สั่งภาคทัณฑ์ พนักงานสอบสวนคดีเปรมชัย ฐานไม่ตรวจสอบข้อกฎหมาย

ผกก.ทองผาภูมิ สั่งภาคทัณฑ์ พนักงานสอบสวนคดี “เปรมชัย” รับคำร้องข้อหาทารุณกรรมสัตว์ โดยไม่ตรวจสอบข้อกฎหมาย ทำสังคมเข้าใจผิด

พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ เย็นจิตร ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ มีหนังสือคำสั่งที่ 37/2561 เรื่องลงโทษภาคทัณฑ์ สืบเนื่องจากกรณีที่ นายณรงค์ชัย สังวรวงศา หัวหน้าด่านกักกันสัตว์กาญจนบุรี ได้มาแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ให้ดำเนินคดีนายเปรมชัย กรรณสูต กับพวกในความผิดฐานกระทำการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร และได้รับคำร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้วนั้น

แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 นายณรงค์ชัย ได้เดินทางมาพบ ร.ต.อ.สุมิตร บุญยะนิจ พนักงานสอบสวนพร้อมกับได้ให้ปากคำเพิ่มเติมว่า หลังจากตนได้มาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 ปรากฏว่าได้ไปตรวจสอบกับคำนิยามของคำว่าสัตว์ตามมาตรา 3 ให้หมายความรวมถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติตามที่รัฐมนตรีกำหนด และได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่ารัฐมนตรียังมิได้ประกาศกำหนดสัตว์ตามธรรมชาติว่าต้องเป็นสัตว์ชนิดใดจึงขอถอนคำร้องทุกข์ไปตามระเบียบนั้น

ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าการกระทำของ ร.ต.อ.สุมิตร พนักงานสอบสวน เป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ เนื่องจากได้มีการรับคำร้องโดยไม่ตรวจสอบข้อกฎหมายให้แน่ชัดว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่

ฉะนั้นอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พุทธศักราช 2547 มาตรา 87 ประกอบกับกฎ ก.ตร. ว่าด้วยอำนาจการลงโทษข้าราชการตำรวจอัตราและการลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม เกาะพยามกักขังหรือตัดเงินเดือนพุทธศักราช 2547 จึงให้ลงโทษภาคทัณฑ์ ร.ต.อ.สุมิตร บุญยะนิจ

ซึ่งผู้ที่ถูกลงโทษตามคำสั่งนี้มีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชา หรือ ก.ตร. และหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครอง ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง หรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ ได้รายงานกรณีดังกล่าวให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. (มค.) ทราบแล้ว

รองผู้บัญชาการภาค 7 ร่วมพฐ. – หน่วยพญาเสือ นำชี้จุดยิงเสือดำในทุ่งใหญ่นเรศวร

รองผู้บัญชาการภาค 7 ร่วมพฐ. และหน่วยพญาเสือ นำชี้จุดยิงเสือดำในทุ่งใหญ่นเรศวร พบรอยกระสุนที่กิ่งไม้แต่ยังระบุชนิดไม่ได้

พล.ต.ต.กฤษณะ ทรัพย์เดช รองผู้บัญชาการภาค 7 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดกาญจน์ และพนักงานสอบสวนสภ.ทองผาภูมิ หน่วยพญาเสือ นำชี้จุดที่มีร่องรอย ฉีกขาดที่กิ่งไม้ เถาสะแกวัลย์ คล้ายลูกกระสุนปืนกระทบสองจุด และที่หินสองจุดในจุดเกิดเหตุ ที่เป็นจุดชำแหละเสือดำ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี

ผลการตรวจสอบสอบพบว่า จากจุดที่ยืนยิงเสือดำนั้น ระยะยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นจุดนั้นหรือไม่ เพราะเนื่องจากจนท.พิสูจน์หลักฐาน ได้ทดสอบระยะจากการทดสอบปืนชนิดเดียวกันในห้องทดลองมาแล้วนั้น มีวิถีและกลุ่มของกระสุนปืน มีการกระจาย ซึ่งถ้าจุดที่กำหนดไว้นั้น ยังต้องถอยออกไปอีก แต่ถ้าถอยออกไปจะสุดขอบถนน ซึ่งมุมอาจไม่สอดคล้องกัน และให้ความเห็นอีกว่า อาจจะเป็นจุดบริเวณใกล้ๆ จุดนี้จากจุดที่เสือดำอยู่มีความสัมพันธ์กัน เพราะถ้าหาจุดยืนยิงไม่ได้ การวางกำหนดว่าเสือดำอยู่ตรงไหนก็จะยากขึ้นอีก

ส่วนร่องรอยที่หน่วยพญาเสือชี้ว่าเป็นร่องรอยกระสุนปืนบนกิ่งไม้ทั้งสองต้นนั้น จนท.พิสูจน์หลักฐานยืนยันเช่นกันว่าใช่ร่องรอยกระสุนปืนจริง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นกระสุนปืนชนิดใด ต้องหาลูกกระสุนที่ตกบริเวณนั้นได้ จึงสามารถบอกได้ว่าเป็นปืนชนิดใด แต่ยืนยันว่าเป็นร่องรอยกระสุนปืนชนิดใด ส่วนร่องรอยบนหินอีกสองจุดนั้น จนท.พิสูจน์หลักฐานบอกว่า ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นร่องรอยอะไร

ทั้งนี้ จนท.พิสูจน์หลักฐาน ได้มอบเครื่องตรวจโลหะ เพื่อตรวจหัวกระสุน ให้กับหน่วยพญาเสือและหน่วยฯได้ทำหนังสือขอเครื่องมือตรวจวัตถุโลหะเพื่อหาหัวกระสุนปืน เป็นหนังสือราชการ เพื่อค้นหาวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีต่อไป โดย พล.ต.ต.กฤษณะ ระบุว่า หลักฐานที่มีนี้ก็มากพอที่จะเป็นพยานหลักฐานที่เอาผิดคณะของ นายเปรมชัย กรรณสูต ได้แล้ว

จากนั้น คณะเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปจุดพักแคมป์ของ นายเปรมชัย เพื่อนำชี้จุดที่พบกระดูกขาหลังขวาของเสือดำ ให้คณะจนท.ที่ร่วมได้เห็นร่วมกัน สำหรับการดำเนินการเข้าร่วมพิสูจน์ครั้งนี้ เพื่อให้สำนวนและการบันทึกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยยึดหลักทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เพื่อให้ผลทางสำนวนและการสอบสวนเห็นภาพเพื่อสะดวกต่อการบันทึกถ้อยคำของโจทก์และทั้งฝ่ายจำเลย แนวทางการให้ปากคำในขบวนการยุติธรรมนั้น ต้องถูกต้องแม่นยำ และเป็นจริงเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ที่วัดพระธรรมกาย พุทธศาสนิกชน ได้เข้าร่วมพิธีทางศาสนาในวันมาฆบูชา

ที่วัดพระธรรมกาย พุทธศาสนิกชนได้เข้าร่วมพิธีทางศาสนาในวันมาฆบูชา และพิธีจุดโคมมาฆประทีปถวายเป็นพุทธบูชา กว่า 1 แสนดวง

วันนี้ (1 มี.ค. 61) ที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมาก ได้เข้าร่วมพิธีทางศาสนาในวันมาฆบูชา ด้วยการตักบาตร สวดมนต์ไหว้พระ รักษาศีล นั่งสมาธิ และพิธีจุดโคมมาฆประทีปถวายเป็นพุทธบูชา กว่า 1 แสนดวง และเวียนประทักษิณรอบพระมหาธรรมกายเจดีย์ จากนั้น เป็นพิธีสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ครบ 390,001,250 จบ ณ ลานธรรม รอบพระมหาธรรมกายเจดีย์

โดยวัดพระธรรมกายยังได้ร่วมกับองค์กรภาคีพุทธอีกกว่า 20 องค์กรจัดโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 6 รักษ์บวร รักษ์ศีล 5 เนื่องในเทศกาลมาฆบูชา ระหว่างวันที่ 2 –31 มีนาคม พ.ศ. 2561 เพื่อส่งเสริมเครือข่ายหมู่บ้านศีล 5 ให้เข้มแข็งด้วยหลักการ บวร ตามนโยบายของมหาเถรสมาคมอีกด้วย

ทั้งนี้วันมาฆบูชา หรือวันจาตุรงคสันนิบาต ซึ่งในสมัยพุทธกาลมีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการคือ1.พระภิกษุ 1,250 รูป มาประชุมกันที่วัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย 2.พระภิกษุทุกรูปเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้า 3.พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นขีณาสพอรหันต์ 4.วันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 และพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์อันถือได้ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา สรุปใจความได้เป็น 3 ส่วน คือ 1.หลักการเพื่อเข้าถึงจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา 2.อุดมการณ์อันสูงสุดของพระภิกษุและบรรพชิตในพระพุทธศาสนา 3.วิธีการเพื่อใช้เผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงอาจกล่าวได้ว่า วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก