บุกค้นบริษัท รับผลิตอาหารเสริม เชื่อมโยงคดี “บริษัทเมจิกสกิน”

ตำรวจเข้าทำการตรวจค้นบริษัทรับผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงประกอบสำนวนคดีกับบริษัทเมจิกสกิน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 22 เมษายน2561 พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว3 พร้อมเจ้าหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้อง นำหมายค้นเข้าทำการตรวจค้นบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทรับผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บริเวณทางเข้าโครงการบ้านเอื้ออาทรกม.44 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงประกอบสำนวนคดีกับบริษัทเมจิกสกิน ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาติจากอย. และกระบวนการผลิตเป็นการทำมือ ที่ทำเองโดยไม่ได้รับมาตราฐานโดยพบเพียงผู้ดูแความปลอดภัยของบริษัทเนื่องจากเป็นวันหยุด

พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว3 เปิดเผยว่า ในการเข้าตรวจค้นโรงงานแห่งนี้เพื่อค้นหา 1. สโนว์มิ้ว 2.สลิมมิ้ว แล ะ3.แอปเปิ้ลสลิม ทั้ง 3 อย่างไม่พบในสถานที่โรงงานแห่งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องการพบเพื่อนำไปประกอบคดี แต่พบเพียง 1.บีสโน บรรจุซองแต่ก็ต้องตรวจสอบต่อไปว่าสถานที่แห่งนี้ผลิตหรือไม่

ถ้าผลิตที่สถานที่แห่งนี้ก็จะมีความผิดเพราะว่าในสลากผลิตภัณฑ์แจ้งว่าผลิตที่ จ.นครราชสีมา 2.อเล็กซ์ (อาหารเสริมชนิดนี้) พบในบ้านของผู้ต้องหาที่จับได้ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้ยึดมาเป็นของกลางในคดี ซึ่งมาพบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ผลิตมีความผิดการแสดงฉลากผลิตภัณฑ์ ตามกฎหมายอาหารเสริมต้องเรียงลำดับปริมาณจากมากไปหาน้อย แต่ที่พบไม่ได้เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย

พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 เปิดเผยต่อไปอีกว่า จากการตรวจสอบอย่างละเอียดภายในออฟฟิตบริเวณหน้าห้องน้ำยังพบเอกสาร ที่แสดงให้เห็นว่าสลิมมิ้วมีการผลิตที่สถานที่แห่งนี้จำนวน 1 ล้านซอง ก็จะต้องตรวจสอบว่ากระดาษแผ่นนี้มาได้อย่างไร ออกมาจากคอมพิวเตอร์เครื่องใดและถือเป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งที่พบในโรงงานแห่งนี้ที่อาจจะนำไปเชื่อมโยงกับคดีและจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

ชื่นชม!!! กลุ่มรถยนต์แต่ง ร่วมกับชาวบ้าน ซ่อมถนนโลกพระจันทร์

กลุ่มรถยนต์แต่ง ร่วมกับชาวบ้าน ซ่อมถนนโลกพระจันทร์ หลังเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บหลายสิบราย

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 22 เม.ย.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ถนนหมู่บ้านสายในไร่ – นาปราน พื้นที่หมู่ 7 ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช ได้มีกลุ่มรถยนต์แต่งสายบุญ นำโดยนายธนาวุฒิ ธานีรัตน์ ประธานรถยนต์แต่ง “LEMON” ได้ร่วมกับชาวบ้านหมู่ 7 รวม 30 คน ในการพัฒนา ซ่อมแซมถนนในหมู่บ้านที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อมานานหลายปี รวมระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร หลังจากชาวบ้าน ได้รับความเดือดร้อนขับรถผ่านเส้นทางดังกล่าวรถตกหลุมได้รับความเสียหายและได้รับบาดเจ็บหลายสิบราย

นายธนาวุฒิ ธานีรัตน์ ประธานรถยนต์แต่ง กล่าว่า กลุ่ม “LEMON” เป็นการรวมกลุ่มของผู้ที่มีหัวใจรักการแต่งรถสวยงาม ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 30 คัน ที่ผ่านมามีการตกแต่งรถเพื่อความสวยงามไปโชว์ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชน นอกจากนี้มีการรวมกลุ่มทำประโยชน์เพื่อสังคม เช่น พัฒนาทำความสะอาดวัด เนื่องในวันสำคัญ ร่วมกันบริจาคสิ่งของเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้พิการ ล่าสุดทางสมาชิกกลุ่มรวมตัวกันทำประโยชน์ให้สังคม

โดยร่วมกับชาวบ้านซ่อมแซมพัฒนาถนนหมู่บ้านที่เป็นหลุมเป็นบ่อมานานหลายปี ในพื้นที่ หมู่ 7 ต. ช้างกลาง อ. ช้างกลาง จ. นครศรีธรรมราช หลังจากชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ต้องทนทุกข์ทรามานอยู่กับสภาพถนนที่เหมือนโลกพระจันทร์ ที่ผ่านมามีชาวบ้านหลายสิบราย ขับรถจักรยานยนต์ตกหลุม จนรถได้รับความเสียหาย คนขับได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่อุบัติเหตุแต่ละครั้งยังไม่เกิดความสูญเสียชีวิต อย่างไรก็ตามหากไม่มีการซ่อมปิดหลุมบนถนน อาจเกิดอุบัติเหตุมากกว่านี้ เนื่องจากหลุมบนถนนมีปริมาณมากขึ้นและมีความลึกมากกว่าเก่า ที่สำคัญถนนเส้นดังกล่าวถือเป็นเส้นหลักที่ชาวบ้านใช้ขนย้ายผลผลติทางการเกษตรไปขายในเมือง

นายธนาวุฒิ กล่าวอีกว่า ตนและสมาชิกกลุ่ม มีวัตถุประสงค์เดียวกันเพื่อต้องการช่วยเหลือสังคม จึงต้องการที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาบ้านในพื้นที่หมู่ 7 ต.ช้างกลาง จึงรวมตัวร่วมกับชาวบ้าน ซ่อมแซมถนนเส้นดังกล่าวที่เป็นหลุมเป็นบ่อ รวมระทางกว่า 2 กิโลเมตร ให้มีสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติ

โดยร่วมกันบริจาคเงินคนละเล็กคนละน้อย เพื่อซื้อหิน ดิน ทราย และปูน พร้อมกับร่วมกันลงมือลงแรงซ่อมแซมถนนร่วมกับชาวบ้านอีกด้วย อย่างไรก็ตามวัสดุที่ใช้ซ่อมแซมปิดหลุมบนถนนครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น หิน ดิน ทราย และปูน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง อีกด้วย ซึ่งหลังจากการซ่อมแซมถนนหมู่บ้านครั้งนี้ ตนและสมาชิกกลุ่มจะเดินหน้าทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ต่อไป

กสอ. แจง ไทยไม่เสียประโยชน์ให้ ‘อาลีบาบา’ ปัดข้อมูลผู้ประกอบการรั่วไหล

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม แจง เซ็นเอ็มโอยู ‘อาลีบาบา’ ไทยไม่เสียประโยชน์ ปัดข่าวข้อมูลผู้ประกอบการรั่วไหล ย้ำเอ็มโอยู 4 ฉบับ เน้นพัฒนาเอสเอ็มอีทุกระดับ

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยภายหลังมีกระแสข่าวความไม่เข้าใจต่อการที่หน่วยงานภาครัฐลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) 4 ฉบับกับบริษัท อาลีบาบา โดยระบุว่า การลงนามดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยทั้งโอกาสการแข่งขันทางการค้าและการตลาด รวมถึงเรื่องของข้อมูลของบริษัทนั้น ขอชี้แจงว่าความร่วมมือที่รัฐบาลไทยทำข้อตกลงกับอาลีบาบามุ่งเน้นการพัฒนาให้เอสเอ็มอีทุกระดับ

รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มธุรกิจเกษตรทั่วประเทศให้มีความรู้และทักษะทางด้านดิจิทัลและอี-คอมเมิร์ซสามารถเข้าถึงตลาดออนไลน์สู่ประเทศจีนและตลาดสากล โดยอาลีบาบาจะช่วยอบรมให้ผู้ประกอบการไทยมีความรู้เรื่องการตลาดออนไลน์ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ผู้บริการที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังปรับปรุงระบบโลจิสติกส์โดยอาศัยเทคโนโลยีของอาลีบาบาเข้ามาช่วยให้สามารถส่งสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไปยังตลาดจีนและตลาดสากลได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย

ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบอี-คอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์ จะใช้กรณีของอาลีบาบาเป็นภาคปฏิบัติที่ดีที่สุดในการปรับปรุงและพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์ไทยอย่างต่อเนื่องมีคุณภาพและได้มาตรฐาน

ส่วนความกังวลที่ว่าอาลีบาบาจะได้ฐานข้อมูล (ดาต้าเบส) ของไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขอชี้แจงว่าไม่มีประเด็นใดที่จะนำออกซึ่งข้อมูลในระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะข้อมูลของผู้ประกอบการไทย โดยหน่วยงานต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการปี 2540 อย่างเคร่งครัด หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใดเลือกที่จะทำตลาดออนไลน์กับอาลีบาบาก็จะได้ประโยชน์จากข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดเป้าหมายผ่านการวิเคราะห์จากระบบฐานข้อมูลของอาลีบาบาด้วย

และการเข้ามาของนายแจ็ค หม่า ประธานอาลีบาบา ทำให้นักธุรกิจไทยเกิดความวิตกกังวลนั้น ขอชี้แจงว่า ตลาดการค้าออนไลน์เป็นตลาดการค้าเสรี แม้ปัจจุบันผู้บริโภคคนไทยก็สามารถเลือกซื้อสินค้าจากประเทศจีนผ่านทางเว็บไซต์ออนไลน์ได้ในหลากหลายช่องทางอยู่แล้ว ซึ่งความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสามารถขายสินค้าได้มากขึ้น ช่วยให้ตลาดจีนและผู้บริโภคชาวจีนที่อยู่ในระบบออนไลน์กว่า 500 ล้านคน และตลาดของจีนได้รับรู้ถึงศักยภาพของสินค้าและบริการของไทย

ที่สำคัญยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจีนเปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นการส่งออกไปเป็นเน้นการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศมากขึ้น โดยความร่วมมือของรัฐบาลไทยกับอาลีบาบา ไม่ได้เน้นการนำเข้าสินค้าจากจีนมาบริโภคในประเทศไทย แต่เป็นการสร้างเครื่องมือเพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าที่มีคุณภาพของไทยสามารถเข้าไปขายในประเทศจีน และประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV ได้มากขึ้น