เปลี่ยนตอม่อ เกษตร-นวมินทร์สร้างทางด่วนและ ‘รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล’

สนข. สรุปผลการพิจารณารูปแบบทางเลือกงานศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลช่วงแคราย – ลำสาลี (บึงกุ่ม)

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (การสรุปผลการพิจารณารูปแบบทางเลือกของโครงการ) งานศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย – ลำสาลี (บึงกุ่ม) เมื่อวันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ห้องจูปิเตอร์ ชั้น 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ผู้แทนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน ประชาชนผู้สนใจ และสื่อมวลชน เข้าร่วมการประชุมสัมมนาฯ ดังกล่าว

นายไพรินทร์ฯ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและระบบคมนาคมในระยะยาว เพื่อดำเนินโครงการศึกษารูปแบบการดำเนินงานโครงการคมนาคมขนส่งที่เหมาะสมและใช้ประโยชน์เสาตอม่อ โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ที่มีการก่อสร้างเสาตอม่อเตรียมไว้แล้วบนแนวกึ่งกลางถนนประเสริฐมนูกิจ หรือถนนเกษตร – นวมินทร์ แต่เดิมได้กำหนดให้เป็นเส้นทางเชื่อมกับระบบทางพิเศษระหว่างเมืองด้านตะวันออก – ตะวันตก ต่อมาในปี 2557 กระทรวงคมนาคมมีแนวคิดที่จะดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล โดยใช้เสาตอม่อโครงการระบบทางด่วนดังกล่าวให้เกิดประโยชน์

ในปี 2560 คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก หรือ คจร. มอบหมายให้ สนข. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย – ลำสาลี (บึงกุ่ม) โดยพิจารณาโครงข่ายการขนส่งและจราจรในภาพรวมและเชื่อมต่อต่างๆ เพื่อพัฒนาโครงข่ายระบบทางพิเศษระหว่างพื้นที่ด้านตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพมหานครให้ครอบคลุมอย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาการจราจรบริเวณแยกเกษตร รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนการออกแบบเบื้องต้นและประมาณราคาค่าก่อสร้าง ระยะเวลาในการศึกษารวม ๑๔ เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๐ – ๙ มิถุนายน ๒๕๖๑

นายไพรินทร์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล
ช่วงแคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) ได้ดำเนินการศึกษารูปแบบทางเลือกที่เหมาะสม เพื่อใช้ประโยชน์จากเสาตอม่อดังกล่าว ๔ รูปแบบ ประกอบด้วย ๑. การพัฒนาด้วยระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า) ๒. การพัฒนาด้วยระบบทางพิเศษ (ทางด่วน) ขั้นที่ ๓ สายเหนือ ตอน N๒ และ E-W Corridor (โครงข่ายเชื่อมต่อจาก N๒ กับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๙) ๓. การพัฒนาด้วยระบบทางด่วนขั้นที่ ๓ สายเหนือ ตอน N๒ และส่วนต่อขยายกับ

แนวโครงข่ายทดแทน N๑ แนวคลองบางบัวและคลองบางเขน และ ๔. การพัฒนาด้วยระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า) และระบบทางด่วนบนแนวสายทางเดียวกัน และจากผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่า รูปแบบที่ ๔ ซึ่งเป็นการพัฒนาด้วยระบบขนส่งมวลชนและระบบทางด่วนบนสายทางเดียวกัน มีความเหมาะสมที่จะสามารถรองรับการเดินทางได้ดีที่สุด อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนทางราง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวก ปลอดภัย และประหยัดเวลาการเดินทางของประชาชนขณะที่ระบบทางด่วนจะเชื่อมโยงโครงข่ายทางด่วนระหว่างพื้นที่ด้านตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพมหานคร
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดปัญหาการจราจรบริเวณแยกเกษตร ถนนงามวงศ์วานและถนนประเสริฐมนูกิจ รวมทั้งเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ

สำหรับแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) จะเริ่มต้นจากแยกแคราย มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกตามแนวถนนงามวงศ์วาน จุดตัดทางพิเศษศรีรัช แยกพงษ์เพชร แยกบางเขน แยกเกษตร ต่อเนื่องไปตามแนวถนนประเสริฐมนูกิจ ผ่านจุดตัดถนนลาดปลาเค้า แยกเสนา จุดตัดถนนสุคนธสวัสดิ์ จุดตัดทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) จุดตัดทางหลวง ๓๕๐ จุดตัดถนนนวมินทร์ เลี้ยวขวาไปทางทิศใต้ ตามแนวถนนนวมินทร์ ผ่านแยกโพธิ์แก้ว แยกศรีบูรพา แยกแฮปปี้แลนด์ แยกบางกะปิ สิ้นสุดที่จุดตัดถนนพ่วงศิริและถนนรามคำแหง รวมระยะทางประมาณ ๒๒ กิโลเมตร จำนวนสถานีเบื้องต้น ๑๘ สถานี

ในส่วนของระบบทางด่วนจะเป็นการต่อขยายแนวระบบทางด่วนขั้นที่ ๓ สายเหนือ ตอน N๒ และส่วนต่อขยาย ไปยังถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก เชื่อมต่อกับทางพิเศษศรีรัช-ถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตกส่วนต่อขยายที่ทางแยกต่างระดับรัชวิภา โดยแนวเส้นทางแบ่งเป็น ๒ ช่วง คือ ๑. ช่วงแนวทางด่วนขั้นที่ ๓ สายเหนือ ตอน N๒ และส่วนต่อขยายไปยังถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก ระยะทางประมาณ ๑๒ กิโลเมตร และ ๒. ช่วงทดแทน ตอน N๑ แนวคลองบางบัว คลองบางเขน และเลียบขนานดอนเมืองโทลล์เวย์ ระยะทางประมาณ ๗ กิโลเมตร ทั้งนี้ สนข. จะได้นำเสนอ คจร. เพื่อพิจารณารูปแบบการพัฒนาโครงการ ก่อนมอบหมาย สนข. พิจารณาระยะเวลาการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลที่เหมาะสม และมอบหมายการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ดำเนินการพัฒนาโครงข่ายระบบทางด่วนทดแทน ตอน N1 ไปพร้อมกับการพัฒนาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 ตอน N2 และ E-W Corridor เพื่อลดผลกระทบการจราจรบริเวณแยกเกษตร

นายไพรินทร์ฯ กล่าวตอนท้ายว่า ตลอดระยะเวลาของการศึกษาความเหมาะสม สนข. ได้มีการลงพื้นที่เพื่อพบปะหารือกับเจ้าหน้าที่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และขอรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.brownline-fs2560.com ทั้งนี้ การประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงข้อมูลผลการศึกษารูปแบบทางเลือกที่เหมาะสมของโครงการ ผลการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมา รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับผลการศึกษารูปแบบทางเลือกที่เหมาะสม รวมทั้งประเด็นปัญหาสำคัญที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ โดย สนข. จะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับนำไปประกอบการศึกษาต่อไป

เศร้า! นทท.รัสเซียหนีหนาว เล่นน้ำทะเลพัทยา ก่อนจมน้ำดับ

นักท่องเที่ยวชาวรัสเซียจมน้ำทะเลเสียชีวิต หลังหนีหนาวเข้ามาพักผ่อน ที่พัทยา

วันนี้ (20 ก.พ.) ศูนย์วิทยุมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา ได้รับแจ้งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจมน้ำบริเวณชายหาดพัทยา ใกล้แยกรนิภาลอดจ์ พัทยากลาง หมู่ 9 ต. หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลับรับแจ้งจึงประสานงานลูกข่ายไปทำการตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบประชาชนและนักท่องเที่ยวมุงดูเหตุการณ์จำนวนมาก เบื้องตันพบว่ามีพลเมืองดีนำร่างของ Mr.aleksei khokhoy อายุ 60 ปี นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ขึ้นมาบนฝั่งเพื่อทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการทำการปั้มหัวใจเพื่อยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายได้ชีวิตในเวลาต่อมา

จมน้ำ, นักท่องเที่ยวรัสเซีย, ทะเลพัทยาล ข่าวจังหวัดชลบุรี

ผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า ได้เห็นผู้เสียชีวิตกำลังว่ายน้ำสักพักใหญ่ก่อนได้จมน้ำหายไป คาดว่าน่าจะเป็นตะตริว จากนั้นมีพลเมืองดีเห็นว่าลอยอยู่ในทะเล จึงนำขึ้นฝั่งเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะมาถึง แต่ไม่ทันการณ์จนเกิดเหตุสลดขึ้น

ทั้งนี้ เจ้าที่ตำรวจจึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานก่อนจะนำศพส่งชันสูตรยังสถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป เบื้องต้นคาดว่าผู้ตายเล่นน้ำในทะเลและเป็นตะคริวจมน้ำจนเสียชีวิต

สวยไปอีกแบบ! วัดอ่างทองวาดภาพวิถีชีวิต-การละเล่นเด็กโบราณตามแนวเขื่อนกั้นน้ำ

วัดดังที่อ่างทอง วาดภาพวิถีชีวิตชาวบ้านและการละเล่นของเด็กในสมัยโบราณบนผนังเขื่อนหน้าวัด ตลอดแนวเขื่อนกั้นน้ำกว่า 200 เมตร

วันนี้ 20 ก.พ. 61 ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า บริเวณบนผนังเขื่อนกั้นน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดท่าสุทธาวาส ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง พบว่ามีการวาดภาพเด็กไทยในสมัยโบราณเป็นตัวการ์ตูน ตลอดระยะแนวคันกั้นน้ำของเขื่อนหน้าวัด รวมระยะทางกว่า 200 เมตร

ซึ่งในแต่ละภาพได้บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกทัพไปทำยุทธหัตถีกับพม่า ที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้ช้างข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณดังกล่าว จึงได้ตั้งชื่อหน้าท่าแห่งนี้ว่าท่าช้าง ท่าชนะชัย และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ในตำบลบางเสด็จ ตลอดจนถึงการละเล่นของเด็กไทยในสมัยโบราณ เช่น

ปืนก้านกล้วย ขี่ม้าก้านกล้วย เดินกะลา หมากเก็บ รีรีข้าวสาร และการละเล่นอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงคำขวัญของอำเภอป่าโมก เพื่อเป็นการปรับภูมิทัศน์ และเป็นแลนด์มาร์ค ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว ได้เดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด และช่วงหยุดเทศกาล ร่วมกันถ่ายภาพเซลฟี่และเรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ การละเล่นของเด็กไทยในสมัยโบราณ

โดยนายสมัย แจ้งศิลป์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายไปรษณีย์เขต 1 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยสำนักงานไปรษณีย์เขต 1 ได้จัดทำโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชนบางเสด็จ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ด้วยการปรับภูมิทัศน์บริเวณวัดท่าสุทธาวาส ให้ดูสวยงามน่าท่องเที่ยว

โดยได้ร่วมกับบริษัทเอกชน จ้างนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ พระนครศรีอยุธยา มาวาดภาพวิถีชีวิตของชุมชน บริเวณกำแพงกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดแนวรวมระยะทางกว่า 200 เมตร รวมทั้งหมดกว่า 98 ภาพ โดยใช้งบประมาณ จำนวน 95,000 บาท

ซึ่งนักศึกษาที่มารับวาดภาพเป็นนักศึกษาที่มีใจรักในการวาดภาพอยู่แล้ว โดยภาพที่เขียนทั้งหมดจะเป็นภาพการ์ตูน บอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ในสมัยสมเด็จพระนเรศวร ทรงยกทัพไปทำยุทธหัตถีกับพม่า ซึ่งบริเวณดังกล่าวสมเด็จพระนเรศวร ได้เคลื่อนทัพโดยใช้ช้างข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี และภาพในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงเสด็จประพาสบ้านบางเสด็จ

นอกจากนี้ยังมีวิถีชีวิตของชาวบ้านในตำบลบางเสด็จ การละเล่นของเด็กไทยในสมัยโบราณ ซึ่งในปัจจุบันนี้หาดูได้ยาก คำขวัญของอำเภอป่าโมก และเรื่องราวของวรรณคดีไทย เรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด และช่วงวันหยุดเทศกาล จะได้มีจุดถ่ายรูปชมวิวที่สวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา และยังเรียนรู้ถึงขนบธรรมเนียมประเพณีไทยในสมัยโบราณ นำกลับไปบอกเล่าให้ลูกหลานฟังกันต่อไป