ดีเดย์! 19 เม.ย. เริ่มเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ช่วงชลบุรี-พัทยา

ดีเดย์! 19 เม.ย. มอเตอร์เวย์ ช่วงชลบุรี-พัทยา เริ่มเก็บค่าผ่านทางสำหรับรถยนต์ 4 ล้อ ตั้งแต่ราคา 10 บาท สูงสุด 105 บาท

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมในการเก็บค่าธรรมเนียมบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ช่วงชลบุรี – พัทยา ที่จะเริ่มในวันที่ 19 เมษายน 2561 ว่า หลังจากที่กรมทางหลวงได้ทดลองการใช้ระบบปิด (Ciosed System) เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการให้ประชาชนคุ้นเคยกับระบบดังกล่าว ดังนั้นกรมทางหลวงมั่นใจว่าในวันที่ 19 เมษายน 2561 นี้ซึ่งเป็นวันแรกที่จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเริ่มต้นตั้งแต่ราคา 10 บาท สูงสุด 105 บาท สำหรับรถยนต์ 4 ล้อ

ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นห่วงคือการจ่ายเงินในขาออกตามด่านต่างๆเนื่องจากการทดลองที่ผ่านมายังไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมดังนั้นเพื่อความสะดวกลดปัญหารถชะลอตัวหน้าด่าน ขอให้ผู้ใช้ทางตรวจสอบเงินค่าธรรมเนียมให้พร้อม

นอกจากนี้ ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา สามารถใช้บัตร เอ็มพาส และอีซี่พาส ได้ทันทีในวันที่ 19 เมษายน 2561 นี้ หากผู้เดินทางต้องการความรวดเร็วสามารถสมัครรับบริการได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เคทีบีเน็ตแบงก์ ศูนย์บริการทางหลวงขาออกบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และบริเวณด่านทับช้าง 2 บนทางหลวงหมายเลข 9 (ช่วงบางปะอิน-บางนา) สอบถามเพิ่มเติมที่ M-Pass Call Center โทร.1586 กด 9 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ชาวสวนปาล์มภาคใต้สุดทน ภาครัฐไม่เหลียวแล ขู่ปิดโรงงานไฟฟ้ากระบี่กดดัน

ชาวสวนปาล์มน้ำมันภาคใต้สุดทน รัฐบาลเพิกเฉยไม่เหลียวแล รวมตัวยื่นฟ้องศาลปกครองให้เวลารัฐบาลแก้ปัญหา 15 วัน ขู่ปิดโรงงานไฟฟ้ากระบี่กดดัน

วันที่ 18 เม.ย.61 ที่ศาลปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราช เลขที่ 5/8 หมู่ 6 ต.นาพรุ ถนนนครศรีธรรมราช – ร่อนพิบูลย์ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช เกษตรกรสวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดภาคใต้กว่า 100 คน นำโดยนายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานกลุ่มคนปลูกปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย นายสมพร ศรีเพ็ชร นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมัน จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมกับทนายความ

เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว เรื่องราคาปาล์มน้ำมันกับศาลปกครองนครศรีธรรมราช พร้อมฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้ดำเนินคดีรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เพิกเฉยในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร โดยให้เวลารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นเวลา 15 วัน หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กลุ่มเกษตรกรสวนปาล์มในจังหวัดภาคใต้จะรวมตัวปิดโรงงานไฟฟ้า จังหวัดกระบี่ เพื่อกดดันรัฐบาล

นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานกลุ่มคนปลูกปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ได้รับความเดือดร้อน ตนพร้อมตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันทุกกลุ่มทั่วภาคใต้ กว่า 100 คน เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อขอความคุ้มครองชั่วคราวราคาปาล์มน้ำมันกับศาลปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราช และยื่นฟ้องรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานใดสามารถให้การช่วยเหลือเกษตรกรสวนปาล์มได้เลย ทุกวันนี้ราคาปาล์มน้ำมันดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวันนี้กิโลกรัมละ 2 บาท เท่านั้น

นายชโยดม กล่าวอีกว่า เกษตรกรสวนปาล์มหมดที่พึ่งแล้ว ได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส จึงรวมตัวกันยื่นฟ้องรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมัน ประกอบด้วย 1 ให้รัฐบาลสนับสนุนการส่งออกปาล์มน้ำมันสู่ตลาดต่างประเทศ  และให้รัฐบาลชดเชยราคาส่วนต่างให้กับเกษตรกร 2 สนับสนุนให้โรงงานไฟฟ้า จ.กระบี่ รับซื้อผลปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า และ 3 น้ำมันไบโอดีเซลควรปรับเป็น บี 10 เทียบเท่ากับประเทศเพื่อนบ้าน เกษตรกรกรสวนปาล์มน้ำมันให้เวลารัฐบาล 15 วัน ในการแก้ปัญหา หากยังไม่มีการแก้ปัญหาแต่อย่างใด เกษตรกรสวนปาล์มในพื้นที่ภาคใต้จะรวมตัวปิดโรงงานไฟฟ้าที่ จ.กระบี่ เพื่อกดดันรัฐบาล

อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ แฉ เบื้องลึกประมูลรถเมล์เอ็นจีวี ที่คนไทยต้องรู้!!

อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ แฉ เบื้องลึกประมูลรถเมล์เอ็นจีวี ที่คนไทยต้องรู้!! ชี้ หากสอบสวนกันอย่างจริงจังจะสามารถหาตัวคนที่แฝงทำงานนี้ได้

หลังจากที่วานนี้ (17 เม.ย.) ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์แนะทางออกให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อไม่ต้องจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัทที่ชนะการประมูลครั้งที่ 4 นั่นคือบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด จำนวนประมาณ 1,160 ล้านบาท ตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง เนื่องจากถูก ขสมก.บอกเลิกสัญญา

ล่าสุด วันนี้ (18 เม.ย.) ดร.สามารถ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค โดยเปิดเบื้องลึกประมูลรถเมล์เอ็นจีวีที่คนไทยต้องรู้ ซึ่งระบุว่า อะไรทำให้การประมูลจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีต้องล่าช้ามาจนถึงบัดนี้เป็นเวลาถึง 13 ปี ทำไมจึงมีความพยายามเขี่ยเบสท์รินให้ตกไป ทั้งๆ ที่ เบสท์รินเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางถึง 632 ล้านบาท

และเบสท์รินเสนอราคาต่ำกว่า ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์ถึง 870 ล้านบาท ทำไมจึงมีความพยายามให้ ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์เป็นผู้ชนะการประมูล ทั้งๆ ที่เสนอราคาสูงกว่าราคากลางถึง 240 ล้านบาท อะไรทำให้ ขสมก.ต้องการซื้อรถเมล์เอ็นจีวีที่มีราคาแพงกว่า ประเด็นเหล่านี้น่าติดตามอย่างยิ่ง

น่าสนใจมากว่าใครเป็นคนที่แฝงตัวทำงานนี้ แต่จะเป็นใครก็ตามหาได้ไม่ยากถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอยากจะหา เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจตามมาตรา 12 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519 ที่จะเรียกประธานกรรม กรรมการ ผู้อำนวยการ ขสมก. พนักงานหรือลูกจ้างมาชี้แจงข้อเท็จจริง

หรือตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามที่สื่อมวลชนเสนอข่าวและมีการร้องเรียนว่าการประมูลครั้งที่ 8 เป็นการประมูลที่ไม่โปร่งใส แต่ รมว.คมนาคมได้ใช้อำนาจนี้แล้วหรือไม่ หากยังไม่ได้ใช้ ถามว่าทำไมจึงปล่อยให้เป็นข้อกังขาของสาธารณชน แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่สายที่ รมว.คมนาคมจะตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ประจักษ์ในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู ดังนี้

1. ทำไมจึงมีการเชิญชวนให้บริษัทเข้าร่วมประมูลโดยกำหนดให้ยื่นเอกสารภายในระยะเวลาสั้นๆ หากบริษัทใดไม่รู้ข้อมูลล่วงหน้ามาก่อนก็ไม่สามารถเตรียมเอกสารได้ทัน กล่าวคือ ขสมก.ได้มีหนังสือเชิญชวนบริษัทรอบแรก 7 บริษัท เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 โดยกำหนดให้ยื่นเอกสารในวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ทำให้มีเวลาเตรียมเอกสารจำนวนมากทั้งเอกสารด้านคุณสมบัติของบริษัท เอกสารด้านเทคนิคและด้านราคาเพียง 10 วันทำการเท่านั้น อนึ่ง ในการเชิญรอบแรกนั้นปรากฏว่ามี ช.ทวีรวมอยู่ด้วย

2. เหตุใด ขสมก.จึงเชิญชวนบริษัทเพิ่มเติมรอบที่ 2 อีกจำนวน 4 บริษัท เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 โดยกำหนดให้ยื่นเอกสารในวันที่ 7 ธันวาคม 2560 เหมือนเดิม ทำให้มีเวลาเตรียมเอกสารจำนวนมากเพียง 3 วันทำการเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถเตรียมเอกสารจำนวนมากได้ทันแน่หากไม่จับมือร่วมทำงานกับบริษัทที่ได้รับเชิญรอบแรก

อนึ่ง ในการเชิญรอบที่ 2 นั้นปรากฏว่ามีสแกนอินเตอร์รวมอยู่ด้วย เมื่อดูระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 พบว่าระเบียบนี้ได้กำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการมีหนังสือเชิญชวนบริษัทไม่น้อยกว่า 3 รายเท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุใด ขสมก.จึงต้องมีหนังสือเชิญชวนบริษัทเพิ่มเติมรอบที่ 2 อีก 4 ราย ทั้งๆ ที่การเชิญชวนรอบแรกมีจำนวนบริษัท 7 ราย ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวแล้ว

3. อะไรทำให้ ช.ทวีซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับเชิญในรอบแรกและเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในการให้บริการรถโดยสารต้องยอมจับมือกับสแกนอินเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับเชิญในรอบที่ 2 ตั้งเป็นกลุ่มร่วมทำงานยื่นข้อเสนอให้ ขสมก.คัดเลือก ที่น่าแปลกมากก็คือมี 2 บริษัทนี้เท่านั้นที่เสนอตัวเข้าร่วมประมูลจากจำนวนบริษัทที่ได้รับเชิญทั้งหมด 11 บริษัท แต่บริษัททั้งสองนี้ไม่ได้แข่งขันกันเพราะได้จับมือกันตั้งเป็นกลุ่มร่วมทำงาน เสมือนเป็นบริษัทเดียว

หาก 2 บริษัทนี้ไม่จับมือกันตั้งเป็นกลุ่มร่วมทำงาน แต่แข่งขันกันก็เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ช.ทวีจะเป็นผู้ชนะ เพราะมีความพร้อมและประสบการณ์มากกว่า และที่สำคัญ เคยร่วมประมูลโครงการนี้มาก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงน่าสนใจมากว่าทำไม ช.ทวีจึงยอมให้สแกนอินเตอร์เข้าร่วมด้วย ซึ่งเป็นการแบ่งกำไรให้สแกนอินเตอร์ จากการที่สแกนอินเตอร์สามารถเข้าร่วมกลุ่มกับ ช.ทวีได้จึงน่าจะเป็นคำตอบได้ว่าเหตุใดจึงมีการเชิญสแกนอินเตอร์ในรอบที่ 2 ให้เข้าร่วมประมูลด้วย ส่วนบริษัทอื่นที่ได้รับเชิญไม่เข้าร่วมประมูลด้วย ทราบมาว่าเป็นเพราะไม่สามารถเตรียมเอกสารจำนวนมากได้ทันเวลา

4. ทำไมกรรมการ ขสมก.บางคนจึงมีความพยายามที่จะให้ ขสมก.ทำสัญญาซื้อรถและซ่อมบำรุงกับ ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์ ทั้งๆ ที่กลุ่มนี้เสนอราคาสูงกว่าราคากลางถึง 240 ล้านบาท และที่สำคัญ หากย้อนดูการประมูลที่ ช.ทวีเคยชนะโดยไม่ได้ร่วมกลุ่มกับสแกนอินเตอร์ พบว่า ช.ทวีเคยเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางโดยเสนอราคา 3,800 ล้านบาท มาครั้งนี้คือการประมูลครั้งที่ 8 ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์เสนอราคาเพิ่มขึ้นเป็น 4,260 ล้านบาท ซึ่งแพงกว่าที่เคยเสนอไว้เดิมถึง 460 ล้านบาท

เหตุใดจึงต้องเสนอราคาเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่ราคากลางไม่ได้เพิ่มขึ้น มีความจำเป็นอะไรที่ ช.ทวีต้องร่วมกลุ่มกับสแกนอินเตอร์ และต้องเสนอราคาแพงขึ้น เพราะหาก ช.ทวีไม่ร่วมกลุ่มกับสแกนอินเตอร์โดยยื่นข้อเสนอเพียงบริษัทเดียวไม่มีสแกนอินเตอร์มาพ่วงด้วยในราคาเดิมคือ 3,800 ล้านบาท ก็มีกำไรอยู่แล้ว

สำหรับรถของ ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์จำนวน 100 คัน ที่วิ่งให้บริการอยู่ในเวลานี้นั้น ผมขอเสนอให้ ขสมก.ยื่นหลักฐานการตรวจรับรถต่อศาลปกครองกลางหากมีการรับรถแล้วจริง ซึ่งอาจจะทำให้ศาลพิจารณายกเว้นการทุเลาตามมติของคณะกรรมการ ขสมก.ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2560 เฉพาะกรณีนี้ก็ได้ นั่นหมายความการรับรถจำนวน 100 คัน เป็นการรับรถที่ถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย พี่น้องประชาชนคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็สามารถใช้รถเมล์ใหม่ได้อย่างสบายใจ

เมื่อไหร่หนอคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้ใช้รถเมล์ใหม่กันอย่างทั่วถึงเสียที หากการประมูลจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีทำกันอย่างตรงไปตรงมา ป่านนี้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลคงไม่ต้องทนใช้รถเมล์เก่าที่มีสภาพเสื่อมโทรมมาจนถึงวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่าในยุคที่มีนายกรัฐมนตรีที่มีความมุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีคนกล้าทำเรื่องที่น่าละอายเช่นนี้ได้

โดยสรุป หากมีการสอบสวนประเด็นดังกล่าวข้างต้นกันอย่างจริงจัง รับรองว่าจะสามารถหาตัวคนที่แฝงตัวทำงานนี้หรือ “ไอ้โม่ง” ได้แน่ และหาได้ไม่ยากด้วย ปัญหาอยู่ที่ว่าอยากจะหาหรือไม่เท่านั้น