น่าเวทนา หนูน้อยวัย 2ขวบ ถูกทำร้ายร่างกาย ก่อนพบตะปูเกลียวอยู่ในท้อง !!

ผู้ว่าฯ อ่างทอง นำ จนท.ที่เกี่ยวข้อง เข้าเยี่ยมหนูน้อยวัย 2 ขวบ ที่เข้ารับรักษาอาการบาดเจ็บ จากการถูกทำร้ายมีแผลช้ำทั่วร่างแถมมีเน็ตเกรียวอยู่ในท้อง

วันนี้ 16 ก.พ. 2561 ผูhสื่อข่าว MThai รายงานว่า ที่บริเวณโรงพยาบาลแสวงหา ตำบลแสวงหา อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง นายวีร์รวุทธ์ ปุตระเศรณี ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง พร้อมด้วย นางทักษณิภร ปุตระเศรณี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอ่างทอง

นายอำเภอแสวงหา เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็ก ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พมจ.อ่างทอง เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจ และสอบถามถึงเหตุการณ์ หลังจากวานนี้ 15 ก.พ 61 เวลา 21.00 น. บ้านพักเด็กฯ อ่างทอง ได้รับการประสานงานจาก 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคมแจ้งว่า ด.ญ.ชมพูชยา อุ่นละม้าย หรือน้องออมสิน อายุ 2 ปี มีอาการบาดเจ็บอาจจะเกิดจากการถูกทำร้าย โดยมีรอยแผลรอยฟกช้ำตามร่างกาย และมีผมร่วง มารักษาที่ รพ.สิงห์บุรี

ข่าวเด็ก, เด็กถูกทำร้าย, น้องออมสิน, ข่าวสดวันนี้, ข่าวจังหวัดอ่างทอง

ทางแพทย์ได้ทำการรักษาเบื้องต้น ตรวจพบซี่โครงหัก และมีเลือดออกในร่างกาย ทาง รพ.สิงห์บุรี ได้แจ้งลุงของเด็ก ชื่อ นาย กมล อุ่นละม้าย อายุ 40 ปี ให้ทราบเพื่อจะทำการรักษาต่อและให้นอนพักรักษาตัวที่ รพ.สิงห์บุรี แต่ลุงปฏิเสธการรักษา และพาเด็กหนีออกจากโรงพยาบาล

จากนั้นหัวหน้าบ้านพักเด็กฯ อ่างทอง ได้ประสานติดตามไปที่ สายด่วน 1669 เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบ บ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 6 ตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สีบัวทอง เพื่อลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือเด็ก พบตัวเด็กเเละลุง ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพจึงได้นำเด็กส่ง รพ.แสวงหาทันที ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรักษา

ด้าน ร.ต.อ.มานพ เสถียรโชค เปิดเผยว่า ตนเองได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ อ่างทอง ที่ประสานงานมาจาก ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เข้าช่วยเหลือ น้องออมสิน ซึ่งได้รับแจ้งว่าลุง ได้นำตัวจากโรงพยาบาลสิงห์บุรี มาพักรักษาตัวที่บ้าน

จึงได้แจ้งประสานไปที่ สายด่วน 1669 ส่งรถกู้ชีพ พร้อมเจ้าหน้าที่มาทำการรับตัว น้องออมสิน ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลแสวงหา ซึ่งลุงของน้องออมสิน ไม่ได้ตามมาด้วย โดยอ้างว่าไม่สะดวกเนื่องจากไม่มีรถ ถ้ามาเฝ้าหลานที่โรงพยาบาลแล้วจะไม่มีรถกลับบ้าน

ซึ่งน้องออมสินตั้งแต่เช้านี้ยังไม่มีญาติตามมาเฝ้าดูอาการ แพทย์ยังคงให้งดน้ำงดอาหาร เนื่องจากได้ทำการเอ็กซเรย์แล้วพบมีตะปูเกลียวอยู่ในท้อง โดยไม่รู้ว่าเด็กเผลอกลืนไปเองหรือถูกบังคับ ซึ่งแพทย์จะได้ทำการหาวิธีนำตะปูเกลียวออกมาจากท้องของเด็กเคราะร้ายดังกล่าว

ทางด้าน นางทัศนีย์ บัวศรี อายุ 58 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลสีบัวทอง กล่าวว่า ตนเองได้เห็นน้องออมสินมาอยู่ที่บ้านในตำบลสีบัวทองมาประมาณ 2 เดือน จากนั้นได้รับทราบว่าทางพ่อและแม่ของน้องออมสิน ได้นำไปฝากเลี้ยงไว้กับพี่เลี้ยง ในจังหวัดสิงห์บุรี

ซึ่งทางบ้านพักเด็กฯ จังหวัดสิงห์บุรี ได้จัดเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมบ้านตามปกติ และได้พบน้องออมสิน มีร่องรอยการถูกทำร้าย จึงได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสิงห์บุรี เมื่อทางลุงของเด็กทราบจึงได้นำตัวน้องออมสินกลับมาอยู่ที่บ้าน จนได้รับการช่วยเหลือมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลแสวงหา

ส่วนนายกมล อุ่นละม้าย ลุงของน้องออมสินที่มีประวัติป่วยเป็นจิตเวช แต่ไม่ได้รับการรักษาตนเองคิดว่าไม่น่าจะทำร้ายน้องออมสิน เนื่องจากเจ้าตัวเป็นคนชอบบวชตามวัดต่าง ๆ ที่อยู่ต่างจังหวัด และไม่เคยเห็นมีพฤติกรรมการทำร้ายคนอื่นมาก่อน

ทางผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถาม นายลัทพล อุ่นละม้าย อายุ 25 ปี พ่อของน้องออมสิน ซึ่งหลังจากทราบข่าวของน้องออมสิน กำลังเดินทางกลับจากที่ทำงานในจังหวัดชลบุรี พร้อมภรรยา เพื่อมาดูแลอาการของลูกของน้องออมสิน โดยเผยว่า เบื้องต้นตนเองคาดว่า พี่เลี้ยง ที่ตนเองนำไปฝากเลี้ยงเอาไว้เป็นผู้ทำร้ายน้องออมสิน โดยตนเองจะนำพยานหลักฐานเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุดต่อไป

ส่วนทางด้าน นาย วีร์รวุทธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้มอบหมายให้ นายวรัตม์ มาประณีต นายอำเภอแสวงหา เหล่ากาชาดจังหวัดอ่างทอง บ้านพักเด็กฯ จังหวัดอ่างทอง เข้าให้การช่วยเหลือและดำเนินการเบื้องต้น และได้ประสาน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแสวงหา ดูแลรักษาและติดตามอาการของน้องออมสินอย่างใกล้ชิดเป็นกรณีพิเศษ

และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หัวหน้าบ้านพักเด็ก ฝ่ายปกครองพื้นที่ที่รับผิดชอบ ให้ความคุ้มครองความปลอดภัยแก่เด็กที่ได้รับบาดเจ็บ และเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย โดยให้ให้ทราบผลอย่างเร่งด่วนต่อไป

หนุ่ม นศ.ไม่ติดใจ หลังถูกร้านกาแฟ โพสต์หมิ่น-ประจานใบสมัครงาน

นักศึกษาเปิดใจ หลังถูกเจ้าของร้านกาแฟโพสต์ประจาน-เหยียดกระจอก เหตุจากส่งจดหมายแนะนำตัวไปขอทำงาน รับรู้สึกแย่แต่ไม่ขอตอบโต้ ขอให้เป็นประสบการณ์พัฒนาตัวเองต่อไป

จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างในโลกออนไลน์ เมื่อมีคนจำนวนมาก เข้าไปโจมตีร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ด้วยการโพสต์ภาพใบแนะนำตัวของหนุ่มนักศึกษาคนหนึ่งที่ขอเข้าสมัครงานในร้าน พร้อมได้มีการแสดงความเห็นในเชิงลบแบบเสียๆ หายๆ และคล้ายจะเป็นการประจานให้หนุ่มคนดังกล่าวนั้น

ล่าสุดหนุ่มเจ้าทุกข์ที่ถูกดูหมิ่นดังกล่าวได้ปรากฏตัวแล้วทราบชื่อคือ น้องแจ็ค อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยชื่อดังของจังหวัด โดยเขาได้เปิดเผยว่า จดหมายดังกล่าวเป็นของตนจริง ซึ่งตอนเห็นครั้งแรกก็รู้สึกเสียใจและย่ำแย่ แต่ก็ไม่ได้คิดตอบโต้

จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นพบว่า เจ้าของร้านกาแฟนำอีเมลตอบกลับของตน ไปโพสต์ลงในโซเชียลพร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นในเชิงดูถูกเหยียดหยาม เหมือนเป็นเรื่องตลก โดยตนรู้สึกว่าการกระทำดังกล่าวไม่ถูกต้อง จึงได้โพสต์ชี้แจงไปบ้าง ก่อนจะเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น

ยอมรับว่าการทำจดหมายแนะนำตัวเองที่ส่งไปสมัครงานนั้น อาจยังมีข้อบกพร่องอยู่ไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตามหากทางเจ้าของร้านเห็นว่า ตนไม่มีคุณสมบัติที่จะทำงานนี้ ก็สามารถปฏิเสธได้อย่างสุภาพ หรือไม่ต้องติดต่อกลับมาเลยก็ได้ และไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำในเชิงดูถูกเหยียดหยามกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการนำไปโพสต์เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ดีหลังเกิดเรื่องก็มีคนแนะนำให้ไปแจ้งความเอาผิด แต่ตนขอไม่ทำเพราะถือว่าเรื่องราวครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่จะเตือนให้ตนพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น


ภาพจาก  แหม่มโพธิ์ดำ

พณ. เร่งแจง หลังไต้หวันตรวจพบสารตกค้างในอาหารไทย 3 รายการ

พาณฺชย์ เผย ไต้หวันตรวจพบสารตกค้างในสินค้าอาหารไทย 3 รายการ ประสานเร่งชี้แจงก่อนกระทบ ส่งออก ขอผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า

นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ พบว่ากรมอาหารและยาไต้หวัน (TFDA) ได้ตรวจพบสารตกค้างในสินค้าอาหารนำเข้าจากไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 3 รายการเกินค่ามาตรฐาน ประกอบด้วย หน่อไม้ฝรั่งสด ทุเรียนสด และเมล็ดงาดำ

โดยไต้หวันขอให้ไทยชี้แจงสาเหตุและเสนอแผนหรือมาตรการการแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายในวันที่ 12 มีนาคม โดยระหว่างนี้ไต้หวันจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าดังกล่าวจากไทยจนกว่าจะได้รับคำชี้แจงภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นไต้หวันจะใช้มาตรการเข้มงวดขึ้น และอาจห้ามนำเข้าสินค้าฯ ต่อไป

ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศ ขอให้ผู้ประกอบการรวมทั้งหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้าส่งออกของไทย เพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบโดยให้เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธการนำเข้าฯ ซึ่งเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของสินค้าไทยโดยรวม และอาจมีผลกระทบต่อการส่งออกในอนาคต