ถนนเมืองปทุมฯ ทรุดตัวเป็นร่อง จยย.พลิกคว่ำบาดเจ็บหลายราย

ถนนคลองเจ็ดธัญบุรี-ลำลูกกา ก่อนออกถนนลำลูกกา ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เกิดการยุบตัวเป็นร่องล้อรถ รถจักรยานยนต์พลิกคว่ำบาดเจ็บหลายราย

วันนี้ 11 มีนาคม 2561 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผู้ใช้ทางว่า ถนนคลองเจ็ดธัญบุรี-ลำลูกกา ก่อนออกถนนลำลูกกา ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ถนนเกิดการยุบตัวเป็นร่องล้อรถเป็นทางยาว 300 เมตร ทำให้รถจักรยานยนต์พลิกคว่ำได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานใดเจ้ามาแก้ไขหลังรับแจ้งจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบจุดที่เกิดการทรุดตัวของถนนเป็นช่วงถนนคลองเจ็ดธัญบุรี-ลำลูกกา จุดหยุดรถสัญญาณไฟเขียวไฟแดงที่จะออกสู่ถนนลำลูกกา ลักษณะผิวทางลาดยางแอสฟัลท์ ขนาด4ช่องจราจร ผิวทางเกิดการยุบตัวเป็นร่องล้อรถยาวประมาณ 300 เมตร ความแตกต่างระหว่างผิวทางที่เกิดการยุบตัวบางช่วงกว่า 5 ซ.ม. ส่งผลให้เกิดอันตรายอย่างมากกับผู้ใช้ทางที่ขับขี่รถจักรยานยนต์และรถจักรยานปั่นเพราะง่ายต่อการเสียหลักพลิกคว่ำ

นายจำนง เพียรเจริญ อายุ 54 ปี เปิดเผยว่า ถนนคลองเจ็ดธัญบุรี-ลำลูกกา จุดนี้เกิดการชำรุดมานานแล้วซึ่งชาวบ้านได้มีการร้องไปหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่กลับยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแก้ไข ซึ่งเป็นอันตรายกับผู้ขับขี่รถจยย.ที่ใช้เส้นทางเพราะจะเกิดการเสียหลักคว่ำบ่อยครั้งโดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่มีแสงสว่างน้อย ซึ่งคืนที่ผ่านมามีจยย.ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ4-5ราย จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขผิวทางที่ต่างระดับที่เป็นลักษณะร่องล้อรถอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

ทางด้านนายภาคภูมิ ผ่านสำแดง ผอ.แขวงทางหลวงชลบทปทุมธานี ชี้แจงว่ากรณีถนนเลียบคลอง 7 ลำลูกกา เป็นร่องล้อ นั้นแขวงทางหลวงชนบทได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า

1) เป็นถนนทางหลวงชนบท. ที่ได้มอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างดำเนินการขยายเป็น 4 ช่องจราจร และเป็นพื้นที่ในระหว่างก่อสร้างเริ่มสัญญา 28 เม.ย. 60สิ้นสุด 16 ก.ค. 62

2)ผิวทางชำรุดเป็นร่องล้อเฉพาะฝั่งด้านซ้ายทางนั้น ซึ่งสาเหตุเกิดจากการเบรคของรถบรรทุกขนาดใหญ่เพื่อหยุดรถรอสัญญาณไฟที่ทางเชื่อมเข้าถนน ทล. 3312 ปริมาณรถหนักรถพ่วงรถบรรทุกมีจำนวนมากเนื่องจากเป็นเส้นทางโลจีสติก ขนส่งสินค้า ทำให้ผิวทางลาดยางเสียรูปเป็นร่องล้อ

3) การแก้ไขเร่งด่วน (ชั่วคราว) จะประสานแจ้งหน่วยดำเนินก่อสร้างให้ผู้รับจ้างดำเนินการปรับเกลี่ยแก้ไขให้เรียบโดยเร็วต่อไป

ทหารเผยรื้อคดี ‘ตึกยักษ์เขาค้อ’ พบพิรุธบาน-จนท.ส่อเอี่ยว

ทหารเผยรื้อคดี ‘ตึกยักษ์เขาค้อ’ คืบพบพิรุธบาน-จนท.รัฐส่อมีเอี่ยว จ่อใช้เป็นบรรทัดฐานดำเนินคดีอื่น

พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ ศปป.4 กอ.รมน. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการเก็บหลักฐานเพื่อรื้อฟื้นคดีนายทุนก่อสร้างตึกขนาดใหญ่กลางเขาค้อหลังอัยการสั่งไม่ฟ้องว่า ทางคณะเจ้าหน้าที่ ศปป.4 กอ.รมน.และชุดพยัคฆ์ไพร รวมทั้งป่าไม้และทหารในพื้นที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ยังเดินหน้าเก็บรวมรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ทั้งที่เป็นรอส.และทายาท รอส.เจ้าของที่ดิน ซึ่งเดิมเคยให้การโดยอ้างร่วมลงทุนกับนายทุนหรือเป็นญาติกับผู้ต้องหา จนทำให้ผู้ต้องหาหลุดคดีพ้นจากการถูกการกล่าวโทษของคณะเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมดำเนินคดี

ทั้งนี้ทางคณะเจ้าหน้าที่ฯได้พบข้อพิรุธจากคำให้การของพยานเหล่านี้ ซึ่งไม่สอดคล้องหรือผิดเพี้ยนหรือขัดกัน ไม่เหมือนกับคำให้การเดิมที่ให้ปากคำไว้กับพนักงานสอบสวน สภ.เขาค้อ และยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายเข้าไปมีส่วนรู้เห็นและส่อท่าทีเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนด้วย

โดย พ.อ.พงษ์เพชร กล่าวว่า สำหรับ 4 คดีที่หลังสุดอัยการสั่งไม่ฟ้องโดยเฉพาะคดีตึกยักษ์ ต้องการให้เป็นบรรทัดฐาน เพราะไม่เช่นนั้นนายทุนก็จะใช้การร่วมทุนเป็นทางออกให้มีคำสั่งไม่ฟ้องโดยขาดเจตนาอีก ส่วนสิทธิในที่ดินทำกิร รอส.ทุกคนต่างรู้ซึ้งกันดี การที่คนภายนอกหรือแม้กระทั่งรอส.หากก็ไปก่อสร้างโรงแรมรีสอร์ทก็ทำไม่ได้ ผิดเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ ฉะนั้นหากปล่อยเฉยเมื่อเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายกับ 332 รีสอร์ทในแปลง รอส. และ 135 รีสอร์ทนอกแปลงรอส. ก็ต้องไปเจอข้ออ้างของนายทุนเรื่องการร่วมทุนและญาติกับรอส.ขึ้นมาใช้ต่อสู้คดีอีก แต่หากรื้อฟื้นสำเร็จและ ปิดช่องโหว่ได้สำเร็จ ก็จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายในขั้นตอนต่อไปมีความสะดวกมากขึ้น และยังสามารถยับยั้งการบุกรุกหรือก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างรีสอร์ทเพิ่มเติมได้อีกด้วย

‘ศรีวราห์’ วอนอย่ากดดันการทำงาน ปัดพาดพิงอุทยานฯ ปม DNA คดี ‘เปรมชัย’

‘ศรีวราห์’ ยันไม่ได้ให้สัมภาษณ์พาดพิงการตรวจ DNA ของกรมอุทยานฯ เตรียมส่งกองพิสูจน์หลักฐานเข้าชี้แจงทำความเข้าใจ วอนสื่อ โซเชียล อย่ากดดันการทำงาน

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุถึงกรณีที่ ดร.กณิตา อุ่ยถาวร หัวหน้าทีมนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โพสต์ข้อความพาดพิงการให้สัมภาษณ์ของตน เกี่ยวกับคดีของนายเปรมชัย กรรณสูต เรื่องการตรวจสอบดีเอ็นเอสัตว์ป่าของกรมอุทยานฯ ทำให้การตรวจสอบดีเอ็นเอบุคคลในวัตถุพยานทำได้ยาก ว่า เบื้องต้นจะมีการสั่งการให้ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปชี้แจงทำความเข้าใจ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์พาดพิงการทำงานของกรมอุทยาน และขณะนี้ยังคงทำงานร่วมกันด้วยดี และยังคงรอผลการตรวจมีดและเขียง ที่ทางกรมอุทยานจะออกเป็นรายงานทางการ เพื่อใช้มาประกอบสำนวนคดี ซึ่งจากเดิม กรมอุทยานฯแจ้งว่าจะส่งให้ในวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ขณะนึ้ยังไม่ได้รับ ซึ่งก็จะประสานขอกลับไปอีกครั้ง

ส่วนประเด็นภาพรวมของหลักฐานและสำนวนคดีเชื่อว่าจนถึงขณะนี้ หากยังไม่ได้รับรายงานทางการเรื่องการตรวจมีดและเขียงจากกรมอุทยาน หลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ก็เพียงพอที่จะสรุปสำนวน และเชื่อว่าจะเสร็จทันวันที่ 24 มีนาคมนี้

อย่างไรก็ตาม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังระบุอีกว่า จนถึงขณะนี้คณะทำงานยังคงทำงานเรียบร้อยดี และยังไม่มีการร้องเรียนจากผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหา มีแต่สื่อมวลชน และโซเชียล ที่คอยกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ จึงอยากขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ทำงานตามขั้นตอน เพื่อความรอบครอบของสำนวนคดี เพราะหากเกิดข้อผิดพลาด ผู้ที่จะถูกฟ้องคือคณะทำงาน ไม่ใช่สื่อมวลชน หรือ สังคม