ผู้บริหารโรงเรียนแจง เป็นอุบัติเหตุ เหตุสุดวิสัย ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น ยืนยันจะดูแลลูกศิษย์ ให้ดีที่สุด ด้านแม่น้องบอม เผยรับข้อเสนอให้ทางโรงเรียนรับผิดชอบดูแลรักษาจนกว่าลูกชายจะหายเป็นปกติ แต่ต้องการให้โรงเรียนรับผิดชอบมากว่านี้
จากกรณีที่นางสร้อยสุดา เจษฏารมย์ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 132/2 ถนนพานิชสัมพันธ์ ต.ปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า พัดลมเพดานของโรงเรียนเทศบาลวัดรามประดิษฐ์ ต.ปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้หลุดพลัดตกใส่ ด.ช.ทิชานนท์ สงนาค หรือ น้องบอม อายุ 13 ปี บุตรชายของตน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ป.6/1 โรงเรียนวัดรามประดิษฐ์ จนได้รับบาดเจ็บดั้งจมูกแตกหัก แพทย์ทำการรักษาเย็บบาดแผลจำนวน 7 เข็ม เหตุเกิดเมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 22 ม.ค.61 ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ช่วงบ่ายวันนี้ 26 ม.ค.61 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนเทศบาลวัดรามประดิษฐ์ ต.ปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช และพบนายสินชัย สุวรรณดี รองผู้อำนวยการโรงเรียน รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วยคณะครู ได้พาผู้สื่อข่าวไปดูที่เกิดเหตุที่ห้องเรียน ซึ่งเป็นอาคารเรียนสองชั้น ส่วนห้องเกิดเหตุเป็นห้องชั้น ป 6 / 1 อยู่ชั้นล่างริมสุดติดกับบันได พบว่าในห้องเรียนมีเก้าอี้ และโต๊ะนักเรียน วางเป็นแถวเรียงหน้ากระดาน 3 แถว และเรียงแถวตรง 5 แถว รวมจำนวน 30 โต๊ะ ส่วนโต๊ะที่น้องบอม ผู้บาดเจ็บ นั่งอยู่แถวกลางลำดับที่ 4 กลางห้องเรียนพอดี ส่วนด้านบนผนังพบว่ามีตะขอเหล็กสำหรับยึดพัดลมเพดานจำนวน 3 ตะขอ ซึ่งพบว่าพัดลมเพดานถูกถอดออกหมดแล้ว
นายสินชัย สุวรรณดี รองผู้อำนวยการโรงเรียน รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าว่าว่า จากการสอบถามครูประจำชั้นและนักเรียน ทราบว่า ในวันเกิดเหตุหลังจากพักเที่ยง น้องบอม กลับมานั่งทำงานที่โต๊ะเรียนภายในห้อง โดยนั่งโต๊ะด้านขาว และมีเพื่อนจำนวนหนึ่ง นั่งอยู่ภายในห้องด้วย และเปิดพัดลมเพดาน หรือ พัดลมคอปเตอร์ บนผนังใกล้ที่นั่งของน้องบอม ในระหว่างนั้นพัดลมเพดาน หรือ พัดลมคอปเตอร์ เกิดร่วงหล่นลงมา โดยที่ไม่มีอะไรบอกเหตุ ตัวพัดลมร่วงลงบนโต๊ะเรียนด้านซ้ายมือน้องบอม ทำให้ใบพัดลมที่กำลังหมุนทำงาน เหวี่ยงโดนหน้าน้องบอม ได้รับบาดเจ็บ
หลังเกิดเหตุครูประจำชั้น และภารโรง รีบเข้าช่วยเหลือน้องบอม โดยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนส่งโรงพยาบาลปากพนัง และโทรศัพท์แจ้งให้ผู้ปกครองของน้องบอม ทราบ โดยมีครู และภารโรง อยู่ด้วยกับน้องบอม ตลอดที่รักษาที่โรงพยาบาล ส่วนเงิน 1000 บาท นั้น เป็นเงินส่วนตัวของครูที่ช่วยเหลือครอบครัวน้องบอม เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัววันแรกที่น้องบอม รักษาตัวที่โรงพยาบาล หลังจากแพทย์รักษาเย็บแผลให้น้องบอม เสร็จ และอนุญาตให้น้องบอม กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ หลังจากนั้นนายพิเชษฐ์ กล้าสุคนธ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองปากพนัง และคณะครู ได้เดินทางไปเยี่ยมน้องบอมที่บ้าน เพื่อให้กำลังใจพร้อมมอบกระเช้า และมีการพูดคุยว่าโรงเรียนจะดูแลเรื่องค่ารักษาน้องบอม ให้ดีที่สุด ซึ่งแม่ของน้องบอม ก็เข้าใจ

นายสินชัย กล่าวอีกว่า จนกระทั่งมาเป็นข่าวดังเรื่องที่มีการกล่าวอ้างว่าโรงเรียนได้ช่วยเหลือน้องบอม นักเรียนที่บาดเจ็บถูกพัดลมหล่นใส่ในห้องเรียน เพียงเงิน 1,000 บาท และกระเช้าของเยี่ยม ซึ่งตนงงเป็นอย่างมาก เพราะตอนแรกคณะครู แจ้งว่ามีการพูดคุยกับแม่น้องบอม เรื่องให้ความช่วยเหลือ และเข้าใจตรงกันแล้ว ในข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้หรอกที่ทางโรงเรียนจะให้การช่วยเหลือลูกศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเพียงเงินจำนวน 1,000 บาท และกระเช้าเยี่ยมผู้ป่วย 1 กระเช้า และในช่วงบ่ายวันนี้ ตนเดินทางกลับจากราชการที่กรุงเทพ และนัดหมายแม่ของน้องบอม พร้อมน้องบอม เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจเรื่องการช่วยเหลือ เยียวยาน้องบอม กันอีกครั้ง ซึ่งทางโรงเรียนยืนยันจะดูแลรับผิดชอบเรื่องการรักษาบาดแผลของน้องบอม จนกว่าจะหายเป็นปกติ เบื้องต้นทางโรงเรียนจะจัดรถรับส่งเวลาน้องบอม ไปตรวจรักษาตามแพทย์นัดที่โรงพยาบาลทุกครั้ง
นายสินชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ส่วนเรื่องพัดลมเพดาน หรือพัดลมคอปเตอร์ ที่หล่นใส่น้องบอม ตรวจสอบแล้วพบว่าแกนเหล็กยึดระหว่างตัวพัดลมกับเพดานห้อง ขาดเป็นสองท่อน ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากอายุการใช้งานที่นาน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่โรงเรียนที่รับผิดชอบเรื่องการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆของโรงเรียน เช่น พัดลมเพดาน ปลั๊กไฟ หลอดไฟ ซึ่งอยู่ในสภาพปกติ ส่วนพัดลมเพดานที่หล่นใส่น้องบอมนั้น พบว่าจุดที่เหล็กแกนหักขาดเป็นสองท่อนนั้น ซ่อนอยู่ในตัวครอบพลาสติกระหว่างแกนเหล็กยึดกับตัวคอปเตอร์ อีกชั้น ทำให้มองไม่เห็น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าแกนเหล็กยึดที่ขาดเป็นสองท่อน เกิดจากอายุการใช้งานหรือไม่ก็อาจเกิดจากไอน้ำทะเล ที่ระเหยไปเกาะ ทำให้เหล็กผุกร่อนเร็วขึ้นและหักได้ง่าย เพราะห้องดังกล่าวถูกน้ำท่วมบ่อย โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนักและน้ำทะเลหนุน อย่างไรก็ตามทางนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองปากพนัง สั่งการให้ทุกโรงเรียนในสังกัดทั้ง 6 โรงเรียน ตรวจสอบอุปกรณ์ทุกอย่างในโรงเรียนให้มีสภาพที่สมบรูณ์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นอีก ส่วนพัดลมเพดาน หรือพัดลมคอปเตอร์ ได้ถอดออกจากห้องเรียนเพื่อตรวจสอบทุกตัวแล้ว
จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านของน้องบอม และพบนางสร้อยสุดา เจษฏารมย์ แม่ของน้องบอม และน้องบอม รวมทั้งน้องสาวสุดท้องของน้องบอม กำลังนอนพักอยู่ในบ้าน สังเกตพบว่าอาการบาดเจ็บของน้องบอม เริ่มดีขึ้น แต่ยังมีพาสเตอร์ปิดบาดแผลบริเวณจมูกอยู่
นางสร้อยสุดา แม่ของน้องบอม กล่าวกับผู้สื่อข่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ม.ค หลังจากน้องบอม รับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ก็มานั่งทำงานที่คุณครูสั่งและอ่านหนังสือที่โต๊ะเรียนในห้องเรียน และมีเพื่อนๆ อยู่ด้วยหลายคนภายในห้อง กระทั้งพัดลมเพดานหล่นใส่น้องบอม โชคดีที่น้องบอมกระโดดหนีทัน แต่ใบพัดใบเหวี่ยงถูกหน้าและดั้งจมูกของน้องบอม ทำให้ดั้งจมูกเป็นแผลฉีกขาดเลือดไหลอาบเต็มใบหน้า เพื่อนๆ ในห้องเห็นเหตุการณ์รีบไปบอกครูและนำส่งโรงพยาบาลปากพนัง แพทย์ทำแผลในเบื้องต้น และส่งต่อโรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราชเนื่องจากดั้งจมูกหักจะต้องทำการรักษาแบบศัลยกรรม และแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช นัดให้ไปพบอีกครั้งในวันที่ 29 ม.ค.นี้.
นางสร้อยสุดา กล่าวอีกว่า หลังเกิดเหตุครูคนหนึ่งมอบเงินให้น้องบอม จำนวน 1,000 บาท และนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองปากพนัง เดินทางมาเยี่ยมน้องบอมที่บ้าน พร้อมมอบกระเช้า หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบไป ตนสอบถามครูที่โรงเรียน ก็ได้รับการแจ้งว่าทางรักษาการผู้อำนวยการ ติดประชุมอยู่ที่กรุงเทพ ตนกลัวว่าจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ จึงไปแจ้งความที่ สภ.ปากพนัง และร้องสื่อมวลชน จนกระทั้งเป็นข่าวดัง และช่วงบ่ายวันนี้ ตนเดินทางไปตามนัดหมายของนายสินชัย สุวรรณดี รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน ทราบว่าเดินทางกลับจากกรุงเทพแล้ว เพื่อพูดคุยเรื่องความช่วยเหลือน้องบอม ซึ่งโรงเรียนยืนยันว่าจะดูแลรับผิดชอบเรื่องรักษาบาดแผลของน้องบอม จนกว่าจะหายเป็นปกติ อย่างไรก็ตามตนได้รับความเดือดร้อน เพราะต้องหยุดขายของ เพื่อมาดูแลน้องบอม มีเพียงสามีที่ทำงานรับจ้างหาเงินเลี้ยงครอบครัว เงินก็ต้องใช้ทุกวัน จึงขอความเห็นใจทางโรงเรียน ขอให้คิดถึงข้อนี้ด้วย ตนเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ และไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น แต่มันเกิดขึ้นมาแล้ว และเกิดขึ้นในโรงเรียน ก็ขอให้ทางโรงเรียนรับผิดชอบให้มากกว่านี้