ศาลฎีกาออกหมายจับ “ทักษิณ ชินวัตร” คดีแปลงสัมปทานรัฐเอื้อชินคอร์ป

ศาลฏีกานักการเมือง มีคำสั่งออกหมายจับ “ทักษิณ” หลังไม่ปรากฏตัวในศาลคดีเปลี่ยนแปลงสัมปทานรัฐ เอื้อประโยชน์ บริษัทชินคอร์ปฯ 6.6หมื่นล้าน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ออกหมายจับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังไม่ปรากฏตัวในศาล ในคดีเปลี่ยนแปลงสัมปทานรัฐ เอื้อประโยชน์บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน

โดยองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในออกนั่งบัลลังก์ อ่านกระบวนการพิจารณานัดแรกในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน เข้าไปมีส่วนได้เสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตนหรือผู้อื่น

กรณีเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน จำนวน กว่า 1,419 ล้านหุ้น ส่งผลทำให้รัฐเสียหายรวมมูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งในวันนี้ฝ่ายจำเลย ไม่ได้มาศาลและไม่ได้ส่งตัวแทนมาร่วมรับฟังการพิจารณา ศาลเห็นว่า จำเลยได้รับทราบ หนังสือนัดหมายการพิจารณาวันนี้แล้ว และการไม่มาถือว่าเป็นการให้การปฏิเสธ ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลย และนัดตรวจพยานหลักฐานคู่ความ ในวันที่ 10 กรกฎาคม เวลา 09.30 น.

“ฐิติราช”ชี้เร่งสอบพยานหวย 30 ล้านจบสัปดาห์นี้

ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เผย เร่งสอบปากคำพยานคดีหวย 30 ล้าน เสร็จภายในสัปดาห์นี้ จ่อเอาผิดตำรวจหลังสรุปสำนวนให้อัยการ ก่อนชง ปปช. ชี้มูล

พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวถึงกรณีการขยายผลออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีลอตเตอรี่ รางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท ระหว่างนายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา และ ร.ต.ท.จรูญ วิมล ว่า คณะพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบคำให้การพยานแต่ละราย เพื่อพิจารณาว่าพยานรายใดให้การอย่างไร เพราะเหตุใดให้การเป็นเท็จ ซึ่งจะเร่งทำให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้

โดยผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ ได้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุมี 3 คน มีการดำเนินคดี 2 คน คือครูปรีชา และนางสาวรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น ส่วนกลุ่มที่กำลังพิจารณาออกหมายจับคือกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานที่เกิดเหตุ และกลุ่มกองเชียร์ เช่น คนที่อ้างว่าจะขอแบ่งซื้อลอตเตอรี่ / คนที่อ้างว่าเห็นเลขในกระเป๋าครูปรีชา รวมถึงคนที่ออกมาเคลื่อนไหวให้สัมภาษณ์ไปในทิศทางต่างๆ จนทำให้สังคมเกิดความสับสน ซึ่งจะต้องคัดแยกว่าใครบ้างเข้าข่ายให้การเท็จ หรือเข้าข่ายผิดกฎหมายอื่นอีก

ส่วนการพิจารณาจะยึดตามคำให้การของพยานเดิม ประกอบกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากข้อมูลคำให้การพยานที่มีอยู่ ส่วนใหญ่ให้การว่าเป็นเรื่องที่จดจำได้ ไม่มีหลักฐานใดรองรับคำให้การ

สำหรับการดำเนินคดีกับตำรวจที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ จะให้พนักงานสอบสวนเข้าร้องทุกข์กับ ปปป. อีกครั้ง หลังส่งสำนวนคดีนี้ให้อัยการแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดการปนกันของสำนวนคดี จากนั้นต้องให้ ป.ป.ช. เป็นผู้พิจารณาต่อไปตามกระบวนการ

ด้าน พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า เรื่องการออกหมายจับผู้ต้องหาที่เหลือ ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี และพ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บังคับการกองปราบปราม เป็นผู้เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือในเรื่องนี้ ซึ่งตนยังไม่ได้รับรายงานว่าจะมีการไขอออกหมายจับใครบ้าง ส่วนการออกหมายจับผู้ต้องหาที่เหลือ คงเป็นหน้าที่ของคณะพนักงานสอบสวนที่ต้องเป็นผู้ไปขอออกหมายจับ คิดว่าไม่ต้องถึงมือตนเอง

‘ผลเลือกตั้งอิตาลี’ ไม่มีพรรคไหนชนะขาด การเมืองส่อ ‘ชะงัก’

‘ผลเลือกตั้งอิตาลี’ ไม่มีพรรคไหนชนะขาด  ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลแบบพรรคเดียวได้

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งทั่วไปของอิตาลี อย่างไม่เป็นทางการ พบว่า แนวร่วมพรรคฝ่ายขวาที่ประกอบด้วย พรรคฟอร์ซ่า อิตาเลียน (Forza Italia) ของนายแมตติโอ ซัลวินี่ ก่อตั้งโดยนายซิลวีโอ แบร์ลุสโคนี่ อดีตนายกรัฐมนตรีร่วมกับพรรคสันนิบาตภาคเหนือ (The Northern League) ได้คะแนนรวมกันที่ ร้อยละ 37

ตามมาด้วย พรรคไฟว์สตาร์ มูฟเมนท์ (Five Star Movement) พรรคสายประชานิยม ที่ ร้อยละ 32.6ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ (Democratic Party) พรรคฝ่ายซ้ายของนายแมททีโอ เรนซี่ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้คะแนนร้อยละ 22.8

แม้ผลที่ออกมาจะยังไม่เป็นทางการแต่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ผลการเลือกตั้งซึ่งผู้ที่มีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 ได้คะแนนเสียงไม่ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลแบบพรรคเดียวได้ และต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมโดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า ต่อจากนี้อิตาลีอาจเข้าสู่ภาวะ ‘ชะงักงันทางการเมือง’

ก่อนหน้านี้พรรคไฟว์สตาร์ มูฟเมนท์ Five Star Movement ของนายลุยจิ ดิ มาโย อาจร่วมกับพรรคฝ่ายซ้ายของนายแมททีโอ เรนซี่ จัดตั้งรัฐบาล เพราะมีแนวนโยบายสอดคล้องกัน โดยเฉพาะการเปิดรับผู้อพยพเข้าประเทศ และการต่อต้านสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า การเมืองของอิตาลี มีแนวโน้มอยู่ภายใต้การปกครองโดยพรรคฝ่ายขวาอีกครั้ง ซึ่งอาจส่งผลถึงนโยบายต่อต้านการเปิดรับผู้อพยพ รวมไปถึงการกดดันสหภาพยุโรป ในการปฏิรูปองค์กร ไม่ให้ประเทศสมาชิกสนับสนุนงบประมาณต่อสหภาพยุโรป หรือลดการสนับสนุนให้น้อยลง และอาจเลวร้ายถึงขั้นตามรอยสหราชอาณาจักร ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ที่มา www.express.co.uk