วอนช่วย ‘น้องม่อน’ เด็กชายวัย 9 ขวบ ป่วยเป็นเนื้องอกที่แก้มขวา ไร้เงินรักษา

วอนช่วย ‘น้องม่อน’ เด็กชายวัย 9 ขวบ เป็นเนื้องอกที่แก้มด้านขวา อยู่กับพ่อแม่วัยชรา ไร้เงินรักษา เก็บของเก่าขายประทังชีวิต

น้องม่อน ด.ช.ชายวินัย วัฒกี อายุ 9 ขวบ ป่วยเป็นเนื้องอกที่ใบหน้าด้านขวา อาศัยอยู่กับพ่อแม่วัยชรา นายมนัส ชื่นเชี่ยวยนต์ อายุ 60 ปี นางทองดี ชื่นเชี่ยวยนต์ อายุ 63 ปี บ้านเลขที่ 224/ก หมู่ 1 ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง มีอาชีพเก็บของเก่า ไร้เงินทองดูแลรักษา ซึ่งพบว่ามีความพิการมาตั้งแต่เด็กแรกเกิด เนื่องจากความจน จำต้องปล่อยให้น้องม่อนอยู่เผชิญโรคที่ทุกข์ทรมานตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ไม่มีปัญญาหาเงินทองมารักษา ซึ่งอาชีพเก็บของเก่าก็มีเงินใช้ไปวันๆ อดมื้อ กินมื้อ

นางทองดี กล่าวว่า น้องม่อน เป็นเด็กที่ร่าเริง ตอนนี้เรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดอัมพวัน ป่าโมก ตนเองเคยพาน้องม่อนไปให้ทางไปโรงพยาลป่าโมก ทำการตรวจเช็คบริเวณแก้มที่เป็นเนื้องอก แล้วส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลอ่างทอง และทางโรงพยาบาลอ่างทอง ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงบาลเด็ก ได้ทำการตรวจ ทำการฉายแสงตัดก้อนเนื้องอกไปพิสูจน์ พร้อมได้แจ้งต่อว่าหากเกิดผลกระทบข้างเคียงแขนขาไม่มีแรง หรือเดินไม่ได้ให้ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลรามา ที่ กรุงเทพฯ แต่เนื่องจากความจนไม่มีเงินค่าเดินทางจึงต้องปล่อยไปตามสภาพจนถึงปัจจุบัน

วอนผู้มีจิตเมตราช่วยรักษา น้องม่อน ให้หายจากโรคที่ต้องทุกข์ทรมานให้หายต่อไป ได้ที่ หมายเลขบัญชี 020091222771 ชื่อบัญชี นางทองดี ชื่นเชี่ยวยนต์ ธนาคารออมสิน สาขาป่าโมก

เผาแล้ว! คุณทวดสองผัวเมีย 5 แผ่นดิน ครองคู่ยาวนาน 75 ปี ก่อนเสียชีวิตในวันเดียวกัน

เผาแล้ว! คุณทวดสองผัวเมีย 5 แผ่นดิน ครองคู่กันมายาวนานถึง 75 ปี ก่อนเสียชีวิตในวันเดียวกัน

หลังจากที่มีการกล่าวขานถึงเรื่องราวความรักที่เป็นอมตะ ระหว่าง นายอิ้น คังคะมณี อายุ 100 ปี และ นางดี คังคะมณี อายุ 97 ปี สองตายายที่ครองรักกันมายาวนานถึง 75 ปี จนลมหายใจสุดท้ายของชีวิตและทั้งคู่ก็เสียชีวิตลงในวันเดียวกัน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดย คุณตาอิ้น เสียชีวิตในเวลาใน 11.30 น. และคุณยายดี เสียชีวิตในเวลา 22.40 น. ท่ามกลางความอาลัยของลูกหลานและชาวบ้านเนื่องจากทั้งคู่เป็นคุณทวด 5 แผ่นดิน

ล่าสุดวันนี้ (12 ก.พ. 61) ที่ วัดหนองนายขุ้ย หมู่ 6 ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้มีพิธีฌาปณกิจศพของคุณตาคุณยายแล้ว ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความอาลัยมีลูกหลานและญาติพี่น้องรวมทั้งชาวบ้านมาร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายจำนวนมาก โดยทางญาติได้นำช้อนมาเป็นของที่ระลึกในพิธีฌาปณกิจศพ ตามความเชื่อของคนโบราณที่ว่า การนำช้อนจากบ้านของผู้เสียชีวิตที่อายุเกิน 100 ปี ไปเก็บไว้ที่บ้านจะทำให้กินดีอยู่ดีและมีอายุยืนยาว และต้องเป็นช้อนที่ขโมยมาจากบ้านเท่านั้น ทำให้หลังการเสียชีวิตของทั้งคู่ช้อนที่บ้านมีคนไปแอบหยิบไม่เหลือแม้แต่เล่มเดียว

ส่วนพิธีการฌาปกิจศพของทั้งสองตายาย ได้มีการสร้างเชิงตะกอนคู่แบบสมัยโบราณและเผาศพของทั้งสองคนพร้อมๆ กัน รวมทั้งมีการจุดพลุเพื่อไว้อาลัยในระหว่างพิธีเผาศพ และผู้ที่มาร่วมพิธีฌาปนกิจศพต่างชื่นชมและกล่าวกันถึงชีวิตรักที่เป็นอมตะของทั้งสองคน บางคนบอกว่านี่คืออีกหนึ่งตำนานของความรักในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ที่คู่รักน่าจะเอาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตร่วมกันจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต และยังตายในวันเดียวกันและเผาในเชิงตะกอนคู่กันซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมาก

‘นพดล’ โผล่ตอบไลน์ปมประสานให้ ‘เปรมชัย’ เข้าป่า เผยไม่ได้ทำอะไรผิด!

ประธานชมรมอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติออกมาเตือน “นพดล” ควรชี้แจงสังคม แต่เจ้าตัวปฏิเสธเรื่องการปรากฏตัว

นายธนพล สาระนาค ประธานชมรมอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ถึง นายนพดล พฤกษะวัน อดีตข้าราชการกรมอุทยานฯ ตามที่ตกเป็นข่าวกรณี ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ เข้าไปล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก หลังจากที่พยายามโทรติดต่อและส่งข้อความทางไลน์ให้นายนพดล ออกมาปรากฏตัวและชี้แจงต่อสังคม ในกรณีที่ถูกระบุชื่อว่า เป็นคนประสานงานในชั้นต้นให้ นายเปรมชัย เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวจนเกิดกรณีดังที่เป็นข่าว โดยแนะนำนายนพดลว่า อย่าทำเป็นหายตัวจนเป็นบุคคลลึกลับ ไม่ยอมรับโทรศัพท์และปรากฏตัวชี้แจงข้อเท็จจริง สังคมต้องการทราบข้อเท็จจริง

โดยล่าสุดได้มีการติดต่อกันทางไลน์ ปรากฏข้อความว่า ทางนพดล…ตอบมาว่าขอบคุณครับ ผมขออนุญาตไม่ปรากฏตัวครับ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด แค่ (โทรศัพท์แจ้งให้หัวหน้าทราบครับ) พร้อมส่งเพลง คนล้มอย่าข้าม ทิ้งท้ายมา

ซึ่งประธานชมรมอุทยานแห่งชาติ ได้เปิดเผยความรู้สึกทางโทรศัพท์ว่า เมื่อได้รับคำตอบจากนายนพดล ตามข้อความดังกล่าว รู้สึกโกรธและไม่ค่อยจะพอใจ เพราะเราหวังดีและความจริงมันก็คือความจริง การประสานงานเป็นเรื่องที่ในโลกนี้ใครก็ทำได้ไม่ได้ผิดอะไร ส่วนการไปออกนอกกรอบของผู้กระทำความผิด ก็ต้องว่ากันไปตามคดี แต่การไม่ปรากฏตัวและชี้แจงความจริงให้สังคมรับทราบ มันส่งผลกระทบไปกับผู้ที่คนที่ได้รับการประสานงาน