บุกทลายปาร์ตี้ยา ในโรงแรมย่านเกษตร-นวมินทร์

ตร.ดส. บุกทลายปาร์ตี้ยาในโรงแรมย่านเกษตร-นวมินทร์ วัยรุ่นมั่วสุมกว่า 30 คนฉี่ม่วงหลายราย – 6 โจ๋มียาเสพติด

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตำรวจสวัสดิภาพเด็กและสตรี ร่วมกับตำรวจ สน.โชคชัย บุกทลายปาร์ตี้ยาเสพติด ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ริมถนน เกษตรนวมินทร์ หลังได้รับแจ้ง ว่ามีการมั่วสุม ยาเสพติด ภายในห้องพัก เลขที่ 704 และ 706 จากการตรวจค้น พบวัยรุ่นอายุ 18 ปีขึ้น ทั้งชายและหญิงรวม 36 คนกำลังมั่วสุมเสพยาเสพติด หลายประเภท ทั้งยาอี ยาเค ยาบ้า นอกจากนี้ยังพบ อุปกรณ์การเสพจำนวนหนึ่งตกที่พื้นห้อง

ขณะที่การสืบสวน ทราบว่า กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้จะมาเปิดห้องพักของโรงแรมมั่วสุมต่อ หลังจากที่สถานบันเทิงปิดบริการ โดยจะทยอยเดินทางมารวมตัวกัน เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่โรงแรมสงสัย และจะย้ายโรงแรมกันไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์

ส่วนการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ พบว่าส่วนใหญ่มีปัสสาวะสีม่วง ซึ่งตำรวจ สน.โชคชัย จะส่งไปตรวจสารเสพติดอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลอีกครั้ง หากผลตรวจพบว่าเป็นสารเสพติดจริงก็จะแจ้งดำเนินคดีใน ข้อหาเสพยาเสพติด นอกจากนี้ยังพบยาเสพติด อยู่ในตัววัยรุ่น อีก 6 คน ซึ่งก็จะแจ้งข้อหาครอบครองยาเสพติดเพิ่มเติมด้วย

สธ.เตือน! ไม่นำปลาปักเป้ามากิน หลังลูกเรือกินไข่ปลาปักเป้าตาย 2 ราย

กระทรวงสาธารณสุข เตือน ไม่นำปลาปักเป้ามากิน หลังลูกเรือกินไข่ปลาปักเป้า ตาย2 ราย ชี้มีพิษรุนแรง ความร้อนทำลายไม่ได้

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผย กรณีลูกเรือประมงเสียชีวิตหลังรับประทานไข่ปลาปักเป้า 2 ราย และอาการสาหัส 1 ราย รับการรักษาที่โรงพยาบาลสิชล จ.นครศรีธรรมราช ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรายงานผู้ป่วยมีอาการจากพิษปลาปักเป้าเป็นครั้งคราว ทั้งปลาปักเป้าน้ำเค็มและปลาปักเป้าน้ำจืด ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พบเหตุการณ์ 6 ครั้งในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้ป่วย 17 ราย เสียชีวิต 5 ราย

โดยปลาปักเป้ามีพิษที่ชื่อว่า เตโตรโดท็อกซิน ซึ่งจะอยู่ในอวัยวะภายใน ทั้งตับ สำไส้ และหนังปลา ส่วนที่มีพิษมากที่สุดคือไข่ปลา โดยเฉพาะในช่วงฤดูปลาวางไข่พิษจะมีมากที่สุด ที่สำคัญคือพิษปลาปักเป้าทนความร้อนสูงมาก ความร้อนไม่สามารถทำลายพิษได้ ไม่ว่าจะต้ม ทอด ย่าง เผา ก็ตาม และความเค็มจากการแปรรูปเป็นปลาร้าก็ไม่สามารถทำลายพิษได้เช่นกัน ประชาชนจึงไม่ควรรับประทานปลาปักเป้า เพราะมีพิษร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะหากรับประทานในปริมาณมาก หรือเป็นผู้สูงอายุที่มีภูมิต้านทานน้อย มีโรคประจำตัว และดื่มสุรา ก็จะส่งผลให้พิษออกฤทธิ์เร็ว โอกาสเสียชีวิตสูง

นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนสังเกตเนื้อปลาแล่เป็นชิ้นที่จำหน่ายในตลาด อาจมีเนื้อปลาปักเป้าปะปนอยู่ โดยจะมีเนื้อคล้ายเนื้อสันของไก่ทำให้เรียกทั่วไปว่า ปลาเนื้อไก่ ซึ่งอาจได้รับพิษจากส่วนที่เป็นพิษของปลาปักเป้า โดยหลังกินประมาณครึ่งชั่วโมง จะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ชาที่ลิ้นและริมฝีปาก ลามถึงหน้าและแขนขา ระคายในลำคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เดินไม่ไหว ร่างกายเป็นอัมพาต หายใจล้มเหลว อาจเสียชีวิตได้ภายใน 4-6 ชั่วโมง ความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณที่กินเข้าไป ปัจจุบันนี้ ยังไม่มียาแก้พิษหรือยารักษาเฉพาะ จะต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

บิทคอยน์ เจ้าของฉายา ‘เหรียญปีศาจ’ อาจซ้ำรอย ‘ฟองสบู่ทิวลิป’โดย ทวีสุข ธรรมศักดิ์

News Focus วันนี้จะมาเจาะลึกถึงกระแส ‘สกุลเงินดิจิตอล’ ที่ปรากฏขึ้นมาในระบบการเงินโลก ทำให้ผู้คนทั่วโลกเกิดกระแสความตื่นตัวต่อเรื่องดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมีการคาดการณ์ว่าในอนาคต มนุษยชาติอาจมีการนำระบบ ‘สกุลเงินดิจิตอล’  หรืออาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้เงินมาเป็นระบบ สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ในระบบการเงินโลกก็เป็นได้

เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา มีข่าวสารทางด้านการเงินพ่วเรื่องอันตรายบนสื่อสังคมออนไลน์เขย่าโลกเกี่ยวกับการโจรกรรม “สกุลเงินดิจิทัล” (crypto-currency) โดยมีการ “แฮก” ระบบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อโจรกรรมเงินดิจิตอลจากแพลตฟอร์มของบริษัทซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่สนับสนุนการค้าเงินดิจิตอลมากที่สุดในโลก ทำให้สูญสกุลเงิน NEM มูลค่ากว่า1.67 หมื่นล้านบาท เหตุการณ์นี้ ทำให้ทั่วโลกเกิดความตื่นตัว สนใจใครรู้ในสกุลเงินดิจิตอลว่ามันคืออะไร และทำไมถึงสร้างความเสียหายได้มากมายเช่นนี้

รู้จักเหรียญปีศาจ !!

ทวีสุข ธรรมศักดิ์ ผู้นิยมคำว่า ‘เหรียญปีศาจ’ ซึ่งใช้เรียกขานสกุลเงินดิจิตอล ‘บิทคอยน์’ เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิตอล ที่ขณะนี้มีมูลค่าปรับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล หลายร้อยเท่าตัวภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ดึงดูดผู้คนที่เข้าไปช้อนซื้อ ขณะที่ทวีสขมองความเป็นไปได้ในอนาคตว่าวันนึงมูลค่าของเหรียญเหล่านี้ที่เป็นไปได้ว่าอาจดิ่งลง ผู้คนบางส่วนอาจสูญเงิน หรือ ‘ขาดทุน’ จากระบบดังกล่าวอย่างมากมายได้เช่นกัน จนเป็นที่มาของคำว่าเหรียญปีศาจ ที่เข้ามาสร้างความเสียหายทางการเงินให้กับผู้คนทั่วโลก

บิทคอยน์

เบื้องลึกเบื้องหลังโครงข่ายสกุลเงินดิจิตอล ในมุมมองของ อ.ทวีสุข ขณะนี้โลกถูกควบคุมระบบการเงินอยู่เบื้องหลังหรือ Deep state หรือ ‘รัฐบาลเงา’ ที่คอยชักใยเรื่องต่าง ๆ อยู่เบื้องหลัง ช่วงหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ถูกพูดถึงเรื่อง Deep state อยู่บ่อย ๆ ในความเป็นจริงมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการควบคุมโลกนี้ มามากกว่า 300 กว่าปีแล้ว โดยกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังกำลังสร้างระบบเงินตรารูปแบบใหม่ของโลก ขณะที่ในเวลานี้เป็นช่วงเวลาในการทดสอบระบบเท่านั้น แต่กลับสร้างความปั่นป่วนในระบบการเงินโลกไม่น้อย

อนาคตสกุลเงินดิจิตอล มีโอกาสซ้ำรอยเหตุการณ์ ‘ฟองสบู่ดอกทิวลิป’ ฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจลูกแรกของโลก

โดยภาพรวมเหรียญทั้งหมดที่เกิดขึ้นถือเป็น สินทรัพย์บนดิจิตอล ปัญหาของสกุลเงินดิจิตอล ไม่มีมูลค่าที่แท้จริง ดังนั้นมูลค่าของ ‘สกุลเงินดิจิตอล’ จึงมีความคล้ายคลึงกับราคา ‘ดอกทิวลิปกระดาษ’ ในเหตุการณ์สำคัญของโลก ที่เกิดขึ้นเมื่อปีศตวรรษที่ 16 ที่ประเทศเนเธอแลนด์ ชื่อว่าเหตุการณ์ ‘ฟองสบู่ดอกทิวลิป’ (Tulip Mania Crisis) ซึ่งเป็นฟองสบู่ลูกแรกในระบบเศรษฐกิจโลก จาก ณ เวลานั้น ผู้คนเกิดสนใจในมูลค่า และตีตราดอกทิวลิปให้สูงค่า จนทำให้ราคาของดอกทิวลิปเกิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยม และเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย ในกลุ่มคนชั้นสูง

ฟองสบู่ดอกทิวลิป
ฟองสบู่ดอกทิวลิป

ในสมัยนั้นดอกทิวลิปในประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นเหมือนเครื่องประดับของผู้มั่งคั่ง วันนึงดอกทิวลิปไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงมีคนหัวใสไปปลูกทิวลิป และวางมูลค่านับตั้งแต่ต้นของมันงอกขึ้นมา จนเกิดปรากฏการณ์ ‘ดอกทิวลิปกระดาษ’ ที่เปรียบได้กับ ‘ตราสารอนุภัณธ์’ ในปัจจุบัน ทำให้ราคาดอกทิวลิปกระดาษนี้มีราคาแพงเกินกว่าที่ทุกคนจะซื้อได้ ทุกคนจึงพากันเทขาย ทำให้ราคาดอกทิวลิปกลับมามีราคาเท่าเดิม ปรากฏการณ์ครั้งนั้นถือได้ว่า เป็นเหตุการณ์ ฟองสบู่ลูกแรกในโลก โดยบิทคอยน์ หรือสกุลเงินดิจิตอลอื่น ๆ เองก็ก็อาจมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน

เมื่อพูดถึง “สกุลเงินดิจิตอล” (crypto-currency) จะถูกออกแบบให้มีการโอนถ่าย ย้ายเงินอย่างรวดเร็ว แต่ในช่วงหลังมีเรื่องราคาเข้ามาเกี่ยวข้อง จากราคาไม่กี่สิบเหรียญดอลลาร์ กลับกลายมาเป็นราคาหลักหมื่นเหรียญดอลลาร์ต่อเงินดิจิตอล 1 เหรียญ ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3-4 ปี

ทวีสุข ธรรมศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระหว่างประเทศ

แม้สกุลเงินดิจิตอล (Crypto Currency) โดยภาพรวมยังไม่ส่งผลกระทบอะไรมากในประเทศไทย แต่ส่งผลกระทบกับกลุ่มคนไทยที่เข้าไปร่วมเกร็งกำไรจากสกุลเงินในระบบเหล่านี้เพื่อใช้เป็นการลงทุน จนกลายเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ ที่ชวนมาลงทุน แชร์ลูปโซ่ กลายเป็นผลกระทบ ซึ่งในขณะนี้ทำกันหลากหลายรูปแบบมาก

สถาบันทางการยักษ์ใหญ่ ผู้อยู่เบื้องหลังสกุลเงินดิจิตอล

ทวีสุข กล่าวว่า เบื้องหลังของแต่ละสกุลเงินดิจิตอลต่าง ๆ ล้วนมีบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังอย่างกรณีธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นตัวกลางใหญ่ของสกุลเงินดิจิตอล ก็มีนายธนาคารสำคัญอาทิ US bank ,UBS bank เข้ามามีส่วนร่วม และตั้งเครือข่าย Financial Technology (Fintech) ขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์กรณีสกุลเงินดิจิตอล Ripple มี Bank of England ให้ทุนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งในประเทศไทยคือธนาคารไทยพาณิชย์ที่เข้าไปทดลองระบบสกุลเงิน Ripple ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิตอลสกุลหนึ่งเช่นกัน

Bank of England

 ทิศทางสกุลเงินดิจิตอลในประเทศไทย

ระบบการเงินในประเทศไทย ประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญปัญหาตอนนี้ในด้านสกุลเงินดิจิตอลของประเทศไทยเรายังไม่รู้ว่าระบบที่แท้จริงในอนาคต จะถูกใช้แบบไหน สิ่งสำคัญองค์กรต่าง ๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. , ธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องคิด ทบทวนดูว่า จะต้องใช้กฎเกณฑ์มาควบคุมการระดมทุนเหรียญ (ICO) เพราะขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายมารองรับตัวที่ระดมกลับมีมูลค่าของตัวเอง แต่เป็นมูลค่าที่ถูกสร้างขึ้นมาเองได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องความปลอดภัยของการระดมทุนเหรียญ (ICO) ยังไม่มีระบบไหนในโลกที่ปลอดภัย 100 เปอร์เซนต์ รวมถึงการประกาศว่าระบบตัวเองปลอดภัยเท่าไร ก็จะยิ่งอันตราย เพราะจะยิ่งท้าทายเหล่าอาชญากรไซเบอร์จะล่าระบบในการเจาะเข้าไปเพื่อแฮกระบบนั้น ๆ

นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากการหลอกลวง การเอาเงินของประชาชนมาเป็นจำนวนมาก คนควบคุมระบบสามารถทำให้ราคาเหรียญขึ้นหรือลงได้ คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ และมองภาพในแง่บวก รวมไปถึงการอาศัยระบบนี้ในการฟอกเงิน โดยนำเงินนอกระบบซึ่งมีอยู่ถึง 2 ใน 5 จากระบบเงินตราทั้งหมด อาทิ เงินคอรัปชั้น เงินค้ายาเสพติด เงินค้าอาวุธ เงินค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นเงินนอกระบบ โดยใช้ระบบเงินดิจิตอล โอนย้ายเงินจากที่นึง ไปสู่อีกที่นึงได้ และไม่ต้องปรากฏตัวตนผู้โอนเงิน

ขณะที่ในอีกมิติหนึ่ง องค์กรใหญ่อย่าง ‘เฟซบุ๊ก’ ได้ออกมาประกาศเป็นทางการว่าได้ “แบน” โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับ’คริปโตเคอเรนซี่’ จากความกังวลใจเรื่องการโจรกสแกมมิ่ง เข้าข่ายการหลอกลวง ตลอดจนการฟอกเงิน โดนอาศัยความโลภ และความกระหายผลตอบแทนจากระบบการเกร็งกำไรจากสกุลเงินดิจิตอลต่าง ๆ

สังคมไร้เงินสด สัมคมใหม่อันใกล้ ที่จะนำมาใช้แทนเงินสดในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ระบบ สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) เป็นการใช้เงินในระบบออนไลน์ ที่ไม่จำเป็นต้องถอนเงินออกมา โดยในปัจจุบัน พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปเร็วมาก และเริ่มกระจายมาสู่เอเชีย เริ่มมีการใช้จ่ายเงินด้วย QR code และกำลังกระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แม้ในปัจจุบันจะยังคงเป็นยุคแห่งความสับสนเพราะย่อมต้องมีการปรับตัวให้สอดรับต่อระบบดังกล่าว

สังคมไร้เงินสด (Cashless Society)

เมื่อพูดถึงบทบาทของสถาบันทางการเงิน ขณะนี้มีความตื่นตัวต่อระบบไร้เงินสดมาก ธนาคารชั้นนำต่าง ๆ พยายามทำให้เงินเข้าสู่ระบบ โดยมีความเชื่อมโยงกับกรมสรรพากร ที่ต้องการระบบไร้เงินสดมากเพราะเงินหมุนเวียนหรือรายได้ของประชาชนในประเทศ จะเข้ามาอยู่ในระบบได้ทั้งหมด การเลี่ยงภาษีจึงทำได้ยากมาก หรือแทบจะทำไม่ได้เลย ทางการจะมีประวัติ ฐานภาษี จะโตขึ้น ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องการระบบนี้อย่างมาก เพราะประชาชนไม่สามารถเลี่ยงภาษีได้ รายได้ร้านค้าทุกแห่งจะเข้าสู่ระบบ การคอรัปชั่น รวมถึง ดอกเบี้ยนอกระบบลดลง ซึ่งเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังของระบบเงินในประเทศประเทศหนึ่ง จะต้องมีระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ มาหนุนหลัง จะต้องมีสินทรัพย์ที่มีค่า และเงินสำรองที่ธนาคารกลาง เศรษฐกิจหมายถึงภาษีของคนในประเทศ ซึ่งเศรษฐกิจจะดี ภาษีต้องแข็งแกร่ง มีสินทรัพย์ มีทองคำ ทุนสำรองทั่วโลก และสำคัญมีกฏหมายรองรับ

ทวีสุข คาดการณ์ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันมาถึงทางคู่ขนานระหว่างระบบ สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) และ สังคมแห่งการใช้สกุลเงินดิจิตอลเข้ามาแทนที่เงินสดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งในวันนึงซึ่งไม่นาน อาจเกิดวิกฤตใหญ่ที่เกิดจากสกุลเงินดิจิตอล ซึ่งเป็นวิกฤตที่ถูกออกแบบไว้ให้เกิดขึ้น บนความวุ่นวาย จากนั้นอาจเป็น IMF เวิลด์แบงก์ พาโลกขึ้นไปสู่ยุคการเงินดิจิตอลอย่างสมบูรณ์แบบ….

จากบทสัมภาษณ์ ทวีสุข ธรรมศักดิ์

เรียบเรียงเนื้อหาโดย แก้วตา ปานมงคล