ชนแล้วหนีอีกแล้ว ! ทนายวัย61จะไปงานเผาศพเพื่อนเดินข้ามถนนถูกรถชนดับ

เกิดเหตุการณ์ชนแล้วหนีอีกครั้ง กรณีทนายวัย61จะไปงานเผาศพเพื่อนเดินข้ามถนนถูกรถชนดับ

เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 26 ม.ค.61 ร.ต.อ.วุฒิกิจ บัวนวล ร้อยเวร สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนคนเดินเท้าเสียชีวิต ที่ถนนไทรน้อย-ลาดบัวหลวง หมู่ 1 ต.ราษฎร์นิยม อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี จึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นถนนฝั่งขาออก มุ่งหน้าถนน340 มี 2 ช่องจราจรสวนทางกัน พบผู้เสียชีวิตนอนหงายอยู่ข้างถนน สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีเหลืแง สวทเสื้อคลุมแขนยาวสีเทา สวมกางเกงขายาวสีดำ มีบาดแผลถลอกตามร่างกายและใบหน้า ทราบชื่อนายศีริธรรม หอมไกล อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 ซอยเรวดี 65 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี เป็นทนายความ ในที่เกิดเหตุพบไฟเลี้ยวรถยนต์กระบะตกอยู่ คาดว่าน่าจะเป็นรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ แต่ไม่พบรถคู่กรณีในที่เกิดเหตุ

จากการสอบถามญาติผู้เสียชีวิต ทราบว่าผู้เสียชีวิตจะไปงานเผาศพเพื่อนที่จังหวัดร้อยเอ็ด จึงได้นั่งรถมาบ้านญาติในระแวกใกล้เคียงที่เกิดเหตุ แต่ผู้เสียชีวิตจำบ้านญาติไม่ได้จึงนั่งแท็กซี่เลยและบอกให้แท็กซี่จอดจะเดินย้อนกลับไป ในระหว่างที่กำลังจะข้ามถนนได้โทรศัพท์หาญาติจึงไม่เห็นว่ามีรถขับมาทำให้ชนเสียชีวิตดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าถนนน่าจะมืดทำให้ผู้เสียชีวิตข้ามถนนและมองไม่เห็นรถที่ขับมา จากนั้นได้มอบร่างให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อชันสูตรอย่างละเอียด หลังจากนี้จะนำไฟเลี้ยวที่ตกในที่เกิดเหตุไปตรวจสอบเพื่อหารถคู่กรณีต่อไป

มติสนช.197ผ่านพรป.สว.วาระ3แล้วปรับเหลือ10กลุ่ม

มติ สนช. 197 ผ่าน พรป.สว.วาระ 3 แล้ว ปรับเหลือ 10 กลุ่ม ไม่ยืดใช้ 90 วัน ขณะที่ กรธ.ทักท้วง การแบ่งแยกประเภทผู้สมัคร ส.ว. เสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้เวลากว่า 11 ชั่วโมงพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นร่างกฎหมายลูกฉบับสุดท้ายใน 10 ฉบับ ก่อนลงมติด้วยคะแนน 197 เสียง เห็นชอบให้บังคับใช้เป็นกฎหมาย โดยมีผู้งดออกเสียง 7 ราย ก่อนส่งร่างให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาว่ามีความเห็นแย้งหรือไม่ภายใน 10 วัน

ก่อนหน้านี้ การพิจารณารายมาตรา ส่วนใหญ่ที่ประชุมต้องเสียเวลาไปกับการพักประชุมถึง 3 ครั้ง เนื่องจากว่า มีการแก้ไขเนื้อหากลางสภาหลายมาตรา สร้างความสับสนให้กับที่ประชุม จนต้องนำเนื้อหาใหม่มาแจกจ่ายสมาชิกในภายหลัง ท่ามกลางคำถามของสมาชิกว่า หากเกิดความผิดพลาดใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. ระบุว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ

โดยประเด็นที่มีการแก้ไขส่วนใหญ่เป็นเรื่องระบบการได้มาซึ่ง ส.ว. อาทิ การปรับลดกลุ่มสังคมเหลือเพียง 10 กลุ่ม จากเดิมที่กรธ.ออกแบบไว้ 20 กลุ่ม / การแก้ไขให้รับสมัครได้สองประเภท คือ แบบอิสระ และ แบบตัวแทนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร หรือองค์กรที่ไม่เคยดำเนินกิจการทางการเมือง เพื่อป้องกันการบล็อกโหวตและอิทธิพลจากลุ่มการเมือง โดยจะต้องเป็นองค์กรที่จดทะเบียนมาไม่ต่ำกว่า 3 ปี สามารถส่งผู้สมัครได้เพียง 1 คน และต้องจ่ายค่าสมัครจำนวน 2,500 บาท

ส่วนวิธีการเลือกมีการปรับแก้ให้ผู้สมัครเลือกกันเองในแต่ละประเภท ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัดและระดับประเทศ เท่ากับว่าจะมี ส.ว.อิสระ 100 คน และ ส.ว.แบบตัวแทนองค์กร 100 คน รวมเป็น 200 คน ซึ่งประเด็นนี้ นายอุดม รัฐอมฤต กรธ. ได้ลุกขึ้นท้วงติงว่า การแยก ส.ว.เป็น 2 ประเภท อาจทำให้ขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้ผู้สมัครทุกคนแข่งขันกันด้วยการเลือกกันเองโดยไม่แบ่งแยกประเภท

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบกับวิธีการป้องกันการทุจริตด้วยการกำหนดให้ การเลือกกันเองของผู้สมัครแต่ละกลุ่ม หากมีผู้สมัครมากกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนผู้สมัครทั้งหมดในกลุ่มนั้น ไม่ได้รับการเลือกจากสมาชิกแม้แต่คนเดียว ให้สันนิษฐานว่า มีการทุจริตเกิดขึ้น และสั่งให้ดำเนินการเลือกกันเองในขั้นตอนนั้นใหม่ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ที่ประชุมไม่มีการปรับแก้ขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมาย ส.ว. ออกไป 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายลูก ส.ส. เนื่องจากกรรมาธิการเห็นว่า ไม่มีความจำเป็น

สำหรับวิธีการเลือก ส.ว. วิธีนี้ จะใช้อย่างเต็มรูปแบบหลังเลือกตั้ง ส.ส.นัดแรกไปแล้ว 5 ปี เนื่องจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนด ให้ ส.ว.ช่วง 5 ปีแรก จากการแต่งตั้ง ของ คสช.ทั้งหมด 250 คน แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.คสช.ตั้งกรรมการสรรหา 9 คน คัดเลือกบุคคลให้ได้ 400 คน จากนั้นส่ง ให้ คสช.เลือก เหลือ 194 คน 2.เป็นโดยตำแหน่ง 6 คน คือ ผบ.เหล่าทัพ / ผบ.ตร. / ปลัด ก.กลาโหม และสุดท้าย กกต.ดำเนินการเลือกตามกลุ่มอาชีพ 200 คน จากนั้นส่งให้ คสช. คัดเหลือ 50 คน

กองทัพขอหยุดแชร์ แจงไม่ได้ซื้อคอมฯแพงเกินจริง

กองทัพบกชี้แจงสื่อหลังโซเชียลกระหึ่ม กรณีมีการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ IMac ที่มีราคาแพงเกินจริง

พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีที่สื่อโซเชียลมีเดียออกมาเปิดเผยข้อมูลสำนักวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบกจัดซื้อคอมพิวเตอร์ IMac ที่มีราคาแพงเกินจริงว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดว่าจะเป็นการนำเสนอข้อมูลเท็จ

ภาพประกอบข่าว : IMac

โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบกได้จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ IMac มาราคา 1.3 แสน นั้นเป็นราคารวม 3 เครื่อง ถ้าเครื่องเดียวราคาจะอยู่ที่ประมาน 4 หมื่นกว่าบาทเท่านั้น ซึ่งเอกสารที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียเป็นการแชร์ข้อความมาจากบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่เอกสารจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่น หรือ สตง. จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ ขอให้อย่าแชร์หรือส่งต่อข้อความดังกล่าว