เจ้าคณะปากน้ำโพไม่ฟันธง เณรปิดตาทายถูกจริงหรือเตี๊ยมชี้จิตหยั่งรู้มีอยู่จริง !!

เจ้าคณะปากน้ำโพไม่ฟันธง กรณีเณรนั่งสมาธิปิดตาเป็นเรื่องจริงหรือเตี๊ยมแต่จิตหยั่งรู้มีอยู่จริงตามหลักศาสนาพุทธ

จากกรณีมีการนำเสนอข่าววัดหนองสาร พื้นที่ ต.หนองกระโดน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีการจัดบวชสามเณรภาคฤดูร้อน โดยหนึ่งในกิจกรรมได้มีการฝึกทดสอบให้สามเณรทุกองค์นั่งสมาธิ ก่อนจะทำการใช้ผ้าปิดตา แล้วให้ทายสี รวมถึงคำที่เขียนบนกระดาษ ซึ่งสามเณรทุกองค์สามารถทายถูกได้อย่างแม่นยำ และพระสมชาติเจ้าอาวาสได้ให้ข้อมูลว่า การฝึกสมาธิแบบดังกล่าว จะทำให้เกิดนิมิตมองเห็นได้แม้จะมีอะไรปิดบังตาอยู่ก็ตาม จนกลายเป็นเรื่องฮือฮา และเกิดมีกระแสดราม่าวิพากวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมกับการฝึกดังกล่าว ไปในทำนองว่าเป็นการสอนให้เด็กลวงโลกนั้น

พระเทพปริยัติเมธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์
พระเทพปริยัติเมธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์

ล่าสุดวันนี้ (21 เมษายน 2561) ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับพระเทพปริยัติเมธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ได้รับการเปิดเผยว่า หลังจากมีข่าวเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปตามสื่อต่างๆ ทางเจ้าคณะตำบลหนองกระโดนไปตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับพุทธศาสนาจังหวัดแล้ว พบว่า ไม่ใช่วัด เป็นเพียงสำนักสงฆ์ปฏิบัติธรรมเพียงเท่านั้น แต่โดยส่วนตัว เรื่องที่เกิดขึ้น ตนขอออกความเห็นเป็นกลางๆ เพราะไม่ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งอาจจะมีการเตี๋ยมกันหรืออาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ แต่ต้องบอกว่า เรื่องพวกนี้ตามหลักพระพุทธศาสนามีอยู่จริง หากปฏิบัติสมถกรรมฐาน จนเกิดวาระจิตสูง หรือเรียกว่าอภิญญา6 ก็จะสามารถหยั่งรู้ได้จริงๆ โดยอภิญญา6 ที่ว่านี้ มีความสามารถแตกต่างกัน ประกอบด้วย 1.อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ 2.ทิพพโสต มีหูทิพย์ 3.เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ 4.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ 5.ทิพพจักขุ มีตาทิพย์ และ6.อาสวักขยญาณ รู้การทำอาสวะให้สิ้นไป ซึ่งทั้ง 6 ประการ ปัจจุบันก็มีผู้ฝึกปฏิบัติได้อยู่จริง ดังนั้น สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นที่สำนักสงฆ์หนองสาร ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้ง2อย่าง อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้

ด้านนายสมเกียรติ เกิดอินทร์ ผอ.พุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า หลังจากมีข่าวออกไปตามสื่อต่างๆ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ จึงได้สั่งการให้ไปตรวจสอบร่วมกับทางคณะสงฆ์ พบว่า เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมป่าหนองสาร มีพระสมชาติ สุจิณโณ เป็นผู้ดูแลศูนย์ฯ โดยอยู่ในกำกับดูแลของวัดบริรักษ์ประชาสรรค์ ในพื้นที่ ต.หนองกระโดน ส่วนการสอบถามข้อมูลพบว่า ในห้วงเวลาที่ปรากฏตามข่าว เป็นช่วงที่มีจัดให้มีการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ระหว่างวันที่ 1-15 เมษายน 2561 มีสามเณรจำนวน 10 รูป และผู้ปฏิบัติธรรมศีล 8 จำนวน 13 คน โดยมีกิจกรรมจัดให้มีการทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น เดินจงกรม ฝึกสมาธิ โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ศาสนพิธีเบื้องต้น เป็นการกล่อมเกลามิให้เด็กติดเกม และติดยาเสพติด ซึ่งก็ถือเป็นนโยบายที่ดีที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กพ้นภัยยาเสพติด ส่วนประเด็นการปิดตาทายนั้น ได้สอบถามแล้ว ก็พบว่าเป็นเรื่องของความเชื่อเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอวดอุตริไปในทางการใบ้หวย หรือโชว์อิทธิฤทธิ์ ของขลัง เพื่อประโยชน์อื่นใด ซึ่งเป็นเพียงการฝึกให้เณรเกิดสมาธิเท่านั้น จึงไม่มีความผิด แต่ก็ได้มีตักเตือน มิให้ปฏิบัติการหรือจัดกิจกรรมที่ล่อแหลมอีก และพบว่า สามเณรที่ปรากฏอยู่ในข่าว ได้ลาสิกขาเพราะจบครบหลักสูตร 15 วันแล้ว

พระเทพปริยัติเมธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมป่าหนองสารอีกครั้ง พบว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบเหงา มีเพียงเณรสามเณร 3 องค์ และพระสมชาติ อยู่ภายในศูนย์ปฏิบัติธรรมดังกล่าวเพียงเท่านั้น สภาพสำนักสงฆ์เงียบสนิทไฟฟ้าก็ใช้แสงจากโซล่าเซล์ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเหมือนวัดทั่วไป และพบว่ายังคงมีการฝึกปฏิบัติธรรมกันตามปกติ แต่พระสมชาติ ผู้ฝึกปฏิบัติธรรม ของดไม่ให้สัมภาษณ์หรือออกความเห็นกรณีที่ถูกวิพากวิจารณ์แต่อย่างใด โดยให้ความเห็นว่าไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด ขออยู่สอนธรรมะให้กับสามเณรแบบสงบเรียบง่ายจะดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับศูนย์ปฏิบัติธรรมป่าหนองสารแห่งนี้ เคยปรากฏเป็นข่าวไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อต้นปี 2560 โดยครั้งนั้น ศูนย์ปฏิบัติธรรมดังกล่าว ยังเป็นแค่วัดร้างอายุกว่า 100 ปี ที่กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ ต.หนองกระโดน ได้รวมพลังช่วยกันเองคนละไม้ละมือบูรณะซ่อมแซมวัดร้างขึ้นมาใหม่ จนกระทั่ง มาเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมป่าหนองสาร และปัจจุบันนี้ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมก็ยังฝึกสอนสามเณรให้มีสมาธิใช้เวลาให้เกิดประโยชน์และประชาชนทั่วไปให้ยึดมั่นในหลักพระพุทธศานาจนเป็นที่เคารพของชาวบ้านหนองกระโดนมาจนทุกวันนี้.

สวยงามตระการตา! ริ้วขบวน“ ใต้ร่มพระบารมี 236 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ”

กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมใต้ร่มพระบารมี 236 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

วันนี้ ( 21 เม.ย. 61 ) ที่ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ กรุงเทพมหานคร กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมใต้ร่มพระบารมี 236 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นวันแรก จนถึงวันที่ 25 เม. ย. 61 รวม 5 วัน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีที่ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรีที่ได้ทรงนำพาและพัฒนาประเทศให้เป็นปึกแผ่นและมีความเจริญรุ่งเรืองมา ครบรอบ 236 ปี

โดยงานครั้งนี้มีริ้วขบวนที่แสดงถึงประวัติความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์และเหตุการณ์สำคัญสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 10 ภายใต้แนวคิด “ รัตนโกสินทร์เรือนรอง ” จำนวน 11 ริ้วขบวน ได้แก่ 1. เฉลิมฉลอง 236 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ 2. รัชกาลที่ 1 สร้างบ้านแปงเมือง 3. รัชกาลที่ 2 ฟูเฟื่องวรรณกรรม 4. รัชกาลที่ 3 เลิศล้ำเศรษฐกิจ 5. รัชกาลที่ 4 แนวคิดอารยะ 6. รัชกาลที่ 5 วัฒนะสู่สากล 7.รัชกาลที่ 6 มากล้นการ 8. ศึกษา รัชกาลที่ 7 ประชาธิปไตย 9. รัชกาลที่ 8 นำไทยสามัคคี 10. รัชกาลที่ 9 พระบารมีเปี่ยมล้น และ 11. รัชกาลที่ 10 ประชาชนเปี่ยมสุข ซึ้งประชาชนแต่งกายด้วยชุดไทยในสมัยต่างๆ เข้าร่วมริ้วขบวนอย่างสวยงาม

ทั้งนี้ ริ้วขบวนได้เริ่มเคลื่อนจากพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ระยะทาง 2.5 กม. ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ผ่านถนนราชดำเนินกลางสนามหลวงจนถึงโรงละครวังหน้า รถริ้วขบวนจะไปจอดที่ด้านหน้าโรงละครแห่งชาติเรียงยาวไปทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครและมหาวิทยาลัยธรรมศาสต์ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ชมพร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกได้จนถึงเวลา 24:00 น.

อย่างไรก็ตามยังมีกิจกรรมในพื้นที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และรอบเการัตนโกสินทร์ ได้แก่

1. โรงละครแห่งชาติ (โรงใหญ่) วันที่ 21-25 เมษายน 2561 เวลา 16.00-19.00 น. กิจกรรมสุดยอดการแสดงยุครัตนโกสินทร์และการแสดงจากมิตรประเทศ ได้แก่ การแสดงนาฏยหุ่นไทย (ชุมนุมหุ่นไทย) โขนเรื่อง “รามเกียรติ์ ชุดรามราชจักรี” อุปรากรจีน (งิ้ว) เรื่อง รามเกียรติ์ และกิจกรรมในโซน “เสน่ห์ไทยวันวาน” มีการสาธิตภูมิปัญญาและจำหน่ายอาหารไทยโบราณ บริการให้เช่าชุดไทยย้อนยุค แต่งกายย้อนยุคถ่ายภาพย้อนวันวาน

2. โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก) วันที่ 22-24 เมษายน 2561 เวลา 13.00-15.00 น. เสวนาทางวิชาการที่เกี่ยวเนื่องกับกรุงรัตนโกสินทร์

3. พิพิธภันฑสถานแห่งชาติ พระนคร วันที่ 21-25 เมษายน 2561 เวลา 14.00-21.00 น. จัดเป็นโซน “เสน่ห์ไทยเมื่อวันวาน” มีการสาธิตภูมิปัญญาและจำหน่ายอาหารไทยโบราณ บริการให้เช่าชุดไทยย้อนยุค แต่งการย้อนยุคถ่ายภาพย้อนวันวาน และการแสดงทางวัฒนธรรม ประกอบด้วย หุ่นละครเล็กคลองบางหลวง มหกรรมการแสดงพื้นบ้านนานาชาติ และกิจกรรมยลวังหน้ายามเย็น เยี่ยมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ

4. สวนสันติชัยปราการ (บางลำพู) วันที่ 21-25 เมษายน 2561 จัดเป็นโซน “เสน่ห์บางกอก” สาธิตและจำหน่ายอาหารของดีวิถีชุมชน กรุงเทพมหานคร ร้านค้าของที่ระลึกชุมชนในบางกอก จุดถ่ายภาพ วิถีวัฒนธรรมชุมชนบางลำพู การแสดงทางวัฒนธรรม เวลา 18.00-21.00 น. ประกอบด้วย การแสดงดนตรีไทยจากดุริยประณีตชุมชนบางลำพู ละครนอก โขนสด และมีมัคคุเทศก์น้อยนำชมงาน

5. ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร วันที่ 21-25 เมษายน จัดเป็นโซน “เสน่ห์วิถีถิ่น วิถีไทย” ตลาดประชารัฐร่วมใจ ของดีบ้านฉันจาก 4 ภาค สาธิตวิถีชีวิตชุมชน ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น จำหน่ายสินค้าและอาหารพื้นนเมือง และกิจกรรมการแสดงพื้นบ้าน เวลา 18.00-21.30 น. ประกอบด้วย มหกรรมการแสดงพื้นบ้าน มหกรรมการแสดงพื้นบ้านนานาชาติ คอนเสิร์ตศิลปินแห่งชาติ เป็นต้น

6. รอบเกาะรัตนโกสินทร์ วันที่ 21-25 เมษายน มีกิจกรรม ประกอบด้วย นิทรรศการและการแสดงต่างคล้าย ใช่เลย นิทรรศการและมหกรรมการแสดงพื้นบ้านนานาชาติ ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน กิจกรรมไหว้พระเสริมสิริมงคล เยี่ยมยล ชมวัง พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และศาสนสถาน เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดสุทัศนเทพวราราม วันบางขุนพรหม วังปารุสกวัน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์บางลำพู เทวสถาน เป็นต้น ประชาชนสามารถเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีรถโดยสารให้บริการฟรี ทั้งนี้จะมีพิธีปล่อยขบวนรถในวันที่ 21 เมษายน เวลา 09.30 น. ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ผ่านสถานที่ต่าง ๆ รอบเกาะรัตนโกสินทร์ และสิ้นสุดที่วัดมหาธาตุยุวราชังสฤษฎิ์

7. โรงภาพยนตร์สกาล่า วันที่ 24-27 เมษายน กิจกรรมชมสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และนิทรรศการ จำนวน 10 เรื่อง นอกจากนี้ จัดประกวดภาพถ่ายวัฒนธรรมไทยในสมัยรัชกาลที่ 10 เมษายนระหว่างเดือนจนถึงพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ ติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม โทร 1765 หรือ www.m-culture.go.th

อุทาหรณ์ชาร์จไฟโน๊ตบุ๊ค-มือถือ ทิ้งไว้ ระเบิดไฟไหม้บ้าน

อุทาหรณ์ชาร์จไฟโน๊ตบุ๊ค-มือถือ ทิ้งคาปลั๊กพ่วง ส่งผลให้เกิดเหตุระเบิดไฟไหม้บ้าน

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านเลขที่ 399 / 182 หมู่บ้านรุ่งเรืองคลอลิตี้เฮาส์ ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านหรูชั้นเดียว ไฟได้ลุกไหม้บริเวณห้องรับแขก ลุกลามอย่างรวดเร็ว เจ้าของบ้านได้ตะโกน ขอความช่วยเหลือจนแตกตื่นกันทั้งซอย ขณะที่เพื่อนบ้านมาช่วยกันดับไฟใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงดับไฟไว้ได้ ก่อนที่รถดับเพลิงจะมาถึง แต่ทรัพย์สินบริเวณห้องรับแขกได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด

นายเกษม ทองเอก อายุ 30 ปี ครูสอนภาษา เจ้าของบ้าน บอกว่า ก่อนเกิดเหตุได้นั่งทำงานบริเวณห้องรับแขก โดยเสียบปลั๊กชาร์จไฟคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค และ พัดลมระบายความร้อน รวมทั้งโทรศัพท์มือถืออีก 2 เครื่อง รวมกันที่ปลั๊กพ่วงโดยวางโน๊ตบุ๊คและโทรศัพท์มือถือไว้บนโซฟา หลังจากนั่งทำงานได้ประมาณ 3 ชั่วโมง เกิดง่วงนอนจึงงีบหลับไป จนกระทั่งได้ยินเสียงระเบิดดังในบ้าน ตื่นขึ้นมาเห็นประกายไฟจากโทรศัพท์มือถือและโน๊ตบุ๊คไปติดผ้าม่านประตู จนเกิดไฟลุกไหม้ลุกลาม เมื่อตั้งสติได้จึงรีบวิ่งไปหลังบ้านเอาน้ำมาดับและตระโกนร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านทั้งซอย จนพากันมาช่วยกันดับไฟได้ทัน

เหตุครั้งนี้ถือว่าเป็นอุทาหรณ์ในการเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอันในปลั๊กพ่วงเดียวกัน จนทำงานหนักเกิดลัดวงจร อย่างไรก็ตามทางตำรวจพิสูจน์หลักฐานจะเข้าตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง