นายกฯทวิภาคีผู้นำออสเตรเลียชวนลงทุนEEC

นายกรัฐมนตรี ทวิภาคีผู้นำออสเตรเลีย เห็นพ้องเปิดโฉมใหม่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน-ออสเตรเลีย กระชับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ พร้อมชวนมาลงทุนใน EEC

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หารือทวิภาคีกับนายมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ณ ศูนย์การประชุมนานาชาตินครซิดนีย์ ก่อนเริ่มต้นการประชุมสุดยอดอาเซียน – ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ 2018 อย่างเป็นทางการ โดยการพบหารือในครั้งนี้ถือเป็นการพบหารืออย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย หลังว่างเว้นการหารืออย่างเป็นทางการมากว่า 5 ปี ซึ่งนายกฯ ได้กล่าวชื่นชมออสเตรเลียที่ริเริ่มในการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน – ออสเตรเลีย แสดงให้เห็นว่าออสเตรเลียให้ความสำคัญและมุ่งมั่นส่งเสริมความสัมพันธ์กับอาเซียน

ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองเห็นว่าควรใช้โอกาสนี้ในการเปิดโฉมใหม่ของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน-ออสเตรเลีย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันและช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรม และการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งไทยพร้อมที่จะผลักดันความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในฐานะที่ไทยจะเป็น ประธานอาเซียนในปีหน้า นอกจากนี้ไทยยังเห็นควรให้เพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารที่มีอยู่แล้ว ให้มากยิ่งขึ้นด้วย พร้อมยังได้กล่าวเชิญชวนนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนใน EEC โดยยืนยันพร้อมดูแล และอำนวยความสะดวกให้ รวมทั้งขอให้ออสเตรเลียช่วยดูแลชุมชนและนักศึกษาไทยในออสเตรเลียด้วย

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลียเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในโอกาสที่ เหมาะสม หลังจากที่ได้เคยเยือนไทยอย่างเป็นทางการมานานกว่า 20 ปีแล้ว ขณะ ออสเตรเลียยังได้กล่าวขอบคุณไทยที่ให้การสนับสนุนร่างถ้อยคำในปฏิญญาซิดนีย์และ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายสากลระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย รวมทั้งเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกันผ่านช่องทางความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

ปาฏิหาริย์”ภาพทรงผนวชร.9″ไฟไม่ไหม้

ปาฏิหาริย์พระบารมี ไฟไหม้บ้านคุณตาโคราชวัย 83 ปีวอด แต่ภาพทรงผนวชในหลวงรัชกาลที่ 9 ไร้รอยไหม้แม้อยู่กลางกองเพลิง

ชาวบ้านในพื้นที่ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เปิดเผยถึงเหตุการณ์อัศจรรย์ขึ้นจากเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์สามชั้น โดยชั้นบนสุดได้รับความเสียหายทั้งหมด แต่เหมือนมีปาฏิหาริย์เนื่องจากในที่เกิดเหตุบริเวณนั้น พบภาพเสมือนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 10 ในขณะที่ทรงออกผนวช ขนาดประมาณ 15 X 20 นิ้ว กลับไม่ได้รับความเสียหายจากไฟไหม้แม้แต่น้อย

โดยที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 59 หมู่ที่ 8 ต.ตะแบกบาน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ก่อสร้างด้วยปูนทั้งหลัง มีนายรด เพียงกระโทก อายุ 83 ปี แสดงตนเป็นเจ้าของ สภาพชั้นบนสุดถูกไฟไหม้ได้รับความเสียหายทั้งหมด ส่วนชั้นสองบริเวณฝ้าเพดานถูกไฟลามลงมาจากชั้น 3 เสียหายทั้งหมดเช่นเดียวกัน แต่ชั้นล่างสุดไม่ได้รับความเสียหาย เบื้องต้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ที่แน่ชัด ด้านล่างพบมีชาวบ้านกำลังจับกลุ่มกันให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียหาย พร้อมถึงพูดคุยถึงปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับภาพเสมือนพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยความอัศจรรย์ใจ

นายรด เพียงกระโทก เจ้าของอาคารพาณิชย์ที่ถูกเพลิงไหม้ กล่าวว่า อาคารหลังนี้ตนเองอาศัยอยู่กับภรรยา ลูกและหลานรวมทั้งหมด 6 ชีวิต ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุประมาณ 10.00 น.วันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนเองและครอบครัวทั้งหมดอยู่บริเวณด้านล่าง จู่ๆ ก็เกิดมีควันไฟพุ่งออกมาจากบริเวณชั้น 3 โดยไม่ทราบสาเหตุ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงให้ช่วยกันมาดับไฟ ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ และหลังจากที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบริเวณชั้น 3 ของบ้านก็พบกับภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตกอยู่กลางห้อง ได้รับความเสียหายเพียงกรอบไม้อัดที่ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด แต่ในส่วนของภาพนั้นไม่ถูกไฟไหม้แม้แต่น้อย

นายรด กล่าวอีกว่า พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ใบนี้นั้น เป็นภาพขณะทรงผนวช ซึ่งตนเองนำไปตั้งไว้บนหัวนอนบริเวณห้องนอนที่ชั้น 3 ของบ้าน เพื่อไว้กราบไหว้บูชาและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้เดินตามรอยคำสอนของพระองค์ท่านต่อไปด้วย

หนุ่มอ้าง เครียดภรรยานอกใจ ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ภายนอก จึงก่อเหตุชิงทรัพย์นักท่องเที่ยว

รวบหนุ่มก่อเหตุชิงทรัพย์นักท่องเที่ยว อ้างเครียดปัญหาครอบครัวภรรยานอกใจ ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ภายนอก เพราะสังคมวุ่นวาย

จากกรณีนายฟาเบียน เวนยี อายุ28 ปี นักโปรแกรมเมอร์ น.ส.อีฟา ปอมกัสเนียร อายุ 25 ปี อาชีพดีไซเนอร์ ทั้งสองคนเป็นชาวออสเตรีย ถูกคนร้ายเป็นชายก่อเหตุชิงกระเป๋าเป้ ภายในมีทรัพย์หลายรายการ มูลค่ากว่า 25,000บาท ที่วางไว้ที่ตะกร้าหน้ารถจักรยานขณะท่องเที่ยวใน จ.พระนครศรีอยุธยา หลบหนีไปเหตุ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 17 มี.ค. 61 ที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท พ.ต.อ.ณพล กลัดเข็มเพชร รองผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รองผบก.ทท พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ตำรวจสืบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ท่องเที่ยว ควบคุมตัว นายเอกพจน์ ไตรรงค์ 32 ปี ผู้ต้องหา ตามหมายจับของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในข้อหา วิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม พร้อมด้วยของกลาง เสื้อผ้า ที่สวมใส่วันเกิดเหตุ รถจยย.ฮอนด้าเวฟสีขาว-น้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 7กฉ-8126 กรุงเทพมหานคร กล้องถ่ายรูป 1ตัว กล้องโกโปร 1 ตัว พาสปอร์ตจำนวน 2 เล่ม โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ของผู้เสียหาย

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีสถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยม ทั้งโบราณสถาน วัดวาอารามต่างๆ คนร้ายได้ก่อเหตุชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สร้างความเสียหายให้กับการท่องเที่ยว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ได้ร่วมกันสืบสวน จนพบภาพกล้องวงจรปิด ที่บันทึกภาพของคนร้ายขณะหลบหนี

จึงได้ติดตามจากแผ่นป้ายทะเบียนจนพบว่าผู้ต้องหาไปยืมรถจยย.ของญาติ มาก่อเหตุจึงได้ติดตามไปจับกุมตัวผู้ต้องได้พร้อมของกลาง ใช้เวลาเพียง 2 วัน ต้องของความร่วมมือผู้ประกอบการให้เช่ารถจักรยาน รถจยย.ให้กับนักท่องเที่ยว เรื่องการป้องกันกระเป๋าตะกร้าหน้าต้องมีตาข่ายคลุม พร้อมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการก่อเหตุของคนร้าย

สอบสวนนายเอกพจน์ อ้างว่า มีอาชีพ เป็นคนดึงสายไหม ของโรตีสายไหม ซึ่งเป็นความชำนาญเฉพาะ เกิดความเครียดปัญหาครอบครัวภรรยานอกใจ ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ภายนอก สังคมวุ่นวาย จึงตัดสินใจขี่รถจยย.ไปก่อเหตุชิงทรัพย์นักท่องเที่ยว โดยขณะก่อเหตุไม่สวมหมวกกันน็อคไม่ปิดแผ่นป้ายทะเบียน รวมถึงทรัพย์สินของผู้เสียหายไม่ได้นำไปขาย เพราะตนเองมีรายได้จากการดึงโรตีสายไหมถึงวันละ 1,000 บาท เพื่อให้ตำรวจติดตามจับกุมตัวได้