หนุ่มถูกหมาวิ่งไล่รถจักรยานยนต์ โมโหกลับไปต่อว่าแต่ถูกเจ้าของหมายิงดับ

หนุ่มวัย 32 ถูกหมาวิ่งไล่รถจักรยานยนต์ โมโหกลับไปต่อว่าแต่ถูกเจ้าของหมายิงดับและหลบหนีไป ด้านเจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวดำเนินคดี

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 17เม.ย 61 นี้ ร.ต.อ.บุญลือ เมียนโอ ร้อยเวร สภ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายที่บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 14 ต.บางขัน อ.บางขัน หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.คมสัน พฤศวานิช ผกก. พ.ต.ท.สุรจิตร ตะกรุดเดิม รอง ผกก.ป แพทย์โรงพยาบาลบางขัน และเจ้าหน้าที่มูลนิใต้เต๊กตึ้ง อ.บางขัน ร่วมชันสูตรพลิกศพและสอบสวน

ที่เกิดเหตุบนถนนหน้าบ้านพบศพ นายเดโช รัตนพันธุ์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 14 ต.บางขัน อ.บางขัน สภาพศพนอนตายคว่ำหน้าจมกองเลือด จึงชันสูตรพลิกศพพบบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองยาว กระสุนเข้าบริเวณหน้าอกจำนวน 1 นัด ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนลูกซองตกอยู่ที่บนพื้นห่างจากศพประมาณ 5 เมตร จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน หลังพลิกศพนำส่งโรงพยาบาลบางขัน

จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า นายเดโช ผู้ตาย มีอาชีพทำสวนยางพารา และบ้านอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุไม่มากนัก ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปซื้อน้ำดื่มที่ร้านค้าในหมู่บ้าน ระหว่างทางขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านและผ่านหน้าบ้านที่เกิดเหตุ แต่ปรากฏว่าถูกสุนัขของนายณรงค์ นาคฤทธิ์ อายุ 40 ปี เจ้าของบ้าน วิ่งไล่รถจักรยานยนต์ตามหลัง และสุนัขกระโดดกัดเข้าที่ก้นของผู้ตาย

เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ถึงบ้านพักแล้ว นายเดโช จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกกลับมาที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อพูดคุยตกลงกับนายณรงค์ เจ้าของสุนัข เรื่องที่สุนัขกัดก้น แต่พูดคุยกันไม่กี่คำนายณรงค์ เจ้าของสุนัข และนายเดโช ผู้ตาย เกิดการโต้เถียงทะเลาะกันอย่างรุนแรง จากนั้นนายณรงค์ เจ้าของสุนัข ได้วิ่งเข้าบ้านและคว้าอาวุธปืนลูกซองยาวออกมาจ่อยิง นายเดโช กระสุนเข้าบริเวณหน้าอกล้มคว่ำตายคาที่ หลังก่อเหตุนายณรงค์ เจ้าของสุนัข ขับรถหลบหนีไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญ คาด ฉลามที่กัดนักท่องเที่ยวเป็นฉลามหัวบาตร เชื่อแค่งับทดสอบเหยื่อ

เจ้าอาวาสวัดถ้ำเขาเต่า เผย เห็นฉลามว่ายวนเวียนอยู่ชายฝั่งหน้าวัดมานานกว่า 3 เดือน ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญคาดเป็นฉลามหัวบาตร เชื่อไม่ใช่พฤติกรรมการกัดเพราะต้องการทำร้าย 

ความคืบหน้ากรณีนักท่องเที่ยวชาวนอร์เวย์ ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณขาซ้าย ขณะลงเล่นน้ำทะเลที่หาดทรายน้อย หมู่บ้านเขาเต่าอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2561 ซึ่งนักท่องเที่ยวระบุว่าถูกสัตว์บางอย่างทะเลกัด คล้ายฉลามกัด นักท่องเที่ยวต้องช่วยกันพยุงร่างนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งล่าสุดยังไม่สามารถยืนยันได้ว่านักท่องเที่ยวรายนี้ถูกฉลามกัดหรือไม่ ชาวบ้านในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะถูกเพรียงบาดก็เป็นได้ เนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุมีหอยเพรียงและไม่เคยมีนักท่องเที่ยวเคยถูกฉลามกัดมาก่อน

ล่าสุดวานนี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ แดง จิตต์วารินทร์ ได้ไลฟ์สดเป็นภาพปลาฉลามว่ายวนเวียนอยู่บริเวณชายฝั่งหมู่บ้านเขาเต่าด้านที่ติดกับวัดถ้ำเขาเต่า โดยในคลิปจะเห็นฉลามอย่างน้อย 4-5 ตัว ว่ายวนเวียนไปมา ซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊ครายนี้ระบุว่า บริเวณชายหาดหมู่บ้านเขาเต่ามีฉลามว่ายวนเวียนหลายสิบตัว ลักษณะคล้ายฉลามหูดำ ซึ่งอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวนอรเวย์ อยากให้หน่วยงานเข้ามาตรวจสอบ และให้ข้อมูลที่เป็นจริง

วันนี้ (วันที่ 17 เม.ย. 61) ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบข้อมูล และลงพื้นที่วัดถ้ำเขาเต่า เพื่อไปพบพระครูบุญญาภิราม หรือพระอาจารย์แดง เจ้าอาวาสวัดถ้ำเขาเต่า เจ้าของคลิปฝูงฉลามดังกล่าว โดยในครั้งนี้ นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ , นายรุจน์ประทีป ธรรมรพีภัทร์ นายอำเภอหัวหิน นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน , เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 4,ตำรวจน้ำ , ตำรวจท่องเที่ยว , ประมงอำเภอหัวหิน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสภาพท้องทะเลที่พบฉลาม และสอบถามข้อมูลจากเจ้าอาวาสและผู้ที่เคยพบเห็นฉลามในบริเวณนี้

พระอาจารย์แดง เล่าว่า ก่อนหน้านี้พบเห็นฉลามเข้ามาว่ายวนเวียนอยู่บริเวณชายฝั่ง และโขดหินฝั่งวัดถ้ำเขาเต่าเป็นประจำตั้งแต่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ โดยจะพบเห็นได้ในช่วงเย็นถึงช่วงค่ำ บางวันที่น้ำนิ่งหรือน้ำขึ้นเยอะเคยเห็นฝูงฉลามเข้ามาว่ายประมาณ 40-50 ตัว โดยฉลามเหล่านี้จะเข้ามากินปลาเล็กๆ ที่อยู่ตามโขดหิน ซึ่งตนก็ไม่ได้แปลกใจอะไร จนกระทั่งมีนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บขณะลงเล่นน้ำ และเขาระบุว่าถูกฉลามกัด

ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีใครเชื่อว่าจะถูกฉลามกัด อาจจะโดนหอยเพรียง หรือหิน ในช่วงเย็นตนมายืนบนวัดซึ่งตั้งอยู่บนเขาและพบเห็นฉลามว่ายวนเวียนมา 3-4 ตัวจึงถ่ายวิดีโอพร้อมไลฟ์สดเพื่อแสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้มีฉลามเข้ามาบริเวณชายฝั่ง และมีลักษณะคล้ายฉลามหูดำ หรือ ฉลามครีบดำ ความยาวประมาณเกือบ 2 เมตร และเมื่อดูคลิปบาดแผลของนักท่องเที่ยว ก็เป็นไปได้สูงว่าอาจจะถูกฉลามกัด

ซึ่งในวันที่เกิดเหตุเมื่อทราบข่าวก็ได้แจ้งชาวบ้านให้แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวให้ขึ้นจากน้ำก่อน เพราะมีฉลามมาหากินอยู่ชายฝั่ง การโพสต์เมื่อวานนี้เป็นการโพสต์เตือนอยากให้หน่วยงานเข้ามาตรวจสอบและเฝ้าระวัง ไม่ได้อยากสร้างความตื่นตระหนก หรือจะให้ฆ่าฉลาม แต่ต้องการนำเสนอความเป็นจริง

ต่อมา เมื่อเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, พ.อ.อานนท์ เพชรคำ กร.ศร., นายบรรณารักษ์ เสริมทอง ผอ.สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, นายรุจน์ประทีป ธรรมรพีภัทร์ นายอำเภอหัวหิน, นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน, นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลเมืองหัวหิน, พ.ต.อ.ธนากร วงศ์สิริลักษณ์ ผกก.สภ.หัวหิน, พ.ต.ท.ขจรยศ ทรงประดิษฐ์ สว.ตร.น้ำปราณบุรี, กรมเจ้าท่า , ประมงจังหวัด , ตำรวจท่องเที่ยว , ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ และศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ ได้เข้าพบทีมแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน ซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้ของนักท่องเที่ยวชาวนอร์เวย์ วัย 54 ปี

นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ บุญยะลีพรรณ ผช.ผอ.รพ.กรุงเทพหัวหิน กล่าวว่า อาการล่าสุดของคนไข้ดีขึ้นตามลำดับหลังจากเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 15 เมษายน โดยได้รับบาดเจ็บเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่เท้าซ้าย ต้องเย็บแผลไปทั้งหมด 19 เข็ม มีเส้นเอ็นเท้าขาด และกระดูกส้นเท้าแตกเล็กน้อย ขณะนี้บาดแผลดีขึ้น ไม่พบอาการอักเสบหรือติดเชื้อใดๆ โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาในการรักษา ประมาณ 4 เดือน ทั้งนี้พบว่าสุขภาพจิตของคนไข้ดีมาก ไม่มีอาการวิตกกังวลใดๆ และคนไข้ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนมาถึงมือหมอเป็นอย่างดี

นายบรรณารักษ์ เสริมทอง ผอ.สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า พื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุดังกล่าวอยู่ติดกับแนวเขตพระราชฐาน จึงห้ามมิให้มีการทำประมงในบริเวณดังกล่าวทำให้สัตว์ทะเลชุกชุมและอุดมสมบูรณ์อย่างมาก มีความเป็นไปได้ว่าฉลามจะเข้ามาอยู่อาศัยและหากินในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบฉลามจริง จะเสนอกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งติดตั้งตาข่ายกันฉลามล้อมรอบจุดที่นักท่องเที่ยวเล่นน้ำเพื่อความปลอดภัย พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนข้อมูลให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจและทราบสถานการณ์ เพื่อให้ไม่เกิดการตื่นตระหนก

ทางด้าน สพ.ญ.วัชรา ศากรวิมล นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง (ชุมพร) ระบุว่า ได้สอบถามข้อมูลกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านฉลามจากกรมประมง ดร.ทัศพล กระจ่างดารา โดยดูจากภาพบาดแผลเทียบเคียงกับคลิปวีดีโอที่บันทึกภาพฉลามได้ที่หน้าวัดถ้ำเขาเต่า และตรวจสอบพื้นที่สภาพแวดล้อมจุดเกิดเหตุ พบว่า มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นฉลามหัวบาตร

โดยตั้งสมมุติฐานการกัดในครั้งนี้ไว้ 2 อย่างคือ กัดเพราะความตกใจ ด้วยฉลามมีพฤติกรรมระวังภัย อาจเป็นไปได้ว่านาทีที่นักท่องเที่ยวกระโดดน้ำและเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ฉลามว่ายน้ำผ่านมาพอดี หรือ อาจเป็นเพราะจังหวะที่นักท่องเที่ยวอยู่ในน้ำแล้วฉลามว่ายผ่านและเข้าใจว่านักท่องเที่ยวเป็นอาหาร จึงมีพฤติกรรมงับเพื่อเช็คเหยื่อว่าสามารถกินได้หรือไม่ แต่เชื่อว่าไม่ใช่พฤติกรรมการกัดเพราะต้องการทำร้าย เพราะหากกัดในลักษณะทำร้ายจะเป็นการกัดที่รุนแรงมากกว่านี้ หรือมีการกัดพร้อมกันหลายตัว

ชาวบ้านเผยวินาทีเฉียดตาย หลังพายุถล่มต้นไม้ยักษ์โค่นล้มทับบ้านนับสิบ

ชาวบ้านเผยวินาทีเฉียดตาย หลังพายุถล่มต้นไม้ยักษ์โค่นล้มทับบ้านนับสิบ ชี้ วาตภัยหนักสุดในรอบ 30 ปี ทหารเร่งซ่อมแซม

พายุฤดูร้อนที่พัดถล่มหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนที่อยู่อาศัยจำนวนมาก โดยเฉพาะที่อำเภอแม่ริม ที่เกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้างใน 4 ตำบล มีบ้านเสียหายทั้งหลังกว่า 10 ลหลัง และ เสียหายบางส่วนอีกจำนวนมาก ขณะที่หลายหน่วยงานส่งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน โดยให้พร้อมรับมือกับพายุฤดูร้อนระลอกใหม่

ทั้งนี้ทหารจากกองพันพัฒนาที่ 3 เข้าช่วยเหลือซ่อมแซมหลังคาบ้านของ นางอัมพร อายุมาก อายุ 53 ปี หลังจากที่ช่วงค่ำวันที่ 16 เม.ย. เกิดวาตภัยหนักสุดในรอบ 30 ปี ทำให้ต้นแคขนาดใหญ่อายุหลายสิบปีโค่นล้มทับบ้านจนเสียหาย กระเบื้องหลังคาแตกและปลิวหายไปกับลมพายุทั้งหมด ขณะตัวบ้านที่ทำจากไม้ก็เสียหายหนักด้วยเช่นกัน ทำให้นางอัมพรต้องขนเสื้อผ้าไปอาศัยอยู่กับญาติเป็นการชั่วคราว

นางอัมพร เล่าว่า พายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นถือเป็นวินาทีเฉียดตายที่สุดในชีวิต โดยขณะที่ลมพายุพัดแรง ตนเองได้ลงจากชั้นสองลงมาอยู่ชั้นล่างของบ้าน เพราะคิดว่าปลอดภัย แต่ปรากฏว่าได้ยินเสียงต้นแคโค่น จึงตัดสินใจวิ่งออกมาจากบ้านได้ทัน ปรากฏว่ามีกิ่งไม้ขนาดใหญ่ตกลงมาถึงชั้นล่าง โชคดีที่วิ่งหนีออกมาได้

นอกจากบ้านของป้าอัมพร เจ้าหน้าที่ยังกระจายกำลังเข้าไปช่วยตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ที่โค่นล้มทับบ้านเรือน ร้านอาหาร อีกหลายแห่งใน ต.แม่สา ต.แม่แรม ต.ดอนแก้ว และ ต.ริมใต้ โดยจะเร่งซ่อมแซมบ้านที่จำเป็นต้องอยู่อาศัย ให้อยู่ในสภาพใช้การได้ในคืนนี้ เนื่องจากพายุฤดูร้อนยังคงเกิดขึ้นทุกวัน ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งสำรวจเพื่อสรุปความเสียหาย เพื่อของบประมาณช่วยเหลือจากทางราชการ เบื้องต้นมีประชาชนได้รับผลกระทบแล้วกว่า 100 ครอบครัว