ฮือฮา! โรงเรียนชื่อดังขึ้นป้ายไม่รับฝากนักเรียนเข้าเรียน

โรงเรียนนครสวรรค์ ก่อตั้งมานาน 121 ปี ขึ้นป้ายไม่รับนักเรียนฝาก ชี้อยากให้เด็กแข่งขันกันเพื่อสอบเข้าตามเกณฑ์คะแนนที่ทางโรงเรยนกำหนดไว้

วันนี้ 13 มีนาคม 2561ที่โรงเรียนนครสวรรค์ เลขที่173 ตำบลปากน้ำโพ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งก่อตั้งมานาน 121 ปี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ทีมีลูกศิษย์ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทหาร ตำรวจ ตลอดจนนักการเมือง ระดับรัฐมนตรี เป็นจำนวนมาก และที่ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนผลิตหมออันดับต้นๆของประเทศไทยมีนักเรียนสอบติดหมอเป็นจำนวนมากซึ่งเคยเป็นข่าวมาแล้วหลายครั้ง

โดยผู้สื่อข่าวได้ขอพบนายพันธุ์ศักดิ์ ศรีทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนนครสวรรค์ ว่าสาเหตุถึงที่มาที่ไปในการขึ้นป้ายไม่รับนักเรียนฝาก ได้ออกมาเปิดเผยว่า โรงเรียนนครสวรรค์ มีการแข่งขันขั้นสูงและมีผู้ปกครองให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และตนเองได้เข้ามาเป็น ผอ. ได้1ปีเศษๆ ทราบว่ามีการนำเด็กนักเรียนมาฝากเข้าเรียน สร้างความหนักใจ ให้กับผู้บริหารของโรงเรียน

ดังนั้นเพื่อให้ผู้ปกครองของนักเรียนทุกๆท่าน ให้เสมอภาคและให้ความเป็นธรรมแก่บุตรหลานทุกๆคน จึงให้ผู้ปกครองนำเด็กนักเรียนที่มีจุดประสงค์ที่จะเข้าเรียน ในโรงเรียนนครสวรรค์ เข้ามาสอบการแข่งขันในช่วงเปิดรับสมัครเรียน จะคัดเลือกนักเรียนที่มีคะแนน มากที่สุดตามเกณฑ์ ทั่วๆไป และจะไม่รับเด็กฝาก ร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้ทุกคนที่จะเข้าเรียนโรงเรียนนครสวรรค์ ทุกๆคน จะต้องเข้าสอบ ดังนั้นจึงปิดป้ายประกาศ หน้าโรงเรียนว่า ไม่รับฝากนักเรียน เข้าเรียน หากพบว่ามีผู้แอบอ้างว่า สามารถฝากหรือเรียกร้องเงินเพื่อแลกเปลี่ยนการฝากนักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนนครสวรรค์ ได้ขอให้แจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันที

นายพันธุศักดิ์ ศรีทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนนครสวรรค์ ยังได้กล่าวอีกว่า โรงเรียนนครสวรรค์ ได้ก่อตั้งมานาน121 ปี และมีชื่อเสียง มีลูกศิษย์ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นจำนวนมาก หลากหลายวงการ ทางโรงเรียนนครสวรรค์ ต้องรักษาระดับให้ความเป็นธรรม แก่ผู้ปกครองทุกๆท่านที่อยากจะให้บุตรหลานเข้ามาเรียน และ ให้เป็นที่ยอมรับทั้งชาวไทยและเทศต่อไป

คืบหน้า!! คลิปวัยรุ่นพม่านับร้อยยกพวกตีกัน เผยจับกุมคนก่อเหตุได้ 5 ราย

คืบหน้าเหตุคลิปวัยรุ่นชาวพม่าเกือบร้อยคนยกพวกตีกันในห้างดังย่านลาดพร้าว เผยจับกุมคนก่อเหตุได้ 5 ราย

จากกรณีในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปเหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่นเกือบร้อยคนวิ่งลงบันไดเลื่อน คล้ายกับบมันเรื่องทะเลาะวิวาทกันภายในห้างชื่อดังย่านลาดพร้าว โดยมีการระบุว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นช่าวพม่า ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดทาง เพจศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. ได้ชี้แจงกรณีผู้ใช้เฟสบุ๊ค Chamaiporn Changsiri ได้โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความระบุว่า พม่ายกพวกตีกัน เหตุเกิดที่ห้างสรรพสินค้า Big C สาขาลาดพร้าว โดยทางศูนย์ฯ ได้ประสานไปยัง สน.โชคชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดย พ.ต.ท.พรทวี สมวงศ์ รอง ผกก.ป.สน.โชคชัย ได้ชี้แจงกรณีดังกล่าว

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 มี.ค.61 เวลาประมาณ 15.30 น. โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งที่มีต่างด้าวอาศัยอยู่มาก และในวันเวลาดังกล่าว บริเวณลานสเก็ต ชั้น 7 ได้มีชาวพม่าต่างชาติพันธุ์ (ไทยใหญ่ และกะเหรี่ยง) เกิดการเขม่น ทะเลาะวิวาทกัน จนแตกตื่นดังภาพที่เห็น และพากันวิ่งกรูลงมาที่ชั้นล่าง ภายหลังได้รับการแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างฯ ได้ช่วยกันระงับเหตุ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 5 คน ตรวจสอบพบว่า กลุ่มผู้ทะเลาะวิวาทไม่มีอาวุธ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีผู้กระทำความผิดรายหนึ่งวิ่งชนกระจกร้านค้าที่บริเวณชั้น 3 แตกเสียหาย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจของ สน.โชคชัย ได้คุมตัวผู้กระทำความผิดมาที่ สน. แล้ว จากการสอบสวนทั้ง 2 ฝ่ายต่างไม่ติดใจเอาความกัน มีเพียงเจ้าของร้านค้าภายในห้างฯ ที่ได้รับความเสียหายต้องการให้ชดใช้ค่าเสียหาย กลุ่มผู้กระทำความผิดจึงได้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว 5,000 บาท และได้ลงบันทึกประจำวันเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

ขอบคุณขอมูลจาก ศูนย์โซเชียลมีเดียศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตร.เร่งจับกุมแหม่มสาวแก้ผ้ายืนคู่หินตา สัญลักษณ์ของเกาะสมุย

ตำรวจ สภ.บ่อผุด เร่งติดตามจับกุมนักท่องเที่ยวสาวชาวต่างชาติ แก้ผ้าเปลือยยืนคู่กับหินตายาย เกาะสมุย ชี้เป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม

วันที่ 13 มีนาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากเฟซบุ๊กเพจรวมพลคนสมุย มีผู้ใช้รายหนึ่งได้โพสต์รูปภาพของหญิงสาวชาวต่างชาติแสดงการกระทำที่ไม่เหมาะสมด้วยการเปลือยกายขึ้นไปยืนคู่กับหินตา ในสถานที่ท่องเที่ยวหินตาหินยาย หาดละไม ที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาะสมุย ท่ามกลางสายตาของนักท่องเที่ยวคนอื่นที่อยู่ในจุดดังกล่าว หลังมีการเผยแพร่ออกไปจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักตำหนิหญิงสาวคนดังกล่าวที่ทำพฤติกรรมที่ไ่ม่เหมาะสม ไม่เคารพสถานที่ และยังป็นที่ตั้งของศาลตายาย ที่ชาวบ้านนับถือและกราบไหว้สักการะ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันมายาวนาน

บรรยากาศการท่องเที่ยวตั้งแต่ช่วงเช้ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากแถบยุโรป และเอเซีย จากประเทศจีน เกาหลีใต้ เดินทางมาชมหินตาหินยาย ความสวยงามของความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโขดหินขนาดใหญ่มีมีรูปร่างคล้ายกับอวัยวะเพศชาย ที่เรียกว่า หินตา และอวัยวะเพศหญิง ที่เรียกว่า หินยาย ทำให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเกาะสมุยแล้ว ต้องมาเที่ยวชมหินตาหินยาย เพื่อถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก แต่จากเหตุการณ์ที่มีหญิงสาวชาวต่างชาติเล่นพิเรนเปลือยกายไปยืนกอดกับหินตาหินยาย ทำให้คนเกาะสมุยเกิดความไม่สบายใจพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวคนดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นการลบหลู่สถานที่ และผิดกฎหมายของประเทศไทยอีกด้วย

นายอุดร เตเมชาติ อายุ 26 ปี พ่อค้าของฝากในหินตาหินยาย บอกว่า เห็นภาพแล้วมันไม่เหมาะสม เป็นภาพที่ดูและรับไม่ได้ที่มาถอดเสื้อผ้าไปยืนคู่กับหินตาที่ชาวบ้านให้ความนับถือ ที่ผ่านมาพ่อค้าแม่ค้าในนี้ก็ช่วยกันดูแล ถ้าพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็จะมาช่วยกันไล่ บอกกล่าวตักเตือน

ส่วนนางน้ำอ้อย มุกสิกา อายุ 50 ปี แม่ค้าขายน้ำมะพร้าวและของฝาก บอกอีกว่า หินตาหินยายมีความสำคัญมากเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเกาะสมุย คนเกาะสมุยจะให้ความนับถือศาลตากับยายที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จะมีการมาบนบาน แก้บน ถวายไข่ต้ม จุดประทัด มารำมโนราห์ให้ตลอดไม่เคยขาด จากที่เห็นภาพถ่ายของนักท่องเที่ยวสาวรายนี้ก็สมควรที่จะทำเด็ดขาด อย่างไรก็ขอฝากให้มัคคุเทศก์นำเที่ยวเพิ่มการประชาสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในหินตาหินยายควรจะต้องปฎิบัติตัวอย่างไร เพราะหินตาหินยายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะสมุย เป็นที่ตั้งของศาลตายาย ที่ชาวบ้านนับถือและกราบไหว้สักการะ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันมายาวนาน

ทางด้าน พ.ต.ท.จารุ เพ็ชรปาน รอง ผกก.สอบสวน รรก.ผกก.สภ.บ่อผุด กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.บ่อผุด สืบหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับกรณีที่เปลือยการต่อหน้าสาธารณชนเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 388 กระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

ก็ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุ ช่วยป้องกันรักษาชื่อเสียงของเกาะสมุยไว้ เราต้องช่วยกันเตือนกับนักท่องเที่ยวที่กระทำแบบนี้ว่าอย่ามีพฤติกรรมแบบนี้เพราะจะทำให้การท่องเที่ยวเสียหาย