รอมแพงเผย เขียน ‘บุพเพสันนิวาส’ สำเร็จภายใน 1 เดือน ปลื้มกระแสดี

รอมแพงเผย เขียน ‘บุพเพสันนิวาส’ สำเร็จภายใน 1 เดือน ปลื้มกระแสดี ด้านเจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติ ชี้ ละครทำให้ประชาชนมาหอสมุดมากขึ้น

วันนี้ ( 22 มี.ค. 61) ที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน NLT Edutainment ครั้งที่ 4 โดยมี น.ส.จันทร์ยวีร์ สมปรีดา หรือ รอมแพง ผู้แต่งนวนิยาย “บุพเพสันนิวาส” ที่ถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ มาร่วมพูดคุยให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ที่มาร่วมงานและเซ็นชื่อให้กับแฟนคลับของรอมแพงกันอย่างล้นหลาม

พร้อมกันนี้ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ได้จัดนิทรรศการ ตามรอยวรรณกรรม บุพเพสันนิวาส ซึ่งนำ สมุดไทยดำ เรื่อง “จินดามณี” และ “สุมทรโฆษคำฉันท์” ฉบับพระมโหราธิบดี หนังสือ เอกสาร ภาพถ่ายและแผนที่โบราณ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยามาจัดแสดงให้ชม โดยประชาชนสามารถมาชมนิทรรศการไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ได้ที่ห้องบริการหนังสือหายาก อาคาร 2 ชั้น 3 สำนักหอสมุดแห่งชาติ

น.ส. จันทร์ยวีย์ สมปรีดา หรือ เจ้าของนามปากกา รอมแพง ผู้ประพันธ์นวนิยาย บุพเพสันนิวาส กล่าวว่า ตนจบการศึกษาในภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเป็นเวลานานถึง 3 ปี ก่อนที่จะเขียนออกมาเป็นหนังสือสำเร็จภายในระยะเวลา 1 เดือน ตนจึงตั้งใจจะถ่ายทอดนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ยุคสมเด็จพระนารายณ์ ที่มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน

จุดประสงค์หลักคือ ตั้งใจที่จะให้เนื้อหาในเรื่องสอดแทรกความรู้ทางประวัติศาสตร์ เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย เป็นการเล่าเรื่องแบบไม่ตัดสินให้มีลักษณะคลุมเครือ ผ่านมุมมองของตัวละครเกศสุรางค์ เพื่อให้ทางผู้อ่านและผู้ชมฉุกคิดว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเล่า และหากสนใจจะได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริง ตนรู้สึกปลื้มใจที่หนังสือเเละละครได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ NLT Edutainment เป็นโครงการพัฒนาและส่งเสริมหอสมุดแห่งชาติเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตประจำปี 2561 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้สร้งแรงบันดาลใจให้คนไทยสนใจการอ่าน ใฝ่หาความรู้ ย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติ เปิดเผยว่า กระแสละคร บุพเพสันนิวาส ทำให้ประชาชนเดินทางมาหอสมุดแห่งชาติ มากกว่าปกติ อีกทั้งยังสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมากขึ้นเป็นต้น

กรมควบคุมโรค ชม “บุพเพสันนิวาส” หลังนำเสนอเรื่องราว “ไข้มาลาเรีย”

กรมควบคุมโรค เผยสถานการณ์ไข้มาลาเรียปี 61 พร้อมชื่นชมผู้จัดละคร “บุพเพสันนิวาส” ที่ให้ความสำคัญกับงานสาธารณสุข

วันนี้ (22 มีนาคม 2561) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาทำการค้าขายและตั้งถิ่นฐานจำนวนมาก ทำให้เป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ ซึ่งการเดินทางระหว่างประเทศสามารถนำโรคติดต่อต่างๆที่ไม่เคยพบแพร่กระจายเข้ามาได้ โดยโรคระบาดหรือโรคติดต่อในอดีตที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศ อาทิ โรคไข้ทรพิษ (ไข้ฝีดาษ) โรคบิด และไข้มาลาเรีย (โรคไข้จับสั่น)

ซึ่งในส่วนของไข้มาลาเรียนั้น พบว่ามีบันทึกในจดหมายเหตุลาลูแบร์ ซึ่งเป็นบันทึกของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ได้เดินทางมาประเทศไทยในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยในบันทึกตอนหนึ่งในจดหมายเหตุดังกล่าว บ่งชี้ว่าโรคไข้จับสั่นเป็นโรคประจำถิ่นที่เกิดขึ้นทั่วไปในสังคมในสมัยนั้น และชาวกรุงศรีอยุธยารู้จักคุ้นชินกันเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าโรคไข้มาลาเรียอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน

ทั้งนี้ จากการสืบค้นบันทึกเกี่ยวกับการจัดการกับปัญหาโรคติดต่อในอดีต พบว่าในกรณีโรคไข้มาลาเรีย มีหลักฐานว่าเริ่มมีการใช้เปลือกต้นซิงโคนา หรือ “ยาควินิน” มาใช้ในการรักษาโรคไข้มาลาเรียตามแบบที่แพร่หลายอยู่ในยุโรป มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์

ส่วนมาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้มาลาเรีย นั้น ยังไม่ปรากฏบันทึกหลักฐานที่ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่า ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยาเป็นที่พบปะแลกเปลี่ยนกันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรมของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่มาจากทั้งเอเชียและยุโรป จึงมีความเป็นไปได้ว่าน่าจะเริ่มมีการนำวัฒนธรรมการนอนในมุ้งเพื่อกันยุงแล้วตั้งแต่สมัยนั้น

“การที่สื่อบันเทิงโดยเฉพาะวงการละครได้ปลุกกระแสสังคมในเรื่องการดูแลสุขภาพ และการป้องกันควบคมโรคนั้นนับเป็นเรื่องที่ดี จึงขอชื่นชมทางผู้เขียนบทละครและทีมงานผู้จัดละคร เรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่ให้ความสำคัญด้านงานสาธารณสุขและ การป้องกัน ควบคุมโรค ซึ่งมีความสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชน รวมถึงสอดแทรกสาระความรู้ต่างๆที่ดีแก่ประชาชน” นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าว

ปัจจุบัน สถานการณ์ไข้มาลาเรียในประเทศไทย นั้น ลดลงอย่างมาก โดยในปี 2561 พบผู้ป่วยจำนวนเพียง 856 คน ซึ่งลดลงเกือบร้อยละ 52 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงพบตามแนวชายแดนที่มีการเคลื่อนย้ายของประชาชนข้ามแดน

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคยังคงเดินหน้าอย่างเข้มข้นในการกำจัดโรคไข้มาลาเรียให้หมดไปจากประเทศในปี 2567

โรคไข้มาลาเรียเกิดจากยุงก้นปล่องที่อาศัยตามป่าหรือลำธาร วิธีการป้องกัน คือ

1. นอนในมุ้งชุบน้ำยาไล่ยุง

2. สวมใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวปกปิด เพื่อป้องกันยุงกัด

3. ทายากันยุง

4. จุดยากันยุง

หากประชาชนมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ประกอบกับมีประวัติถูกยุงก้นปล่องกัด ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยต่อไปทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

เห็นด้วยไหม ? ‘อ.ธรณ์’ เสนอปิดอ่าวมาหยา 4 เดือน ทวงคืนทะเลไทย

รศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ โพสต์เฟซบุ๊ก เสนอปิดอ่าวมาหยา ฟื้นแนวปะการัง หลังพบนักท่องเที่ยวล้นทะลักเกือบ 4 พันคน ต่อวัน

วันนี้ (22 มี.ค. 2561) รศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางทะเลและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Thon Thamrongnawasawat เสนอให้มีการปิดอ่าวมาหยา เกาะพีพี เพื่อฟื้นฟูปะการัง และให้ทะเลปรับสภาพ หลังพบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากทะลักเที่ยวสูงถึงวันละ 4,000 คน

โดยข้อความดังกล่าวระบุว่า ช่วงนี้มีเรื่อง #ปิดมาหยา ผมลงไปพีพีแบบถี่ๆ ก็เกี่ยวกับประเด็นนี้ จึงอยากเขียนแบบจัดเต็มสักครั้ง ยาวหน่อยแต่ตอบทุกคำถาม #กี่คนต่อวัน #ปิดนานแค่ไหน #ระหว่างปิดทำอะไร #เปิดแล้วจะเจ๊งอีกไหม เริ่มจากลักษณะของหมู่เกาะพีพี เกาะที่นี่เป็นหินปูน หน้าผาตั้งชัน มีอ่าวเว้าลึกไปมาตามลักษณะของหลุมยุบในอดีต

อ่าวมาหยา, เกาะพีพี

แนวปะการังที่อยู่ข้างหน้าผาจะแคบมาก บางทีก็แทบไม่มีเลย ชายฝั่งจะตรงดิ่งชันสู่พื้นท้องทะเลที่ 10-20 เมตร พื้นที่แบบนี้ไม่ค่อยมีปัญหามาก เพราะมีแต่การดำน้ำแบบ SCUBA แนวปะการังอีกแบบอยู่ในอ่าวเว้าลึกไปมา แนวปะการังแบบนี้จะอยู่เต็มพื้นที่ ตรงปากอ่าวจะเป็นขอบแนวปะการัง ด้านในจะเป็นดงปะการังน้ำตื้นยาวเหยียดไปจนเกือบติดชายหาด อ่าวมาหยาเป็นแนวปะการังลักษณะนี้

ในอดีตเมื่อ 30-40 ปีมาแล้ว ปะการังมีเพียบเต็มอ่าว ทั้งปะการังเขากวาง แผ่นตั้ง แผ่นนอน หรือแบบไหนก็มีทั้งนั้น แต่เมื่อการท่องเที่ยวเข้ามาและเข้ามา เรือวิ่งเข้าออกอ่าวมาหยาเป็นว่าเล่น บ้างก็ทิ้งสมอ ทำให้แนวปะการังเสียหายจนยับเยิน เมื่อเราเริ่มพีพีโมเดล มีการจัดเขตต่างๆ ในอ่าวมาหยาให้ชัดเจน มีทั้งจุดจอดเรือ จุดเล่นน้ำ เขตอนุรักษ์ปะการัง ฯลฯ

ซึ่งก็ลดปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ปริมาณเรือยังเข้ามาในอ่าวอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขล่าสุดคือวันละ 200 ลำหรือมากกว่า (ดูภาพแล้วจะเข้าใจ) เรือที่แล่นไปมาย่อมส่งผลกระทบ ทำให้ทรายฟุ้งกระจาย ปะการังใหม่ๆ ก็ลงเกาะไม่ได้ เหลือเพียงปะการังก้อนจำนวนไม่มากนัก

หากเราอยากกู้มาหยา ปัญหาสำคัญสุดคือเรือ ทำอย่างไรให้เราลดจำนวนเรือลงให้ได้ ตั้งแต่ทำ #พีพีโมเดล ปัญหานี้ถูกนำมาพูดคุยกันตลอด จนท้ายสุดชาวบ้านบนเกาะพีพีกว่า 300 คนลงรายชื่อเสนอให้อุทยานปิดอ่าวมาหยาในช่วงมรสุม หมายถึง 4 เดือน มิถุนายน-กันยายน อันเป็นเวลาที่คลื่นค่อนข้างแรงในบางวัน การเดินทางบางครั้งก็ลำบากและอาจเกิดอันตราย

แต่เมื่ออ่าวมาหยายังเปิดอยู่ นักท่องเที่ยวก็ยังอยากมา บางทีคนขับเรือก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ยกเว้นในกรณีที่คลื่นแรงจริงจัง แนวคิดจากชาวบ้านกลายเป็นเรื่องที่พูดกันในที่ประชุมอุทยานกับผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ จนกลายเป็นข้อตกลงในที่ประชุมว่าน่าจะปิดอ่าว 4 เดือน ซึ่งอยู่ระหว่างการนำเสนอกรมอุทยาน เพื่อพิจารณาต่อไป

ข้อเสนอดังกล่าวมี 2 แนวทาง สิ่งที่ตรงกันคือไม่ให้เรือเข้ามาในอ่าวมาหยาในช่วงนั้น แต่สิ่งที่กำลังพิจารณาคือจะให้เข้าทางด้านหลัง (อ่าวโละซามะ) หรือไม่ให้เข้าเลย สำหรับผมแล้ว คิดว่าแนวทางไม่ให้เข้าเลยน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะทางเข้าที่อ่าวโละซามะยังไม่ได้ปรับปรุง อาจเป็นอันตรายเพราะต้องปีนป่ายขึ้นไปตามผืนอวน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับการตกลงว่าจะทำอย่างไรกัน

ผมขอย้อนกลับมาที่อ่าวมาหยา เราทำการสำรวจพื้นที่ พบว่าปะการังเหลืออยู่บ้างแต่น้อยมาก ทั้งหมดเป็นปะการังก้อน ส่วนที่เหลือรอดคือด้านข้าง หากมีการปิดอ่าวมาหยา สิ่งที่ควรทำแน่นอนคือการปลูกปะการังในบริเวณนี้ โดยเฉพาะปะการังที่แทบไม่เหลือในอ่าวมาหยาแล้ว เช่น ปะการังเขากวาง

ผมไม่ได้คิดว่าการปลูกปะการังเป็นการแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่ในบางพื้นที่อาจมีความจำเป็น ในที่นี้ผมคิดว่าอ่าวมาหยามีความจำเป็น ในพื้นที่รอบๆ เกาะพีพี มีหลายบริเวณที่เราพอหาพ่อแม่พันธุ์ปะการังมาปลูกได้ ผมสำรวจพื้นที่เหล่านั้นไว้แล้ว เชื่อว่ามีกิ่งปะการังมากพอในการปลูกในรุ่นแรก

การปลูกปะการังเพื่อ #ฟื้นมาหยา ในช่วงแรกถือเป็นการทดลอง ซึ่งแน่นอนว่าอาจเป็นหรืออาจตาย แต่ผมเห็นที่เกาะยูงแล้ว ผมเชื่อว่าปะการังพีพีมีความอึดถึกเป็นอย่างมาก ในระหว่างนั้น เราต้องมาดูสิว่าอ่าวมาหยารับคนได้เท่าไหร่ ทีมงานของผมลงไปช่วยกันทำแบบสอบถามอยู่หลายวัน เพื่อหาคำตอบให้ได้

คำตอบส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกด้านความหนาแน่น ตัวเลขอยู่ที่ 170 คนต่อช่วงเวลา แน่นอนว่าตัวเลขนี้คงต้องวิเคราะห์ต่อไป แต่ถ้าถามว่าเกินไหม คำตอบคือจากวันที่ 1-18 มีนาคม มีนักท่องเที่ยวไปอ่าวมาหยาเฉลี่ย 3,750 คนต่อวัน

ผมเน้นย้ำว่าตัวเลขจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อสิมิลันและเกาะรอกปิด นักท่องเที่ยวเฉลี่ย 7,000 คนต่อวันจะไม่มีที่ไป บางส่วนจะแห่มาพีพี เพราะฉะนั้น ตัวเลขอ่าวมาหยาจะเพิ่มเกิน 5,000 คนต่อวัน เหมือนดังเช่นปีที่แล้วหากเราลองดูตัวเลขที่ได้จากค่าความหนาแน่น วันหนึ่งควรมีนักท่องเที่ยวเข้าอ่าวมาหยาไม่เกิน 2,000 คน ตัวเลขนักท่องเที่ยวตอนนี้เกินไปเกือบ 2 เท่า และอาจเกินไป 3 เท่าเมื่อสิมิลันปิด

หากเราปิดอ่าวมาหยา เราคงต้องมาช่วยกันหาทางว่า เมื่อเปิดอ่าวใหม่ เราจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวไม่เกิน 2,000 คนต่อวัน สำคัญกว่านั้น เราจะทำอย่างไรให้เรือเข้ามาในอ่าวมาหยาลดลง หรือไม่เข้ามาในอ่าวมาหยาเลย หากเราคุมตัวเลข 2,000 คนต่อวันได้ หมายถึงเราลดเรือจาก 200 ลำเหลือ 100 ลำ แต่ทำอย่างไรถึงจะคุมได้ จะจัดคิวได้ ?

ยังมีอีกทางหนึ่ง คือปรับให้เรือ 100 ลำต่อวัน ย้ายไปเข้าอ่าวโละซามะให้หมด หมายถึงจะไม่มีเรือสักลำเข้าไปในอ่าวมาหยา หากมองในแง่ช่วยฟื้นปะการัง นั่นคือวิธีดีที่สุด ไม่มีเรือเข้าไปเลย ปะการังที่ปลูกไว้น่าจะรอดเพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกันคือทำอย่างไรให้เราสามารถรับเรือให้เข้าทางโละซามะได้ วันละ 100 ลำ กรมอุทยานกำลังเริ่มวางแผนในเรื่องนี้ อาจใช้วิธีสร้างท่าเรือลอยน้ำ แต่จะอยู่ที่ไหน ทำอย่างไร ? นั่นเป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไป

ผมขอสรุปว่า หากเราปิดอ่าวมาหยาได้ 4 เดือน ปลูกปะการังฟื้นมาหยา เปิดใหม่โดยรับนักท่องเที่ยวไม่เกิน 2,000 คน/วัน ทำทางให้เรือ 100 ลำเข้าทางโละซามะเพียงอย่างเดียว ไม่ให้เข้าอ่าวมาหยาอีกเลย และปิดมาหยาปีละ 4 เดือน ทุกๆ ปี นั่นน่าจะเป็นวิธีที่ดีสุดในการฟื้นฟูมาหยา แต่ทั้งหมดนี้ ต้องเข้าใจว่ามาหยาเป็นสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ใครๆ ก็อยากไป การทำทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย อันที่จริงมันเป็นเรื่องท้าทายระดับสุดยอด

หากเราทำที่มาหยาได้ มันจะต่อเนื่องไปถึงที่อื่นๆ อีกมาก และเป้าหมายในการคุมนักท่องเที่ยวไม่ให้ล้นอุทยานทางทะเลตามยุทธศาสตร์ชาติ จะเริ่มเข้าใกล้สู่ความเป็นจริง ปิดเกาะยูง ปิดตาชัย นั่นเป็นเพียงแค่เพลงโหมโรง

ปิดมาหยา นั่นคือยกที่หนึ่งของการทวงคืนทะเลไทย สำเร็จหรือไม่ ? ไม่ทราบ แต่ผมเป็นคนกรุงเทพที่ใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งอยู่ในทะเล ทะเลสอนผมว่า หากพายุโหมกระหน่ำคลื่นใหญ่พัดเข้ามา เราจะมามัวรีรอ เรือขวางคลื่นคว่ำทั้งลำ มีแต่หันหัวหาคลื่นแล้วโต้มันเข้าไป ขอเพียงเพื่อนธรณ์ยังอยู่บนเรือ เราจะลุยคลื่นไปด้วยกันครับ (ห้ามโดดหนีกลางทางนะจ๊ะ)

หมายเหตุ – ภาพประกอบโดย Shin Sirachai Arunrugstichai