ตูนนำมอบเงิน1,300 ล้าน ให้ 11 รพ. แล้ว

“ตูน บอดี้สแลม” นำทีมงานก้าวคนละก้าว มอบเงิน 1,300 ล้านบาทให้ 11 โรงพยาบาล ก่อนปล่อยทีมนักวิ่ง 2,100 คน

นายอทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม พร้อมด้วยทีมงานโครงการ ก้าวคนละก้าว เป็นตัวแทน มอบเงินที่ได้รับจากกิจกรรมวิ่ง “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จาก อ.เบตง จ.ยะลา สิ้นสุด อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 25 ธันวาคม 2560 รวม 55 วัน ได้รับเงินบริจาคจากการวิ่งทั้งหมด กว่า 1,377 ล้านบาท เพื่อนำมอบให้กับตัวแทน 11 โรงพยาบาลในวันนี้

โดย นายอทิวราห์ หรือ ตูน บอดี้สแลม ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ออกมาร่วมด้วยช่วยกัน และในวันนี้ที่ทุกคนมารวมตัวกัน และอยากให้ 5กิโลเมตรแรกของแต่ละคนสานต่อกิโลเมตรต่อไป และเชื่อว่านับจากนี้ทุกคนจะได้รับพลังงานดีดีจากการวิ่งไปสู่คนอื่นได้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งรวมไปถึงการ้ปลี่ยนแปลงที่ดี
ขึ้นนับจากนี้ ส่วนตัวเงินในโครงการฯถือเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เพื่อนำไปสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์เพื่อรักษา จึงอยากของคุณทุกคนเป็นอย่างมาก ส่วนที่ หลายคนเป็นห่างอาการหลังจบการวิ่ง ยอมรับว่ามีอาการชาตามมือและไหล่ แต่บริเวณขายังแข็งแรงไม่มีปัญหา ยังสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ

และภายหลังการมอบเงินให้กับตัวแทน 11 โรงพยาบาลแล้ว ยังมีการปล่อยทีมนักวิ่งจำนวน 2,100 คน ที่ผ่านการคัดเลือกมาร่วมวิ่งก้าวคนละก้าวในวันนี้ โดยมี คุณโน๊ต อุดม แต่พานิช เป็นผู้ปล่อยตัวนักวิ่ง

ก้าวคนละก้าวไม่เคยลองต้องมารันคึก-โน๊ตอุดมนำ

บรรยากาศงานก้าวคนละก้าว ไม่เคยลอง ต้องมารัน 5.4 กิโลเมตรแรกเพื่อการเปลี่ยนแปลง เป็นไปอย่างคึกคัก หลังปล่อยตัวนักวิ่งที่ได้รับการคัดเลือก จำนวน 2,100 คน ไปตามเส้นทางในสวนวชิรเบญจทัศ หรือ สวนรถไฟ

ซึ่งนำโดย ดารานักแสดง อาทิ โน๊ต อุดม แต้พานิช ไฮ อาภาพร มิ้น ชลิดา บอม ธนิน ลีน่าจัง ฯลฯ และทีมก้าวคนละก้าวที่ร่วมวิ่งในกิจกรรมดังกล่าว พร้อมกันนี้ยังมีการไลฟ์เฟซบุ๊ก ผ่านเพจก้าว ซึ่งมีดาราสาว ก้อย รัชวิน เป็นผู้บรรยายตลอดการวิ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม ภายหลังกิจกรรมวิ่งแล้วเสร็จ ยังมีการแสดงจาก เกิร์ลกรุ๊ปอย่าง BNK48 ที่มาส่งมอบความสุขให้กับผู้ร่วมงานด้วย

กำนันแจงทั้งน้ำตา ว่อนคลิปทุบหลังหนุ่มซื้อน้ำแข็ง หวังแก้ปัญหายาเสพติด

คลิปหนุ่มซื้อน้ำแข็งถูกเจ้าหน้าที่ทุบหลังว่อน กำนันคนดังกระบี่แจงทั้งน้ำตา ย้ำต้องการลดการระบาดยาเสพติด

จากกรณีโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปวิดีโอเจ้าหน้าที่ทุบหลังชายวัยรุ่นคนหนึ่ง อย่างแรง 2 ครั้ง ขณะซื้อน้ำแข็งภายในร้านค้าแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีแนวโน้มว่าจะนำไปกินกับน้ำต้มใบกระท่อมสูตรสี่คูณร้อย โดยสังคมได้ออกมาวิจารณ์ว่าเพราะเหตุใด แค่การซื้อน้ำแข็งต้องถูกตีขนาดนี้ พร้อมกับขอให้เจ้าหน้าที่ที่ปรากฏในคลิปออกมาชี้แจง

หลังจากนั้นวานนี้ (25 ก.พ.) ที่ศาลาประชาคมหมู่ 10 ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ นายมะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ พร้อมด้วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันแถลงข่าวกรณีที่เกิดขึ้น โดยมีชาวบ้านจำนวนมากร่วมเดินทางมาให้กำลังใจ

นายมะโน เผยถึงเหตุการณ์ซึ่งกำลังเป็นประเด็นว่า เป็นหนุฃึ่งในมาตรการการป้องกันลดปัญหายาเสพติดภายในตำบลกระบี่น้อย ซึ่งเป็นตำบลใหญ่มีชุมชนหนาแน่น มีปัญหาเรื่องยาเสพติดจำนวนมาก โดยเฉพาะในหมู่ 11 ซึ่งมีบ้านเช่าและติดกับเทศบาลเมืองกระบี่มีบ้านกว่า 2,500 หลัง

นายมะโน เผยว่าภาพคลิปที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นการป้องกันลดปัญหายาเสพติดภายในตำบลกระบี่น้อย ซึ่งเป็นตำบลใหญ่มีชุมชนหนาแน่น มีปัญหาเรื่องยาเสพติดจำนวนมาก โดยเฉพาะในหมู่ 11 ซึ่งมีบ้านเช่าและติดกับเทศบาลเมืองกระบี่มีบ้านกว่า 2,500 หลัง

ทางตำบลจึงได้จัดชุดเฉพาะกิจเข้าปราบปรามการค้ายาเสพติด โดยเฉพาะพืชกระท่อม เนื่องจากเป็นยาเสพติดที่แพร่ระบาดในหมู่วัยรุ่นรุนแรง ขณะที่พวกตนซึ่งเป็นกำนันมีเงินค่าตอบแทน 10,000 บาท ผู้ใหญ่ 7,000 บาท และผู้ช่วย 5,000 บาท เงินที่ใช้ในการทำงานก็ต้องออกเอง แต่ทำไปก็เพื่อประชาชนในตำบล จากนั้นนายมะโนก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ร้องไห้ออกมา

โดยวันเกิดเหตุตนได้รับคำสั่งจากปลัดจังหวัดแจ้งว่า มีการขายพืชกระท่อมและน้ำต้มที่ใกล้กับร้านที่เกิดเหตุ และมีรถมาส่งใบกระท่อม จึงได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าดักซุ่มจนกระทั่งได้เข้าตรวจสอบ พบมีการต้มพืชกระท่อมหลายจุด ก็ได้ไปจับกุมกลุ่มวัยรุ่นมาขึ้นรถ ทั้งนี้อีกจุดหนึ่งเป็นบ้านเช่า พบวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังต้มกระท่อมในบ้าน และมีชายอีกคนซึ่งเป็นชายวัยรุ่นชื่อน้องเม ออกไปซื้อน้ำแข็งและยาแก้ไอ ตนและเจ้าหน้าที่จึงได้ตามไปที่ร้านดังกล่าวพบกำลังยืนอยู่

ซึ่งก่อนเข้าไปนั้นเห็นยืนอยู่เคาน์เตอร์ แต่ทางเจ้าของร้านได้ให้รีบวิ่งหนี แต่วัยรุ่นคนดังกล่าวไม่รู้จะหนีไปไหนก็ไปยืนหน้าตู้แช่ ตนตามไปถึงก็ได้ถามว่าต้มกระท่อมใช่หรือไม่ ชายวัยรุ่นก็ยอมรับตนเลยใช้มือตีไปที่หลังแต่ก็ไม่ได้แรงมาก เพื่อให้เดินไปที่เคาน์เตอร์และก็ตีอีกครั้งที่หลังเช่นเดิม เพื่อให้เดินออกไปขึ้นรถ จากนั้นก็ไปชี้จุดที่เพื่อนอีกคนต้มน้ำกระท่อมรออยู่ ซึ่งหลังจับก็ได้นำเข้าบำบัดไม่ได้ดำเนินคดีใดๆ และไม่ได้นำไปรีดไถเงินใดๆ ด้วย จึงขอให้สังคมให้ความเห็นใจต่อการกระทำของตน ทำไปก็ไม่รุนแรงใดๆ แต่เพื่อลดปัญหายาเสพติในเยาวชน

กำนันมะโน ระบุว่า สำหรับการเผยแพร่คลิปดังกล่าวนั้น เหมือนจงใจปล่อยออกมาเพื่อทำลายเจ้าหน้าที่ ไม่ได้ปล่อยออกมาทั้งหมด เพราะตอนเจ้าของร้านชี้ให้ไปหลังร้านกลับไม่มี และยาแก้ไอที่ถือไว้ในตอนแรกก็ไม่มี ซึ่งการข่าวแจ้งชัดเจนว่า ร้านดังกล่าวขายยาแก้ไอและน้ำแข็ง ส่วนอีกร้านมีบริการน้ำต้มกระท่อมด้วย หลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็คงต้องดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านในพื้นที่ต่างกล่าวชื่นชมและให้กำลังใจต่อนายมะโน และผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ที่ทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง แม้จะเกิดกระแสดรามาเพราะไม่ทราบที่มาที่ไปนั่นเอง

คดีพลิก! ฆ่าโชเฟอร์รถตู้ ที่แท้เมียวางแผนสั่งกิ๊กฆ่าสามีตัวเอง

คดีพลิก จับเมียโชเฟอร์รถตู้ วางแผนสั่งกิ๊กฆ่าสามีตัวเอง เหตุเกิดจากความเหงาสองสามดือนกลับบ้านครั้ง จนหวนกลับไปมีสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มสมัยวัยรุ่น

ความคืบหน้าหลังนายบรรลือ อู่บุญมา อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดอุดรธานี ถูกตำรวจ สภ.แม่ปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จับกุมหลังลงมือฆ่านายศุภกร ยาวิชัยย์ อายุ 45 ปี โชเฟอร์รถตู้เสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม เหตุเกิดบริเวณลานจอดรถเอสอาร์คอนโดมิเนียม ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนที่เช้าวันนี้ ( 25 กุมภาพันธ์) ตำรวจ สภ.แม่ปิง จะคุมตัวนายบรรลือไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

ปรากฏว่าล่าสุดศาลจังหวัดเชียงใหม่ อนุมัติหมายจับเลขที่ 133/2561 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เพื่อจับกุมตัวนางสาววาทิตา หรือ พัฒน์ บุญต่อม อายุ 30 ปี ภรรยาของนายศุภกร ( ผู้ตาย) ในข้อหา”ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” โดยเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปจับกุมตัวที่บ้านพักในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เมื่อช่วงค่ำวันนี้ ก่อนคุมไปตัวมาสอบปากคำที่ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่

การจับกุมตัวนางสาววาทิตา มาจากคำซัดทอดของนายบันลือผู้ต้องหา ที่บอกว่าได้ร่วมกับนางสาววาทิตาวางแผนฆ่านายศุภกรสามี โดยวันลงมือ ก่อนที่นายศุภกรจะขับรถมาที่เกิดเหตุ นางวาทิตาได้ทำทีโทรศัพท์หานายศุภกรเป็นระยะเพื่อเช็คว่าอยู่ที่ไหน ก่อนจะโทรศัพท์แจ้งนายบันลือเป็นระยะเช่นกัน เพื่อให้มาดักรอและลงมือฆ่านายศุภกร

จากการสอบสวนพบว่า ในอดีตนายบันลือเคยเรียนหนังสือที่ อ.เชียงของ และรู้จักสนิทสนมกับนางวาทิตา แต่ภายหลังนายบันลือได้ย้ายไปบวชเรียนที่จังหวัดอุดรธานี ส่วนนางวาทิตาได้มาพบกับนายศุภกรและแต่งงานอยู่กินจนมีลูกด้วยกัน แต่สองามปีหลังที่นายศุภกรตัดสินใจมาขับรถตู้ที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว สองสามเดือนจะกลับบ้านครั้ง ทำให้นางวาทิตาเหงาและกลับไปคุยกับนายบรรลืจนีสัมพันธ์ลึกซึ้ง และทำให้สามีตัวเองกลายเป็นอุปสรรคของความรัก ไม่สามารถคบกันได้ จนทำให้เกิดแผนลวงฆ่าสามีตัวเองครั้งนี้

คดีนี้ในวันพรุ่งนี้ ( 26 ก.พ.) ตำรวจจะแถลงข่าวและนำตัวนางสาววาทิตาทำแผนประกอบคำรับสารภาพเพื่อประกอบสำนวนคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสามีถูกฆ่า นางวาทิตาได้เดินทางมาเก็บของที่ห้องพักของสามีที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมกับทำพิธีเชิญดวงวิญญาณกลับบ้าน ขณะที่วันนี้ยังไปดูนายบันลือทำแผนประทุษกรรมฆ่าสามีตัวเองที่จุดเกิดเหตุ ก่อนจะเดินทางกลับ โดยไม่รู้ตัวว่าตำรวจได้พบข้อมูลและขออนุมัติหมายจับจากศาลแล้ว กระทั่งถูกจับได้ที่บ้านที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย