ภาพว่อนอ้าง วิธีแก้แก้ไขปัญหาท่อระบาดน้ำชำรุด ของ กทม.

ทำได้แค่นี้อย่าทำ!  ภาพอ้างวิธีแก้แก้ไขปัญหาท่อระบาดน้ำชำรุด ของ กทม. ชี้ซ่อมแล้วแต่ยังเหมือนเดิม

วานนี้ (19 มี.ค. 2561) เพจ Sky Thai News ได้มีการเผยแพร่ภาพชวนกุมขมับในการทำหน้าที่แก้ปัญหาของ กทม. หลังพบฝาท่อระบายน้ำย่าน #ซอยเจริญกรุง30 ชำรุดอันตราย แต่กลับซ่อมแซมแบบขายผ้าเอาหน้ารอด
โดยภาพได้เผยให้เห็นภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังของฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุด ซึ่งการแก้ไขแล้วเสร็จ แต่ภาพก็ไม่ต่างจากเดิม ขณะที่ผู้โพสต์ได้มีข้อความระบุว่า กทม. มีปัญญาซ่อมแซมแก้ไขได้แค่นี้เองเหรอ ? พิกัด #ซอยเจริญกรุง30

ท่อระบายน้ำ,

ทั้งนี้เมื่อภาพและข้อความดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เข้าไปโจมตีการทำงานของ กทม. ทำนองว่าหากซ่อมได้เท่านี้ก็อย่าซ่อมเลยดีกว่า ขณะที่บางส่วนก็ว่า กทม. คงจะแก้ไขเฉพาะหน้าไปก่อนหรือเปล่า เพราะต้องไปตั้งงบประมาณซ้อมแซม และอีกอย่างการจะแก้ไขปรับปรุง มันแก้ไขเป็น joint จะต้องมีการแยกคอนกรีต ไหนจะต้องปรับพื้น ปรับทรายอีก น่าจะใจเย็นๆ ก่อน และเชื่อว่า กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจแน่ๆ เป็นต้น

รมว.มหาดไทย แจงการใช้งบกลาง 3 หมื่นล้าน ยัน เหมาะสม

รมว.มหาดไทย แจงการใช้ งบกลาง 3 หมื่นล้าน เผย เพื่อขับเคลื่อนแผนงานต่างๆ ของกระทรวง ปัดปูทางเลือกตั้ง ยัน เหมาะสม

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลาง 30,000 กว่าล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนแผนงานต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทย ว่า งบประมาณ 20,000 ล้านบาท จะถูกนำลงไปใช้ใน หมู่บ้านและชุมชนในกรุงเทพฯ กับเขตเทศบาล รวมทั้งสิ้น 82,000 กว่าแห่ง

ซึ่งเป็นงบที่คณะกรรมการหมู่บ้านใช้โดยตรง แต่เวลาทำแผนงานโครงการจะผ่านการตรวจสอบโดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ สำนักงบประมาณ รวมถึงภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ไปร่วมพิจารณาถึงความเหมาะสมของโครงการ จึงจะมีการอนุมัติให้ดำเนินการ แต่การเบิกจ่ายจะขึ้นตรงกับคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยไม่ต้องผ่านกระทรวงมหาดไทย

ส่วนอีก 2,500 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่ให้กระทรวงการคลังดำเนินการ เกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อเป็นงบประมาณของคณะผู้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบรายละเอียดของบุคคลที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่ของกระทรวงมหาดไทยเพียงอย่างเดียว เพื่อเป็นค่ารถและค่าอื่นๆ ในการสำรวจ และงบประมาณอีก 9,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP ที่จะเชื่อมโยงกับแผนการพัฒนาพื้นที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณี ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการอนุมัติงบประมาณกลาง 30,000 กว่าล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนแผนงานต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทย อาจจะซ้ำซ้อนกับโครงการไทยนิยม ว่า นายกรัฐมนตรีให้หลักการกว้างๆ คือต้องเป็นความต้องการของพื้นที่ แต่ต้องตอบสนองเรื่องการทำมาหากินของประชาชนเป็นหลัก ที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน เช่น การทำถนน ก็ให้ใช้งบปกติ แต่ถ้าเป็นการทำถนนเพื่อจุดประสงค์ด้านการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชนดีขึ้น ก็จะเป็นการใช้งบประมาณในโครงการไทยนิยม

ส่วนข้อวิจารณ์ว่า การให้งบประมาณในส่วนนี้กับชุมชนเป็นเหมือนกันซื้อใจประชาชนก่อนเลือกตั้งหรือไม่นั้น พล.อ.อนุพงษ์ ย้ำว่า แม้ที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะดี แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าฐานรากยังไม่ดี งบประมาณเหล่านี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อแก้เศรษฐกิจฐานรากของประชาชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนจะมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ก็ยังมีคนวิพากษ์วิจารณ์อยู่อย่างนั้น

หนุนเก็บภาษีสัตว์เลี้ยง ลดปัญหาหมา-แมวจรจัด

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ชี้แนวคิดเก็บภาษีสัตว์เลี้ยง เป็นการหยิบยกมาตรการจากต่างประเทศ หวังลดปัญหาทิ้งขว้างสัตว์เลี้ยง

ความคืบหน้ากรณีแนวคิดการเก็บภาษีสัตว์เลี้ยง ที่กำลังถูกวิจารณ์ โดยล่าสุด ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า เป็นเพียงการหยิบยกมาตรการจากต่างประเทศ มาเป็นตัวอย่าง เพื่อหวังคัดกรองผู้ที่อยากเลี้ยงจริงๆ และลดปัญหาทิ้งขว้างสัตว์เลี้ยง

โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงแนวทางการเก็บภาษีสุนัขและแมว ซึ่งกำลังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเพียงการยกตัวอย่างมาตรการแก้ปัญหาสุนัขในต่างประเทศ ซึ่งผู้ที่เลี้ยงสุนัขมากกว่า 3 ตัวขึ้นไป จะต้องเสียภาษี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กระทรวงฯทำได้ขณะนี้ คือสร้างความตระหนักให้เจ้าของสัตว์เลี้ยง ดูแลรับผิดชอบสัตว์เลี้ยง และฉีดวัคซีนในสัตว์

สอดคล้องกับ นายสัตวแพทย์ อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะนอกจากทำให้ทราบจำนวนสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังช่วยให้ควบคุมโรคติดต่อจากสัตว์เลี้ยงได้ง่ายขึ้น ซึ่งในทวีปยุโรป จะให้ท้องถิ่นบริหารจัดการเอง และนำเงินภาษีมาจ้างพนักงานดูแลสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ หรือปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิด พร้อมมองว่ากรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ควรเป็นหน่วยงานหลักในเรื่องนี้

ขณะที่รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ปานเทพ รัตนากร คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า หากไทย จะจัดเก็บภาษีจริง ต้องระบุให้ชัดเจนว่า ท้องถิ่นจะนำไปทำอะไร พร้อมแนะ นำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อมก่อน เพราะหากประกาศบังคับใช้ทั้งหมด อาจไม่มีความพร้อมในการดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม นายโรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก อธิบายแนวคิดเก็บภาษีสัตว์เลี้ยง ว่า เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี ตามด้วยประเทศอื่นๆในยุโรป ราวต้นศตวรรษที่ 19 เพื่อลดปัญหาโรคพิษสุนัขบ้า ก่อนหลายประเทศจะทยอยเลิกนโยบาย แต่เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์ และบางรัฐในสหรัฐอเมริกา ยังมีอยู่ ส่วนเหตุที่ไทย ยังไม่จริงจัง มองว่าเป็นเพราะเกี่ยวพันกับเงื่อนไขมากมาย อาทิ การเสนอกฎหมาย, การขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยในการเลี้ยง และเก็บภาษี

ด้าน น.ส.กุลยา ตันติเตมิท โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีดังกล่าว ว่า ยังไม่ได้มีการขอหารือจากกระทรวงสาธารณสุข อีกทั้งต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะกระทรวงคลัง ยังไม่เคยศึกษามาก่อน ว่ามีประเทศใดในโลก เก็บภาษีจากผู้เลี้ยงหมา-แมวบ้าง