บิ๊กเต่ายอมรับ! สลดใจสัตว์ป่าถูกฆ่าตาย ยันไม่ใช่แขกวีไอพี ลั่นใครผิดต้องถูกลงโทษ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเผย “บิ๊กอิตาเลียน” ฝ่าฝืนกางเต็นท์เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ยอมรับสลดสัตว์ป่าถูกฆ่าตาย ยันไม่ใช่แขกวีไอพี ลั่นใครผิดต้องถูกลงโทษ

ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จ.จันทบุรี พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานบริหารและกรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ ที่เข้าไปตั้งแคมป์ล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรว่า

ได้รับรายงานว่านายเปรมชัย ขออนุญาตเข้าไปพักค้างคืนตามปกติ แต่เขาอยู่เกินที่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงไปจับกุม และปกติเมื่อนักท่องเที่ยวเข้าไปในเขตอุทยานตามที่ได้รับอนุญาตเจ้าหน้าที่จะไม่ได้ไปค้นรถยนต์ และนักท่องเที่ยวที่เข้าไปก็ไม่ได้ถือปืนให้เห็น ถ้าถือให้เห็นเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้เข้าไป โดยปกติเจ้าหน้าที่จะไม่ได้ตรวจค้น ไปเที่ยวอุทยานใครเขาค้นตัวกัน และคนที่เข้าไปเที่ยวในอุทยานเขารักธรรมชาติโดยพื้นฐาน

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนไม่ต้องไปสงสัยประเด็นอื่น มีคนแอบเข้าไปล่าสัตว์แล้วเจ้าหน้าที่จับได้ แต่กรณีนี้เขาขอเข้าไป เมื่อเข้าไปแล้วเขาไปออก แต่กลับไปกางเต็นท์อยู่ข้างใน ถือว่าขัดต่อระเบียบเจ้าหน้าที่จึงเข้าไปจับกุม พอเข้าไปก็เจออาวุธปืนและซากสัตว์บางส่วนจึงควบคุมตัวออกมา ขณะที่ในช่วงเช้าเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบอีกก็พบซากเสือดำ ถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่แค่สัตว์เล็กน้อย และเมื่อเป็นคดีความเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการเหมือนคดีทั่วไป และต้องสอบสวนว่าเขาทำแบบนี้เพื่ออะไร ผิดเป็นผิดไม่ต้องกังวล

ส่วนโทษจะสูงหรือไม่ ขอให้ความผิดปรากฏก่อน ผมไม่ทราบ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เราก็เสียใจ และสลดใจไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เราก็งงๆอยู่ เราอยู่กระทรวงทรัพยากรฯสัตว์ตายเราก็เสียใจ และไม่น่าเกิดขึ้นในพ.ศ.นี้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุมก็ถือว่าได้ทำหน้าที่

พลเอกสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า รายละเอียดต้องไปดูในพื้นที่ เพราะปกติจะมีคนขออนุญาตเข้าไป ซึ่งก็มีคนเข้าไปเป็นจำนวนมาก ไปท่องเที่ยวแล้วก็กลับตามที่ขออนุญาต ซึ่งที่ผ่านมาเราก็เข้มงวดในเรื่องเหล่านี้มาตลอด แต่เราคาดไม่ถึงว่าจะมีคนที่ทำพฤติกรรมอย่างนี้ ยืนยันว่านายเปรมชัยไม่ได้เป็นแขกพิเศษของเจ้าหน้าที่ ตนไม่รู้จักเขา และถ้าใครเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการ ทั้งนี้ จะให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชไปดูที่เกิดเหตุว่าเข้าได้ทุกคน

สคบ.เผย! ใช้ฟอร์มาลีนผสมน้ำแช่ดอกกุหลาบ ซึมถึงกลีบดอก สูดดมเสี่ยงถึงตาย

สคบ.ขึ้นดอย ตรวจดอกกุหลาบอาบฟอร์มาลีนบ้านบวกเต๋ย แหล่งปลูกกุหลาบใหญ่ของประเทศ ผลิตส่งขายปีละ 68 ล้านดอก พร้อมเผย หากใช้ฟอร์มอลีนผสมแช่น้ำเพื่อยืดอายุ ซึมถึงกลีบดอก สูดดมเสี่ยงถึงตาย

เกษตรกรผู้ปลูกดอกกุหลาบที่บ้านบวกเต๋ย ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เร่งเก็บและตัดแต่งดอกกุหลาบเพื่อส่งขายในช่วงเทศกาลวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึง โดยที่บ้านบวกเต๋ยเป็นแหล่งปลูกกุหลาบแหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เกษตรกรเกือบ 100 ครอบครัวหรือเกือบทั้งหมู่บ้าน ยึดอาชีพปลูกกุหลาบตามไหล่เขามานานกว่า 20 ปี บนพื้นที่รวมกว่า 325 ไร่

ขณะที่ในวันนี้ ( 6 ก.พ.) พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นำเจ้าหน้าที่ สคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเกษตรอำเภอ เข้าสุ่มตรวจหาสารฟอร์มาลีนในน้ำแช่ดอกกุหลาบ เพื่อป้องกันสารฟอร์มาลีนปนเปื้อนเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จากการสุ่มตรวจน้ำแช่ดอกกุหลาบ 3 ชนิด ไม่พบสารปนเปื้อน

เลขาธิการ สคบ. บอกว่า การผสมสารฟอร์มอลีนในน้ำแช่ดอกกุหลาบที่ตัดมาแล้ว เพื่อให้ดอกกุหลาบเก็บรักษาได้นาน แต่สารฟอร์มอลีนจะถูกดูดซึมเข้าไปในก้านและดอก หากผู้บริโภคสูดดมเข้าไปจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและหากสูดดมในปริมาณมากอาจถึงขั้นปอดติดเชื้อเสียชีวิตได้ การลงพื้นที่สุ่มตรวจถึงแหล่งปลูกครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ที่ดอกกุหลาบเป็นตัวแทนแห่งความรัก

การเข้าตรวจสอบครั้งนี้ถือเป็นการตรวจสอบต้นทาง ส่วนที่ไม่พบการใช้ฟอร์มอลีนที่นี่ น่าจะเป็นเพราะมีการเก็บและส่งขายไปยังตลาดค้าส่งค้าปลีกในทันที หรือมีการเก็บรักษาในระยะสั้นเพียง 1 คืน อย่างไรก็ตาม สคบ.จะสุ่มตรวจต่อเนื่องตามตลาดค้าส่งค้าปลีกในกรุงเทพมหานคร หากพบปนเปื้อนจะมีการให้คำแนะนำและขอให้งดจำหน่าย

ในส่วนของผู้บริโภค มีข้อแนะนำหากสูดดมและมีกลิ่นผิดปกติก็ไม่ควรเลือกซื้อเพื่อความปลอดภัย ส่วนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากสารฟอร์มาลีน สามารถร้องเรียนมายังสายด่วน สคบ.1166 ซึ่งทาง สคบ.จะช่วยเหลือในการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้

สำหรับแหล่งปลูกกุหลาบที่บ้านบวกเต๋ย ปลูกกุหลาบหลายสายพันธุ์ ทั้ง พันธุ์ดารัตน์สีแดง ฮอลแลนด์สีแดง โกลด์สตาร์สีเหลือง พันธุ์เปอร์เซียสีชมพูและขาว พันธุ์ทไวไลท์สีโอรส มีเกษตรกรยึดอาชีพปลูกกุหลาบ 84 ครอบครัว ในแต่ละปีผลิตดอกกุหลาบส่งขายได้กว่า 68 ล้านดอก สร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านปีละกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่ราคาในช่วงวันที่ 6-12 กุมภาพันธ์ นี้ กุหลาบเกรดเอ ดอกละ 25 บาท เกรดบี 20 บาท และ เกรดซี 15 บาท หากพ้นจากช่วงเทศกาลแห่งความรัก ราคาจะลดลงเหลือเพียง 5-8 บาท

ปวีณาพาครอบครัว น้องเนิร์ต แจ้งความ หลังถูกครูให้วิ่งจนเป็นลมดับ

มูลนิธิปวีณาพาครอบครัว น้องเนิร์ต แจ้งความสน.ทุ่งครุ หลังถูกครูพละให้วิ่งรอบสนามจนเป็นลมหมดสติและเสียชีวิต ยัน บุตรสาวไม่มีโรคประจำตัว 

ภายหลังจากที่ นายณัฐพล วัชรมณเฑียร บิดาของ ด.ญ.ภัทราพร วัชรมณเฑียร หรือน้องเนิร์ต อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นป.5 โรงเรียนวัดทุ่งครุ พร้อมมารดาและญาติ เข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เนื่องจากบุตรสาวโดนครูพละทำโทษให้วิ่งรอบสนามพร้อมเพื่อน จนเป็นลมหมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด

น้องเนิร์ต, โรงเรียนวัดทุ่งครุ, นางปวีณา หงสกุล,
นางปวีณา หงสกุล

ล่าสุด นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้พาครอบครัวน้องเนิร์ตเดินทางมาเข้าแจ้งความที่ สน.ทุ่งครุ พร้อมประสานพลตำรวจตรีสัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 และพลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง

น้องเนิร์ต,ปวีณา,โรงเรียนวัดทุ่งคร

ด้านนายณัฐพล วัชรมณเฑียร บิดาของน้องเนิร์ต เปิดเผยว่ายังคงติดใจว่าทำไมทางโรงเรียนไม่ส่งตัวน้องไปโรงพยาบาลทันทีที่พบว่าน้องเริ่มมีอาการ เพราะถ้าพาไปโรงพยาบาลแต่แรกน้องอาจจะไม่เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าน้องเนิร์ตไม่ได้มีโรคประจำตัว

ขณะเดียวกันนายพิชญา นาควัชระ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ได้เดินทางมารับฟังและร่วมหาข้อเท็จจริง พร้อมเปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ส่งร่างของน้องเนิร์ตไปชันสูตรที่โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากทางการแพทย์ถือว่าเป็นการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ โดยต้องรอผลตรวจ 45 วัน แต่ขณะนี้ได้ผลที่แน่ชัดออกมาหนึ่งอย่างคือผลตรวจโพรงจมูกพบการเพาะเชื้อไวรัสอินฟลูเอ็นซ่า บี แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตหรือไม่

อย่างไรก็ตามพลตำรวจตรีสัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 ได้จัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเป็นทีมเฉพาะกิจ เพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป