เผยผลสำรวจเศรษฐกิจไทยดีขึ้นหรือไม่ ใน 3 เดือนแรกของปี 61

นิด้าโพล เผยผลสำรวจ เศรษฐกิจไทยดีขึ้นหรือไม่ ใน 3 เดือนแรกของปี 61 พบประชาชนส่วนใหญ่ 45.92% มองเศรษฐกิจแย่ลง

นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “เศรษฐกิจไทยดีขึ้นหรือไม่ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2561 ?” สำรวจระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2561 โดยสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.92 ระบุว่า เศรษฐกิจแย่ลง รองลงมา ร้อยละ 37.52 ระบุว่า เท่าเดิม ร้อยละ 16.24 ระบุว่า เศรษฐกิจดีขึ้น และร้อยละ 0.32 ไม่ระบุ ไม่แน่ใจ

ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละด้านที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังดำเนินอยู่พบว่า ด้านรายได้ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.08 ระบุว่า เท่าเดิม รองลงมา ร้อยละ 25.28 ระบุว่า ลดลง ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ดีขึ้น และร้อยละ 0.88 ไม่ระบุ ไม่แน่ใจ

ด้านค่าครองชีพ (ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.76 ระบุว่า เท่าเดิม รองลงมา ร้อยละ 33.76 ระบุว่า ลดลง ร้อยละ 18.08 ระบุว่า ดีขึ้นและร้อยละ 0.40 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ด้านลดภาระหนี้สิน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.32 ระบุว่า เท่าเดิม รองลงมา ร้อยละ 25.92 ระบุว่า แย่ลง ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ดีขึ้น และร้อยละ 1.68 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ด้านเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน (ซื้อง่ายขายคล่อง) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.80 ระบุว่า เท่าเดิม รองลงมา ร้อยละ 39.84 ระบุว่า แย่ลง ร้อยละ 14.72 ระบุว่า ดีขึ้น และร้อยละ 0.64 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ด้านเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (เช่น ที่อยู่อาศัย ระบบคมนาคม การสื่อสารหรือโทรคมนาคม ระบบไฟฟ้าและประปา) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.60 ระบุว่า เท่าเดิม รองลงมา ร้อยละ 37.52 ระบุว่า ดีขึ้น ร้อยละ 14.16 ระบุว่า แย่ลง และร้อยละ 0.72 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

สำหรับระดับความสุขจากนโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.92 ระบุว่า มีความสุขเท่าเดิม เพราะ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเมื่อก่อน เศรษฐกิจเหมือนเดิม ไม่ได้แย่ลงและก็ไม่ได้ดีขึ้น ขณะที่บางส่วนระบุว่า นโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อประชาชน รองลงมา ร้อยละ 21.12 ระบุว่า มีความสุขลดลง เพราะ สภาวะเศรษฐกิจ แย่ลง ไม่มีอะไรดีขึ้น มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หนี้สินเพิ่มขึ้น แต่รายได้ลดลง

ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ เลย และร้อยละ 20.96 ระบุว่า มีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะ สภาพทางการเงินดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น การคมนาคมต่าง ๆ ดีขึ้น เศรษฐกิจค่อนข้างดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีความชื่นชอบนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อนโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม – มีนาคม 2561) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 49.44 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่น เพราะนโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ช่วยประชาชนทุกระดับอย่างแท้จริง เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก และรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นโครงการที่ไม่ต่อเนื่อง และเป็นโครงการระยะสั้น

รองลงมา ร้อยละ 42.24 ระบุว่า เชื่อมั่น เพราะ นโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือ เป็นโครงการที่ดี ทำให้หลาย ๆ อย่างดีขึ้น ขณะที่บางส่วนระบุว่า มีผู้นำที่ดีและมีความเข้มแข็ง และร้อยละ 8.32 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

และเมื่อถามถึงความคาดหวังต่อเศรษฐกิจไทย หลังจากที่มีการเลือกตั้ง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 58.96 ระบุว่า คาดว่าจะดีขึ้น เพราะ ต่างชาติจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น เนื่องจากมีความมั่นใจต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดใหม่น่าจะมีแนวทางใหม่ ๆ ในการบริหารประเทศได้ดีกว่านี้ รองลงมา ร้อยละ 16.88 ระบุว่า เหมือนเดิม เพราะ ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่แก้ยาก ต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา และต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ อย่างร่วมด้วยจึงจะดีขึ้นไม่ใช่แค่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็เหมือนเดิม ร้อยละ 5.92 ระบุว่า คาดว่าจะแย่ลง เพราะ เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก และจะไม่มีความต่อเนื่องในการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และร้อยละ 18.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

โพล เผย ประชาชนมองนายกตั้งสนธยา หวังดึงพรรคการเมืองร่วมทำงาน

ดุสิตโพล สำรวจความเคลื่อนไหวทางการเมือง พบ ประชาชนมองนายกตั้ง สนธยา เป็นที่ปรึกษา หวังดึงพรรคการเมืองร่วมทำงาน

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,088 คน เรื่อง “ความเคลื่อนไหวทางการเมือง” ในทัศนะประชาชน โดยได้สำรวจระหว่างวันที่ 18-21 เมษายน 2561 พบว่า ประชาชนคิดอย่างไรกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอย่างร้อนแรงในขณะนี้

โดย 50.42% มองว่าสามารถแสดงความคิดเห็นได้ อันดับ 2 มองว่าประชาชนได้รับรู้ข้อมูล ได้รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายแง่มุม 33.89% อันดับ 3 มองว่าน่าเบื่อ เป็นเกมการเมือง ทะเลาะ โจมตีกันไปมา 29.69% อันดับ 4 มองว่าอยากให้มีการเลือกตั้ง และปลดล็อกพรรคการเมือง 18.21% และอันดับ 5 มองว่ารัฐบาลควรรับฟังความคิดเห็น ชี้แจง อธิบายให้เข้าใจตรงกัน 15.69%

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าประชาชนคิดอย่างไรกับการที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้ง นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมือง ประชาชนส่วนใหญ่ 40.20% มองว่ารัฐบาลต้องการดึงพรรคการเมืองเข้ามาร่วมทำงาน สร้างแนวร่วม 33.01 เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมืองและขยายอำนาจ

ส่วนกรณีการแต่งตั้ง นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชาชนส่วนใหญ่ 40.78% ไม่อยากให้มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง และ 30.14% ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ต้องการสร้างฐานเสียง ขณะที่ การแต่งตั้ง นายสกลธี ภัททิยกุล เป็นรองผู้ว่าราชการ กทม. ประชาชน 35.85% มองว่าเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง เพราะมีความใกล้ชิดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ

อย่างไรก็ตาม จากความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ 39.33% มองทิศทางการเมืองไทยกับการเลือกตั้งครั้งหน้าว่ามีพรรคการเมืองหลากหลาย น่าจะมีการแข่งขันกันมากขึ้น และ 28.87% มองว่าอาจเกิดความขัดแย้งวุ่นวาย

ตำรวจจ่อเรียก ดารา-เน็ตไอดอล รีวิวสินค้าเมจิก สกิน สอบปากคำ

ตำรวจจ่อเรียก ดารา-เน็ตไอดอล รีวิวสินค้าเมจิก สกิน สอบปากคำว่าเข้าข่ายร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่

จากกรณีที่มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกทลาย บริษัท เมจิกสกิน ซึ่งผลิตสินค้าเครื่องสำอางและอาหารเสริมยี่ห้อดังหลายประเภท ได้แก่ Apple Slim, Slim Milk, Snow Milk, Fern, เมจิก สกิน, ชิโนบิ, ตรีชฎา และ Mezzo

ผู้เสียหายบุกร้อง สคบ. หลังถูก บ.เมจิก สกิน ลวงลงทุน

โดยหลังจากตรวสอบทั้ง 13 จุด พบว่ามีโรงงานผลิตเครื่องสำอางปลอม ฉลากปลอม ผลิตภัณฑ์ปลอม และส่วนผสมของครีมต่างๆ ขณะนี้มีผู้ต้องหาในขบวนการทั้งหมด 8 คน จับกุมได้ 3 คน อีก 3 คนเข้ามามอบตัวเอง ส่วนอีก 2 คนอยู่ระหว่างติดตามตัว เบื้องต้นจากการตรวจสอบโรงงานพบว่าไม่มีใบอนุญาต และมีการปลอมเครื่องหมาย อย.

ล่าสุด พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังสอบปากคำ นางวรรณภา หัวหน้าทีม ให้การว่า เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวจริง แต่อ้างว่าตนไม่รู้เรื่อง เพราะได้จ้างโรงงานผลิตสินค้าอีกต่อหนึ่งและไม่ทราบถึงส่วนผสม ขณะที่ยังพบว่ามีบุคคลมีชื่อเสียง ทั้งดาราและเน็ตไอดอล รวม 16 คน เกี่ยวข้องกับการรีวิวสินค้าดังกล่าว จึงจะต้องมีการเชิญตัวมาให้ข้อมูล จากนั้นจะพิจารณาอีกครั้งว่า เข้าข่ายร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่