แพทย์หญิงจีน ทำงานมาราธอน 18 ชม. ล้มป่วยต่อหน้าคนไข้ ตายในหน้าที่

แพทย์หญิงในประเทศจีนทำงานมาราธอนติดต่อกันกว่า 18 ชั่วโมง ล้มหมดสติต่อหน้าคนไข้ ก่อนจะเสียชีวิตลงอย่างน่าสลดใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวสลดใจกรณี ดร. จ้าว เปียนเซียง แพทย์หญิงของโรงพยาบาลเขตอิ๋วฉี ในเมืองจินจอง มณฑลซานซี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน เกิดหมดสติลงระหว่างตรวจอาการดูคนไข้ หลังจากทำงานหนักข้ามคืน 18 ชั่วโมงติดต่อกัน กระทั่งเสียชีวิตเนื่องจากเธอมีอาการป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองภาวะรุนแรง

ทั้งนี้รายงานระบุว่าดร.จ้าว เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.เวลา 18:00 น. จากนั้นก็ไม่ได้หยุดพักอีกเลยจนล้มป่วยในช่วงเที่ยงวันต่อมา ทว่าแม้เพื่อนร่วมงานจะพยายาม ช่วยชีวิตแต่เธอได้เสียชีวิตในช่วงเช้าวันที่ 30 ธ.ค. นับเวลากว่า 20 ชั่วโมงหลังจากหมดสติไป

แพทย์รายหนึ่งซึ่งเป็นบุคลากรของโรงพยาบาลแห่งนี้เผยว่า แพทย์มักทำงานเกินเวลาเสมอ เนื่องจากมีงานมากมายให้ทำ นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา แผนกผู้ป่วยทางเดินหายใจยังมีจำนวนมากเป็นพิเศษ

พร้อมกันนี้ สำนักข่าว ‘ซินหัว’ รายงานว่า ในแต่ละปีจะมี แรงงานในประเทศจีน เสียชีวิตเพราะความเหนื่อยล้าจากการทำงานเฉียด 600,000 คน นอกจากนี้ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. 2560 มีแพทย์ในจีนเสียชีวิตเพราะทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานไปแล้วกว่า 13 คน

อย่างไรก็ตาม จีนกลายเป็ยแชมป์ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากการทำงานหนัก มากเป็นอันดับ 1 หลังจากชิงตำแหน่งแชมป์เก่าซึ่งญี่ปุ่นเคยคว้าตำแหน่งดังกล่าวไปครอง

ที่มา  www.thesun.co.uk

หลักฐานสำคัญ! ภาพวงจรปิดขณะคนร้ายนำศพ ‘ภาคินเวดดิ้ง’ ไปทิ้ง

คืบหน้าคดีพบศพ ‘ภาคินเวดดิ้ง’ นอนเสียชีวิตภายในรถของตัวเอง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ภาพวงจรปิดหลักฐานสำคัญขณะคนร้ายนำศพไปทิ้ง

วันที่ 4 มกราคม 2561 ความคืบหน้าคดี นายภาคิน ศรนารายณ์ อายุ 32 ปี หนุ่มช่างเสริมสวยและมีชุดบ่าวสาวให้เช่า ชื่อร้านภาคินเวดดิ้ง อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 5 ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง ถูกฆาตกรรมหมกศพภายในรถยนต์เก๋งซูซูกิ สวิฟ สีขาว ป้ายทะเบียน กร 499 ภูเก็ต ซึ่งเป็นรถของผู้ตาย สภาพศพนอนเสียชีวิตอยู่บริเวณเบาะที่นั่งด้านหลังฝั่งคนขับ สภาพเปลือย

มีกางเกงพันรัดอยู่ที่ศีรษะและมีสายเข็มขัดนิรภัยรถยนต์พันรัดรอบอีกชั้น เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ทางตำรวจ สภ.เมืองตรัง ได้นำศพนายภาคิน ส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตเพื่อประกอบสำนวนคดีในการติดตามจับกุมคนร้ายต่อไป

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้พบหลักฐานชิ้นสำคัญคือภาพวงจรปิด ในสนามกีฬาเทศบาลทุ่งแจ้ง อ.เมือง จ.ตรัง ในคืนวันที่ 29 ธันวาคม 2560 กล้องวงจรปิด ตัวที่ 3 สามารถบันทึกภาพ รถยนต์ ซูซูกิสีขาว ขับมาจากถนนท่ากลาง ด้านหน้าสนามกีฬาทุ่งแจ้ง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสนามกีฬา ตรงยิมเนเซี่ยม 4,000 ที่นั่ง มีกล้องวงจรปิดตัวที่ 3 บันทึกภาพรถยนต์ไว้ได้ เวลา 21.29 น.ขับผ่านกล้องไป โดยขับสวนกับรถยนต์โตโยต้า แล็กซัตสีขาว วิ่งมาจากสนามเทนนิสแล้วเลี้ยวขวาจอดใกล้ ยิมเนเซี่ยม 4,000.ที่นั่ง

และกล้องวงจรปิดตัวที่ 2 ซึ่งเป็นกล้องหมุนได้ บันทึกภาพถนนท่ากลาง และหมุนกล้องมาบันทึกภาพถนนในสนามกีฬา เห็นรถซูซูกิ สีขาวของผู้ตายขับแต่เห็นด้านหลังรถ กำลังขับสวนกับรถโตโยต้าแล็กซัสสีขาวขับสวน และยังเห็นภาพรถซูซูกิ ขับไปตามถนนแบบลักษณะเบรกโดยมีไฟเบรกโชว์ชัดเจน ก่อนที่จะเลี้ยวขาวไปจอดที่มุมสนามฟุตบอล ซึ่งเป็นจุดที่จอดรถทิ้งและพบศพนายภาคิน ศรนารายณ์ ในวันที่ 1 มกราคม 2561 เวลา 11.00 น.

สำหรับคดีดังกล่าวเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน ทราบชื่อคือ นายพีรภัทร์ เพชรพรม อายุ 26 ปี รับสารภาพว่าในวันเกิดเหตุได้เดินทางไปอยู่กับผู้ตายจริงและได้มีการร่วมประเวณี ซึ่งระหว่างนั้นผู้ตายได้มีน้ำลายฟูมปากช็อกหมดสติ จึงนำทรัพย์สินของผู้ตายไปขายและซื้อทรัพย์สินมาบางส่วน

กรธ. ยันไม่เคยคุยเรื่องตัดสิทธิ์คนไม่ไปเลือกตั้งรับราชการ

กรธ. ยันไม่เคยคุยเรื่องตัดสิทธิ์คนไม่ไปเลือกตั้งรับราชการมาก่อน

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยถึงการทำงานหลังจากนี้ว่า กรธ. จะมีการประชุมอีก แต่ไม่ถี่มากเหมือนช่วงที่ผ่านมาโดยจะเป็นการทำรายงานเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของกฏหมายเท่านั้น ส่วนเรื่อง กฏหมายลูกว่าด้วย คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้นก็จะไม่มีการทำความเห็นแย้งแล้ว เพราะถือว่า ได้ทำหน้าที่ในชั้นกรรมาธิการอย่างเต็มที่แล้ว เว้นแต่ มีสมาชิก สนช. ที่เห็นต่างเรื่องการดำรงตำแหน่ง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่าเป็นสิทธิ์ ที่สามารถทำได้ กรธ. จึงจะมีการนำเรื่องของกฏหมายลูกฉบับดังกล่าว มาพิจารณากันอีกครั้ง

พร้อมกันนี้ นายอมร ยังกล่าวถึงกฏหมายลูก อีก 2 ฉบับ คือการเลือกตั้ง ส.ส. และ การได้ มา ส.ว. ว่า เบื้องต้นก็ได้ติดตาม ในประเด็นต่างๆ ที่มีการนำเสนอออกมาจากฝั่งของกรรมาธิการ และยอมรับว่า ที่มีการเสนอจะลงโทษคนที่ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ตัดสิทธิ์เข้ารับราชการว่า ประเด็นดังกล่าว กรธ. ไม่เคยมีการพิจารณามาก่อน เพราะมองว่า เป็นการละเมิดสิทธิ์ประชาชนเกินไป แต่หาก เป็นบุคคลทางการเมือง นั้นเห็นด้วย ที่จะต้องตัดสิทธิ์ในการเข้าสู่การเมือง แต่ทั้งนี้ ต้องรอดูบทสรุปของกรรมาธิการอีกครั้ง ว่ามีการปรับแก้ไปในลักษณะใด