ฮือฮา! แม่ค้าส้มตำชาวมุสลิมสากปลัดขิกพ่นพิษยอมกลับด้าน

แม่ค้าส้มตำชาวมุสลิม ยอมกลับด้านสากปลัดขิก หลังถูกผู้นำในหมู่บ้านขอร้องให้เอาลง เพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม

วันที่ 22 ก.พ. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังโลกโซเชียลฮือฮาแม่ค้าส้มตำชาวมุสลิมในพื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านสิเหร่ ต.บ่อน้ำร้อน อ.กันตัง จ.ตรัง ทำครกและสากยักษ์เป็นรูปปลัดขิกขนาดกว้าง 1 เมตร และสูงกว่า 2 เมตร น้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม มาติดตั้งไว้หน้าร้านริมถนนสายตรัง-หาดยาว ต.บ่อน้ำร้อน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความแปลกใหม่ดึงดูดใจลูกค้าให้เข้าร้านและแวะถ่ายภาพ

พร้อมมีโปรโมชั่นคือหากมากินส้มตำแล้ว กลับไปแนะนำเพื่อนให้มากินด้วย จะได้ฟรี 1 ชุดประกอบด้วยส้มตำ 1 จาน ข้าวเหนียว 1 ห่อ ไก่ปิ้ง 1 ไม้ ราคา 60 บาท แต่หลังติดตั้งครกและสากยักษ์รูปปลัดขิกไปได้ไม่ถึง 7 วัน ปรากฏว่าถูกผู้นำในหมู่บ้านขอร้องให้เอาลง เพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม

ทางด้านนางสาวนิรมล เหล่าเส็น อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 139/2 หมู่ 6 ต.บ่อน้ำร้อนฯ ยืนยันเคยเป็นแม่ค้าขายส้มตำรถเข็นที่ จ.กระบี่มากว่า 7 ปี เห็นภาพครกและปลัดขิกมากมายเต็มชายหาด ซึ่งมองว่าปลัดขิกเป็นเครื่องหมายของการทำมาค้าขึ้น และเป็นเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อกลับมาอยู่บ้านสามีที่ตำบลบ่อน้ำร้อน จึงได้เปิดร้านขายส้มตำเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา และคิดกันว่าจะทำครกยักษ์กับสากยักษ์รูปลัดขิกเพื่อสร้างจุดขายแต่ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องบานปลาย เพราะความไม่เข้าใจของคนกลุ่มหนึ่ง

โดยยืนยันว่าไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องลามกอนาจาร เพียงแต่อยากสร้างอะไรที่แปลกใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมีคนคิดในแง่ลบไปได้ แต่เพื่อความสบายใจก็ยอมกลับด้าน

ซึ่งนางสาวนิรมลฯ กล่าวว่า จุดประสงค์คืออยากให้คนที่ผ่านไปมาสนใจ เห็นว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่และดึงดูดใจลูกค้า โดยไปเห็นแบบมาจาก จ.กระบี่ที่มีมากมายหลายสิบร้าน หลังโลกโซเชียลเผยแพร่ปรากฏว่าขายดีขึ้นมาก ลูกค้ามาเยอะมาก แต่เมื่อมีปัญหาจึงยอมกลับด้านแต่ยังชูจุดขายคือแนะนำเพื่อนมากินฟรี 1 ชุด

ตำรวจแจ้ง 2ข้อหา “เก๋ ลอนดอน” กุเรื่องใช้มีดกรีดแขนตัวเอง

ตำรวจนครบาลแจ้ง 2 ข้อหา “เก๋ ลอนดอน” หลังการสืบสวนพบ ใช้มีดโกนกรีดแขนตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้อ้างว่าถูกแท็กซี่จี้ชิงทรัพย์

วันนี้(22 ก.พ.61) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงปิดคดีกรณี น.ส.ทองประกาย สุขศรีราษฎร์ หรือน้องเก๋ ลอนดอน แจ้งความถูกแท็กซี่ใช้มีดคัตเตอร์กรีดแขนทำร้ายและชิงทรัพย์เงินสด 14,000 บาท บัตรATM กระเป๋าแบรนด์เนมไป ล่าสุด จากการสอบสวนพบว่าคำให้การกับภาพจากกล้องวงจรปิด ที่เกิดเหตุและที่คอนโดของเก๋ ลอนดอน ไม่ตรงกัน

ด้านนางสาวทองประกาย หรือ เก๋ ลอนดอน เปิดเผยว่า ในวันที่เกิดเหตุตัวเองไม่ได้กินเหล้าหรืออัพยาเสพติดตามที่เป็นข่าว ส่วนสาเหตุที่ทำลงไป เพราะเกิดจากความเครียดสะสมมาหลายอาทิตย์ ไม่สามารถระบายให้ใครฟังได้ แม้กระทั่งพ่อแม่ และไม่อยากอยู่คนเดียว ซึ่งมีหลายเรื่องเข้ามากระทบจิตใจตนเอง เช่น เรื่องลูก เรื่องครอบครัว เรื่องหนี้สินที่ติดเพื่อน

เก๋ลอนดอน, กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ปิดคดี

ส่วนการไปแจ้งความกับตำรวจในวันที่เกิดเหตุ เพราะเพื่อนเป็นคนพาไปแจ้งตำรวจ เนื่องจากเพื่อนคิดว่าเป็นเรื่องจริงด้วยความที่เพื่อนเป็นห่วงเพื่อน เรื่องเลยบานปลาย โดยไม่รู้ว่าความจริง คือ ตนเองใช้มีดโกนทำร้ายตัวเอง และทำเป็นครั้งแรก และตอนลงมือทำ ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ พูดง่ายๆ คือคิดไม่เยอะ ไม่คิดถึงผลกระทบที่ตามมาทีหลัง

ทั้งนี้ ตำรวจได้แจ้งความดำเนินคดีกับ เก๋ ลอนดอน 2 ข้อหา คือแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5 พันบาท และนำข้อความเท็จไปลงใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

เก๋ลอนดอน, กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ปิดคดี

ศาลแพ่งสั่งกองทัพบกจ่าย 1.8 ล้าน ให้แม่ทหารถูกซ้อมตาย

ศาลแพ่งสั่งกองทัพบก จ่าย 1.8 ล้านบาท ให้แม่ ทหารถูกซ้อมตาย ในเรือนจำ มทบ.25 จ.สุรินทร์ เมื่อปี 59

ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีที่นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ อายุ 63 ปี มารดาของ ส.ท.กิตติกร สุธีรพันธุ์ บุตรชายที่เสียชีวิต เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกองทัพบกเป็นจำเลย เรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหายจำนวนทุนทรัพย์ 1.8 ล้านบาทเศษ

กรณีเมื่อเดือน ก.พ. 59 ส.ท.กิตติกร สุธีรพันธุ์ บุตรชาย ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร มณฑลทหารบก (มทบ.25) กับพวก รุมทำร้าย ในเรือนจำทหาร จ.สุรินทร์ จนเสียชีวิตลงในวันที่ 21 ก.พ.59 โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ อาทิ

ค่าขาดไร้ผู้อุปการะคุณ ค่าปลงศพ ค่าเสียโอกาส และอื่นๆเป็นเงินจำนวนตามฟ้องด้วยอย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์ พยานหลักฐานแล้ว มีคำพิพากษาให้กองทัพบก ชดใช้เงินจำนวน 1,870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ ผู้เป็นมารดาต่อไป

ภายหลังฟังคำพิพากษา นางบุญเรือง เปิดเผยว่า ความจริงแล้ว อยากได้ชีวิตลูกชายคืนมากกว่า ซึ่งเบื้องต้นตนยังไม่ยังไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล ต้องปรึกษาทนายความเพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อไป