุด (29 มกราคม 2561) ชาวบ้าน 2 ครัวเรือน เต็มใจที่จะรื้อที่อยู่อาศัยเพื่อคืนพื้นที่ให้รัฐบาลนำไปปรับภูมิทิศน์ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม…

บ้านเลขที่ 127/1 และ บ้านเลขที่ 113 เป็น 1ใน 15 หลังที่ยังไม่ได้ทำการรื้อถอน และล่าสุด(29 มกราคม 2561) ชาวบ้านในชุมชนได้ร่วมกันทำการรื้อถอน ด้วยความสมัครใจจากเจ้าบ้าน

นายธวัฒชัย วนาภานุเบศ เจ้าของบ้านเลขที่ 113 บอกกับทีมข่าวMONO29 ว่า ตนเองอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้พร้อมทำมาหากินในละแวกนี้ร่วม 50 ปี จึงมีความผูกพันเสมือนเป็นบ้านเกิด ก่อนหน้านี้จึงไม่ยอมที่จะย้ายออก แต่…เมื่อมาถึงวันนี้การต่อสู้กับกรุงเทพมหานครกว่า 25 ปี ทำให้ตนเองรู้สึกเหนื่อย จึงตัดสินใจหาที่อยู่ใหม่ ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะคืนพื้นที่ให้กรุงเทพมหานครนำไปพัฒนาเพื่อเป็นประโยชน์กับส่วนร่วม….. และแม้ว่า เงินเยียวยาที่ได้รับจำนวน 7 หมื่นบาท จะไม่พอกับราคาบ้านหลังนี้ที่ก่อนหน้านี้ทำการปรับปรุงใหม่ในราคาหลักแสน แต่เค้าก็พร้อมที่จะเดินออกจากชุมชนป้อมมหากาฬ เพื่อความสบายใจ

ป้อมมหากาฬ,สวนสาธารณะ,รื้อถอน,กรุงเทพ

ปัจจุบันชุมชนป้อมมหากาฬมีพื้นที่ว่าประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งชาวบ้านที่ย้ายออกไปแล้ว บางส่วนก็กลับถิ่นฐานเดิม บางส่วนที่ยังไม่มีที่พักอาศัยใหม่ก็ได้ไปพักชั่วคราวที่บ้านอิ่มใจ(อาคารประปาแม้นศรี) แต่ขณะเดียวกัน กอ.รมน.กทม. มีการประสานกับกรมธนารักษ์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา(2560) เพื่อขอพื้นที่ในการจัดทำที่พักอาศัยให้แก่ประชาชน เบื้องต้นได้พื้นที่บริเวณสี่แยกเกียกกาย ขนาด 1 ไร่ ที่ทางกอ.รมน.กทม.อยู่ระหว่างรวบรวมผู้ที่ได้รับผลกระทบและไม่มีที่อยู่ศัย จากชุมชนองค์การทอผ้า ชุมชนเขียวไข่กา และชุมชนป้อมมหากาฬ รวม 40 ครัวเรือน เข้าไปอยู่ในพื้นที่ โดยดำเนินการผ่านกลไกบ้านมั่นคงของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(มหาชน) (พอช.)  ในการเช่าเป็นเวลา 30 ปี ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความมั่นคง

ป้อมมหากาฬ,รื้อถอน

สำหรับการขอพื้นที่ป้อมมหากาฬนั้น ทางกรุงเทพมหานคร จะนำไปพัฒนาเป็นสวนสาธารณะเพื่อให้ประชาชนใช้พักผ่อนหย่อนใจ ขณะเดียวกันบ้านบางส่วนทางกรุงเทพมหานครก็จะอนุรักษ์ไว้ โดยตั้งเป้าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2561….

ทีมข่าว MONO29 รายงาน