สกู๊ปพิเศษ | สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ผุดโครงการจ้างงานผู้ป่วยจิตเวช

หากพูดถึงสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา หลายคนอาจจะสงสัยว่าคือที่ไหน แต่หากพูดคำว่า”หลังคาแดง”แล้ว หลายคนก็อาจจะถึงบางอ้อทันที ซึ่งที่นี่คือที่เดียวกัน และเป็นสถาบันที่รักษาผู้ป่วยจิตเวชแห่งแรกในประเทศไทย โดยในปัจจุบัน สถาบันได้ริเริ่มโครงการจ้างงานผู้ป่วยจิตเวชขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยจิตเวชมีงานทำ มีรายได้ พึ่งพาตนเอง ลดภาระของครอบครัว กลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ “หลังคาแดง” เป็นโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกในประเทศไทย ก่อตั้งมานานถึง 130 ปี โดยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

 ด้วยเนื้อที่กว่า 44 ไร่ ทำให้สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ได้รับการจัดสรรสภาพแวดล้อมให้มีความร่มรื่น สร้างทั้งความสบายตาและความสบายใจแก่ผู้มาเยือนได้ไม่น้อย โดยปัจจุบันให้บริการบำบัดรักษาผู้ป่วยจิตเวช ประสาทวิทยา ประสาทศัลยศาสตร์ ประสาทจิตเวชศาสตร์ และเป็นสถาบันที่ให้การศึกษาและฝึกอบรมทางด้านจิตเวชศาสตร์ด้วย

 จากการให้บริการบำบัดรักษาผู้ป่วยจิตเวชมาอย่างยาวนาน จึงได้พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากผู้ป่วยเข้ารับบริการจนอาการดีขึ้นแล้ว คือการขาดโอกาสในการทำงาน เนื่องจากสถานประกอบการไม่มั่นใจในประสิทธิภาพการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกับสังคมของผู้ป่วย ทำให้เมื่อปี 2560 สถาบันจิตเวชศาสตร์ริเริ่มที่จะทำโครงการจ้างงานผู้ป่วยจิตเวช โดยเริ่มทดลองในผู้ป่วย 4 คน และประสานกับสถานประกอบการเอกชนที่รับผู้ป่วยเข้าทำงาน จนปัจจุบันสามารถผลักดันผู้ป่วยเข้าทำงานในสถานประกอบการเป็นการถาวรได้แล้ว 1 คน

ในระยะ 1 เดือนแรก ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเข้าฝึกในกิจกรรมโรงพยาบาลกลางวัน ซึ่งจะดูแลในเรื่องระบบความคิด พฤติกรรมทางจิตใจ และการดูแลตัวเองของผู้ป่วย ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูทักษะพื้นฐานในการดำเนินชีวิต ทักษะในการอยู่ร่วมกับสังคม ทักษะพื้นฐานในการทำงานเบื้องต้น ระยะเวลา 3 เดือน และฝึกทักษะทางอาชีพที่ถนัดและสนใจ ทดลองทำงานจริงภายในสถาบันโดยมีพี่เลี้ยง อีก 3 เดือน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการประเมินและส่งตัวไปฝึกกับสถานประกอบการจริง เมื่อประเมินผ่านเกณฑ์ สถานประกอบการก็จะรับผู้ป่วยเข้าทำงาน

ด้านญาติของผู้ป่วยจิตเวช 1 ใน 4 ที่ได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการและได้ทำงานจริง บอกว่ารู้สึกดีใจมากที่เห็นหลานพึ่งพาตัวเองได้ มีงานทำมีเงินใช้ หลังจากรักษาตัวกับที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยามานานถึง 20 ปีด้วยอาการหูแว่ว ประสาทหลอน

โครงการจ้างงานผู้ป่วยจิตเวช ของสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ไม่เพียงแต่จะทำให้สังคมยอมรับผู้ป่วยจิตเวชมากขึ้น ครอบครัวมีความสุขขึ้น แต่ที่สำคัญยังทำให้ผู้ป่วยยอมรับตัวเองและกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณค่าอีกครั้ง

กีรติ ศรีน้อย ถ่ายภาพ

ลลิตวดี ตั้งสิริตระกูล MONO 29 รายงาน

ศาลสั่ง สตช. ชดใช้เหยื่อผู้กองณัฏฐ์ 2.7 ล้าน คดียัดยา-ใช้ไฟฟ้าชอร์ตอวัยวะเพศ

ศาลสั่ง สตช. ชดใช้เหยื่อผู้กองณัฏฐ์ 2.7 ล้าน หลังมีการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ โดยยัดยา-ใช้ไฟฟ้าชอร์ตอวัยวะเพศ

วันที่ 18 เมษายน 2561 ที่ศาลจังหวัดตรัง นายชยุตพงษ์ เปรมวิจิตรรุ่งเรือง ทนายความ พร้อมด้วยนางวันเพ็ญ คงมาก อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 407 หมู่ที่ 11 ตำบลลำนาว อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช เดินทางไปรับฟังคำพิพากษาของศาล ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ในคดีดำเลขที่ พ.871/58 และเลขแดงที่ 663/59 ที่นายประดิษฐ์ คงมาก พร้อมด้วยนางวันเพ็ญ คงมาก สองสามีภรรยาเป็นโจทย์ยื่นฟ้องแพ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฐานความผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ เรียกค่าเสียหายจำนวน 14.3 ล้านบาท

โดยฝ่ายจำเลยคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งตัวแทน คือ พ.ต.ท.สุรพล ณ พัทลุง ตำแหน่งรองผู้กำกับการสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดตรัง เป็นตัวแทนไปรับฟังคำพิพากษาในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ฟ้องร้องคดีแพ่งต่อเนื่องจากคดีอาญา กรณีที่ ร.ต.อ.ณัฏฐ์ ชลนิธิวณิชย์ หรือ ผู้กองณัฏฐ์ อดีต ตชด.ที่ 42 อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมพวก กระทำการจับกุม 2 สามีภรรยาในข้อหาครอบครองยาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า) จำนวน 20 เม็ด เมื่อเดือนมกราคม 2550

จากนั้นนำตัวไปทรมานทำร้ายร่างกายโดยใช้ไฟฟ้าชอร์ตที่ขาและอวัยวะเพศ ใช้ถุงสวมศีรษะไม่ให้มีอากาศหายใจ และใช้เชือกรัดคอเพื่อรีดทรัพย์ แต่ทั้งสองคนไม่ยอมจ่ายและไม่ยอมรับสารภาพ โดยยืนยันยาบ้าดังกล่าวเป็นของเจ้าหน้าที่ที่นำมายัดให้ จากนั้นจึงได้ส่งตัวไปดำเนินคดีที่ สภ.รัษฎา จ.ตรัง ซึ่งสองสามีภรรยาให้การปฏิเสธและมีการต่อสู้คดีในชั้นศาล ผลปรากฏว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จังหวัดตรังได้พิพากษายกฟ้อง 2 สามีภรรยา

จากนั้นผู้เสียหายทั้ง 2 คน จึงเป็นโจทย์ฟ้องกลับเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามมาเป็นจำนวนเงิน 14.3 ล้านบาท และแจ้งความกับกองปราบปราบเอาผิดกับ ร.ต.อ.ณัฏฐ์ ชลนิธิวณิชย์ หรือ ผู้กองณัฏฐ์ กับพวก ซึ่งผู้กองณัฏฐ์รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่าผู้กองณัฎฐ์กับพวกมีความผิดจริง จึงสั่งลงโทษจำคุกเป็นเวลา 7 ปี 6 เดือน

ขณะที่ลูกน้องอีก 2 คน ศาลสั่งจำคุกคนละ 5 ปี โดยไม่รออาญา ซึ่งผู้กองณัฎฐ์ไม่ได้ยื่นร้องอุทธรณ์ต่อ ขณะที่ลูกน้องอีก 2 คน มีการยื่นอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่เป็นเอกฉันท์ และมีการยื่นฟ้องศาลฎีกาต่อ โดยศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา พิพากษายกฟ้องทั้ง 2 คน

ทั้งนี้ ผลการพิพากษาตัดสินของศาลสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชดใช้แก่ 2 สามีภรรยา เป็นเงินจำนวน 2,799,000 บาท และดอกเบี้ยอีกจำนวน ร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะมีการชำระกันเสร็จสิ้น และจ่ายค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท

ด้านนายชยุตพงษ์ เปรมวิจิตรรุ่งเรือง ทนายความ พร้อมด้วยนางวันเพ็ญ คงมาก กล่าวว่า มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทั้งหมด 14.3 ล้านบาท แต่ศาลสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจ่ายแค่ 2.7 ล้านบาทเศษ ซึ่งน้อยเกินไป ส่วนตัวคาดหวังว่าหากได้ประมาณ 5 ล้านบาทจะไม่ต่อสู้อีกแล้ว เพราะความสูญเสียที่ครอบครัวคงมากได้รับนับเป็นเวลา 11 ปี 4 เดือน ที่ครอบครัวต้องล่มสลายสูญเสียอาชีพ ทรัพย์สินทั้งหมด บ้าน ที่ดิน ที่ต้องขายเพื่อนำมาต่อสู้คดีจนหมดเนื้อหมดตัว จึงเตรียมหารือร่วมกันอาจจะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อเพราะคิดว่าน้อยเกินไป

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด จากการสอบถามทางโทรศัพท์ เมื่อ 2 คน ได้ปรึกษาหารือกันแล้ว และคิดคำนวณเงินที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องชดใช้ให้ตามคำสั่งศาล คิดได้ประมาณ 5 ล้านบาท ทำให้นางวันเพ็ญจึงตกลงใจจะไม่ยื่นอุทธรณ์ เพราะพอใจในคำตัดสินของศาลแล้ว

หนึ่งเดียวในโลก! แห่พญายม วันไหลสงกรานต์ของชาวตำบลบางพระ

หนึ่งเดียวในโลก! แห่พญายม ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานในวันไหลสงกรานต์ของชาวตำบลบางพระ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 18 เมษายน 2561 ที่บริเวณคอเขาบางพระ หมู่4 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายสมเจตน์ เกตุวัตถา นายกเทศมนตรีตำบลบางพระ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบางพระ ผู้นำชุมชนและชาวชุมชนในเขตเทศบาลตำบลบางพระ ได้จัดขบวนแห่องค์พญายม จากบริเวณคอเขาบางพระไปบนถนนสุขุมวิท เข้ารอบตลาดบางพระ ลงไปที่ชายทะเลบางพระ

ซึ่งปีนี้องค์พญายมเป็นภาคยักษ์กึ่งมนุษย์ มือขวาถือกระบองหัวกะโหลกประดับลายไทยลงสีดำและสีทอง มือซ้ายถือบ่วงบาศก์สีดำ ทรงเครื่องสร้อยสังวาลย์สีแดงและสีทอง เพชรพลอยเป็นเครื่องประดับ ผ้านุ่งเป็นสีน้ำเงิน เขียว มีความพลิ้วไหวของชายผ้า มีใบหน้าเคร่งขรึม รูปร่างสูงใหญ่ บึกบึน น่าเกรงขาม และที่สำคัญองค์พญายมในปีนี้เป็นอิริยาบทที่ยืนเป็นปีแรกตั้งแต่มีการปั้นมา และในขบวนแห่นั้นมีประชาชนจากชุมชนต่างๆ และหน่วยงานเอกชนได้ส่งรถตกแต่งที่สวยงามมาเข้าร่วมขบวนแห่องค์พญายมในครั้งนี้มี 29 ขบวน

โดยมีประชาชนทั้งใกล้และไกลต่างพากันมาเข้าชมขบวนแห่และร่วมเดินในงานเป็นจำนวนมาก ทำให้ขบวนแห่นั้นยาวถึง 2.5 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางก็จะมีการสาดน้ำสงกรานต์กันตลอดสองข้างทาง เนื่องจากเป็นวันไหลบางพระก็จะมีประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมสาดน้ำสงกรานต์และร่วมแห่องค์พญายมอีกด้วย ซึ่งเมื่อแห่องค์พญายมไปถึงชายทะเลบางพระแล้วทำพิธีบวงสรวงองค์พญายม ก็จะมีการตั้งบวงสรวงด้วยข้าวปลาอาหาร ให้ชาวบ้านกราบไหว้ขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุข

หลังจากที่พระอาทิตย์ใกล้ตกดินก็จะนำองค์พญายมลงไปลอยทะเลปล่อยทุกข์ ปล่อยโศก ให้ลอยไป ทั้งนี้ถือว่าเป็นประเพณีที่จัดขึ้นเป็นแห่งเดียวในโลก โดยการจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น, การฟื้นฟูและสืบสานภูมิปัญญาไทย เผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นสู่สากล ส่งเสริมการละเล่นพื้นบ้าน, ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้ของประชาชนและเพื่อให้เป็นงานประจำปีของเทศบาลตำบลบางพระอย่างต่อเนื่อง

โดยการแห่องค์พญายมของเทศบาลตำบลบางพระนี้ จัดขึ้นทุกวันที่ 18 เมษายน ของทุกปี และปีนี้เทศบาลตำบลบางพระ นายสมเจตน์ เกตุวัตถา นายกเทศมนตรีตำบลบางพระ กล่าวว่า จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังมีชีวิตอยู่ การแห่องค์พญายมในวันสงกรานต์นั้น เป็นความเชื่อของชาวบางพระตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ว่าจะสามารถช่วยสะเดาะเคราะห์ และปล่อยสิ่งเลวร้ายทั้งหลาย เช่น การเจ็บไข้และความตายให้ลอยพ้นไปกับองค์พญายม และเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของประชาชนทั้งสองฝั่งคลอง

ซึ่งชาวตำบลบางพระยึดมั่นมาโดยตลอดในช่วงของฤดูกาล และเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนทั้งโลกให้ความสนใจกับประเพณี ซึ่งเดิมนั้นตำบลบางพระเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่เลียบชายฝั่งทะเล โดยมีชาวบ้านยืดอาชีพทำการประมงเป็นหลัก จนอยู่มาวันหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดกับหมู่บ้านแห่งนี้ ก็คือมีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคอหิวา ที่ทำให้ชาวบ้านและสัตว์เลี้ยงน้อยใหญ่ต้องล้มป่วยและตายไปเป็นจำนวนมาก ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้เลย

แต่อยู่มาวันหนึ่งได้มีชาวบ้านเกิดนิมิตว่าการที่จะลบล้างให้ชาวบ้านตำบลบางพระได้พ้นภัยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้ ก็คือ การสร้างองค์พญายมผู้เป็นใหญ่ขึ้นมาเพื่อทำการสะเดาะเคราะห์ พร้อมทั้งนำเครื่องบวงสรวงมาเส้นไหว้แล้วแห่นำไปทั่วหมู่บ้าน  โดยให้ชาวบ้านทุกคนมารวมตัวกันที่บริเวณกลางลานหมู่บ้านเพื่อเป็นการทำพิธีขอขมาลาโทษต่อองค์พญายมผู้เป็นใหญ่และทำการปล่อยองค์พญายม

เมื่อขบวนแห่องค์พญายมมาถึงชายหาดบางพระให้ชาวบ้านจะนำองค์พญายมนั่งหันหน้าออกสู่ทะเล แล้วทำพิธีบวงสรวงด้วยเครื่องเซ่นไหว้อาหารคาวหวานก่อน โดยพิธีการในการปล่อยองค์พญายมเมื่อก่อนนั้น จะทำพิธีบวงสรวงแล้วนำองค์พญายมลุยน้ำลงไปในทะเลให้ลึกและไกลที่สุดจากชายฝั่งเพื่อให้องค์พญายมนั้นนำความทุกข์โศก โรคภัยไข้เจ็บ และความตายให้พ้นไปจากชาวบางพระ

ซึ่งพอพิธีปล่อยองค์พญายมเสร็จสิ้นตะวันก็จะลับจากผิวน้ำไป ความมืดจะค่อยๆ เข้ามาปกคลุม ทำให้มองเห็นองค์พญายมลอยตะคุ่มๆ อยู่ในทะเลที่ไกลออกไป ทำให้ชาวบ้านมีความคิดว่าสิ่งที่ชั่วร้ายต่างๆ ได้ถูกองค์พญายมนำไปแล้ว และนำมาซึ่งความร่มเย็น ความเจริญสิ่งดีงามให้แก่ชาวบางพระสืบไป

หลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวบ้านก็พ้นภัยจากการล้มป่วยด้วยโรคดังกล่าว ซึ่งทำให้ชาวบ้านได้ยืดถือประเพณีนี้สืบทอดกันมานับชั่วชีวิตคน จนมาถึงในยุคปัจจุบันประเพณีดังกล่าวนี้ก็ยังคงมีไว้ให้ลูกหลานสืบทอด และอนุรักษ์ประเพณีแห่พญายมหนึ่งเดียวในโลกนี้ไว้สืบต่อไป