หวานนักเลงคีย์บอร์ด ข้าราชการออสซี่จวกรัฐผ่านทวิตฯได้ แค่ใช้ชื่อปลอม-ทวีตนอกที่ทำงาน

ข้าราชการในออสเตรเลีย สามารถวิจารณ์รัฐบาลผ่านโปรแกรมทวิตเตอร์ เพียงแค่ใช้ชื่อปลอม และทวีตนอกที่ทำงาน  

กรณีของ Michaela Banerji อดีตพนักงานแผนกตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย ถูกไล่ออกจากกรณีการกระทำผิดเมื่อปี 2013 หลังจากโพสต์ทวิตเตอร์ที่ใช่ชื่อสมมุติและไม่ระบุตัวตน มีเนื้อหาโจมตีนโยบายผู้ลี้ภัยของรัฐบาล โดยหลังจากนั้นพนักงานรายนี้ ได้เรียกร้องค่าทดแทน จากภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ซึ่งข้อเรียกร้องของเธอบรรลุผล

ศาลอุทธรณ์ฝ่ายบริหารของออสเตรเลีย (AATA) กล่าวว่าแรงจูงใจในการทวิตของเธอ “เป็นหลักเพื่ออธิบายเนื้อหาของนโยบายการรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศ ” โดยมีการระบุว่า พนักงานสาวรายนี้มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการมีส่วนร่วมอภิปรายทางการเมืองอย่างเสรี รวมถึงบัญชีทวิตเตอร์ที่ใช้โพสต์นั้นไม่ได้ระบุตัวตน เธอจึงประสบความสำเร็จในการต่อสู้ครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคดีนี้มีความสำคัญในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการโพสต์เรื่องราวผ่านสื่อสังคมออนไลน์และบทบาทการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเหล่าข้าราชการในประเทศซึ่งระบุว่า “ชอบ ” หรือ  “แบ่งปัน” โพสต์ที่มีผลกระทบต่อรัฐบาลรวมถึงการลงโทษทางวินัย

ดูบทความต้นฉบับ : Civil servant fired over Twitter attacks on government wins case

ชาวบ้านจี้สอบรอง ผกก. สั่งทำโทษลูกน้องมาช้า ทั้งๆ ที่ไปปฏิบัติหน้าที่

คลิปว่อนเน็ต รอง ผกก. สภ.พยัคฆภูมิพิสัย สั่งทำโทษลูกน้องในวันสงกรานต์  ฉุนมาช้า ทั้งๆ ที่เพิ่งกลับจากการระงับเหตุ 

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อช่วงค่ำวานที่ 17 เม.ย. 2561 ชาวบ้านตำบลลานสะแก อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม นำโดยนายนิกรพล ศรีชัย นายก อบต.ลานสะแก เข้าร้องทุกข์ต่อ พันตำรวจเอกวีระยุทธ์ ใบภักดี ผู้กำกับการ สภ.พยัคฆภูมิพิสัย เพื่อให้เอาผิดกับพันตำรวจโทยุทธนา บรรจงปรุ รองผู้กำกับการ สภ.พยัคฆภูมิพิสัย เนื่องจากเห็นว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ สั่งทำโทษลูกน้องตำรวจนายหนึ่ง ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งกลับจากปฏิบัติหน้าที่

โดยรายงานเผยว่า ก่อนเกิดเหตุ พันตำรวจโทยุทธนา ได้ออกตรวจพื้นที่ตำบลลานสะแก ช่วงวันสงกรานต์ พร้อมสั่งให้ตำรวจประจำตู้ยามลานสะแกทุกนายเข้าพบ แต่ร้อยตำรวจโทสันติสุข หลงสอน รองสารวัตรปราบปรามฯ เดินทางมารายงานตัวช้า เนื่องจากไประงับเหตุ จึงถูกสั่งทำโทษดันพื้น 30 ครั้ง แล้วสั่งให้กลิ้งบริเวณหน้าตู้ยาม และพันตำรวจโทยุทธนา ถืออาวุธปืน พร้อมพูดข่มขู่ชาวบ้านไม่ให้เข้ายุ่ง ก่อนจะกระชากโทรศัพท์ของผู้หญิงที่ถ่ายคลิปไว้

ซึ่งหลังเกิดเหตุนายนิกร พลศรีชัย นายกฯ อบต.ลานสะแก ได้เข้าไปสอบถามถึงการกระทำดังกล่าว ก็ถูกใช้อาวุธปืนข่มขู่ และชกจนปากแตก ก่อนจะทำลายจุดบริการประชาชนและทำลายประตูเสียหาย 2 บาน เมื่อเห็นว่า รอง ผกก. รายดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จึงได้เข้ายื่นเรื่องเพื่อให้ตรวจสอบ

เบื้องต้นทางผู้กำกับการ สภ.พยัคฆภูมิพิสัย ได้รับเรื่องไว้ พร้อมสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว

ข้อมูลข่าวจาก คลิป-ข่าว Thailand

‘เฟซบุ๊ก’ เจอมรสุมอีกลูก จ่อถูกฟ้องเรียกเงินมหาศาลปม ‘ระบบจำใบหน้า’

“เฟซบุ๊ก” เจอมรสุมอีกลูก อาจถูกฟ้องกรณีวางระบบ ‘จดจำใบหน้า’

ศาลสหรัฐรับมีมูล กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กในฐานนะโจทก์ร่วมกับฟ้องร้อง กรณีเฟซบุ๊กใช้ระบบจดจำใบหน้า ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีคำตัดสินวานนี้ว่า คำร้องของกลุ่มโจทก์ 3 คนในเมืองอิลลินอยส์ ที่กล่าวหาว่าเฟซบุ๊กใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า แท็กผู้ใช้กับรูปภาพในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กโดยไม่ได้รับอนุญาต และถือเป็นการละเมิดกฎรักษาข้อมูลไบโอเมตริกของรัฐนั้น ซึ่งมีมูลเพียงพอให้สามารถยื่นฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่มได้

คดีนี้เกิดจากกฎหมายที่เข้มงวดของรัฐอิลลินอยส์เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวในพระราชบัญญัติข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลไบโอเมตริกซ์ โดยรัฐอนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยภายในรัฐอิลลินอยส์สามารถฟ้อง บริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งกำหนดให้ บริษัทนั้น ๆ ต้องได้รับความยินยอมก่อนที่จะรวบรวมข้อมูลไบโอเมตริกซ์ โดยในคดีนี้ เฟซบุ๊กละเมิดกฎดังกล่าว เพราะมีฟีเจอร์ส่งคำแนะนำแท็กโดยใช้การจดจำใบหน้าเพื่อแนะนำแท็กสำหรับผู้ใช้ที่อัปโหลดรูปภาพลงบนเว็บไซต์

ส่วนทางด้านโฆษกเฟซบุ๊ก ออกประกาศว่า ขณะนี้บริษัทกำลังพิจารณาการตัดสินใจในเรื่องนี้อยู่ แต่บริษัทยังคงเชื่อมั่นในเทคโนโลยีดังกล่าวที่นำมาใช้ตั้งแต่ปี 2010 และเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลใบหน้าผู้ใช้ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2011 แม้ว่าบริษัทจะปิดใช้งานระบบดังกล่าวสำหรับผู้ใช้ในยุโรปเมื่อปี 2012 ไปแล้วก็ตามจากเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กที่ตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว อาจต้องเสียค่าปรับราว 1,000-5,000 ดอลลาร์ หรือราว 30,000-150,000 บาทต่อครั้งให้ผู้อยู่อาศัยนับล้าน ๆ คนที่อาศัยอยู่ในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายข้อนี้

ทั้งนี้ทั้งนั้นเฟซบุ๊กเจอมรสุมลูกใหญ่หลายครั้งติดต่อกัน คำตัดสินของศาลครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กซีอีโอ ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการให้ปากคำในสภาคองเกรสเกี่ยวกับความผิดพลาดเรื่องข้อมูลหลายสิบล้านคนรั่วไหล และมีผลต่อการเลือกตั้งในสหรัฐฯ เพียงไม่กี่สัปดาห์

ดูบทความต้นฉบับ : Facebook’s facial recognition features could cost it billions of dollars