รฟท. แจง กรณีภาพสถานีรถไฟสายสีแดงอ่อนฐานทรุดว่อนโซเชียล

รฟท. แจง กรณีภาพสถานีรถไฟสายสีแดงอ่อนฐานทรุดว่อนโซเชียล เผย เกิดจากการทรุดตัวของดินบริเวณชานชาลาด้านล่าง ชี้ ไม่กระทบกับโครงสร้างหลักของตัวอาคาร

ตามที่สื่อมวลชนแขนงหนึ่ง ได้มีการแชร์ข้อมูลและภาพที่มีการโพสต์ โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Piyawat Trithavin ซึ่งมีการเผยแพร่ภาพลงในกลุ่มชมรมคนรักรถไฟฟ้า โดยระบุว่า สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อนฐานทรุด แผงอลูมิเนียมด้านหน้าสถานีเริ่มทรุด แม้ยังไม่ได้เปิดใช้งานนั้น การรถไฟแห่งประเทศไทย ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบว่า ภาพที่ปรากฏคือภาพที่อยู่ในพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟบางซ่อน

โดยการรถไฟฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อน หรือ รถไฟชานเมืองสายตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งเป็นโครงการรถไฟชานเมืองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง โครงสร้างทางวิ่งช่วงตลิ่งชัน-บางซื่อ ระยะทาง 15 กิโลเมตร ปัจจุบันงานก่อสร้างได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

แต่เนื่องจากการเดินขบวนรถไฟฟ้าชานเมืองจะเชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกันกับโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ–รังสิต ที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งจะก่อสร้างในโครงการฯ ช่วงบางซื่อ-รังสิต มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2563 จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า สาเหตุเกิดจากการทรุดตัวของดินบริเวณชานชาลาด้านล่าง

ส่งผลให้กำแพงบริเวณทางลาดที่ใช้สำหรับรถเข็นคนพิการทรุดตัวลง ทั้งนี้มิได้กระทบกับโครงสร้างหลักของตัวอาคารแต่อย่างใด  อย่างไรก็ตามการรถไฟฯ ได้มอบหมายให้วิศวกรที่เกี่ยวข้องดำเนินการเร่งรัดดำเนินการแก้ไข เพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ก่อนเปิดการเดินรถต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก  ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

ขอบคุณภาพจาก  นโรตม์ แฉกลโกง

ม.แม่โจ้ แถลงโต้ปมอธิการบดีถูกร้องเรียน ใช้รถส่วนกลางเป็นรถประจำตำแหน่ง

ม.แม่โจ้ แจงปมอธิการบดีถูกร้องเรียนกรณีไร้ธรรมาภิบาล เหตุใช้รถราชการในงานทอดผ้าป่า – ใช้รถส่วนกลางเป็นรถประจำตำแหน่ง โต้ กกอ.ใช้ ม.44 ควบคุมการบริหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันนี้ ( 17 เมษายน) ที่ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขานุการสภามหาวิทยาลัย, ดร.สุดเขต สกุลทอง ผู้ช่วยอธิการบดี และ ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาเก่า ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ กรณีผู้บริหารถูกร้องเรียนด้านธรรมาภิบาล

การแถลงข่าวครั้งนี้สืบเนื่องจากมีการนำเสนอข่าวในบางสื่อเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในทำนองเรียกร้องขอให้กระทรวงศึกษาธิการ เข้ามาดำเนินการใช้อำนาจยุติการบริหารงานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีการร้องเรียนกล่าวหาในหลายประเด็น ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้มีหนังสือลับ ฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2561 แจ้งสรุปข้อเท็จจริง มี 2 ประเด็น ที่ สกอ. ขอให้สภามหาวิทยาลัยแม่โจ้พิจารณาดำเนินการตรวจสอบ คือ

1.กรณีกล่าวหาเรื่อง “การใช้รถยนต์ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าเบี้ยเลี้ยงของพนักงานขับรถยนต์ที่เป็นทรัพย์สินของทางราชการในงานทอดผ้าป่าเสริมบารมีของอธิการบดี ในงานทอดผ้าป่าสามัคคี แม่โจ้-แม่ทา” ณ วัดทาศาลา จังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 19-21 ธันวาคม 2557 โดยได้มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ภายหลังพิจารณาแล้วมีมติไม่รับเรื่อง และได้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชา (สภามหาวิทยาลัยแม่โจ้) ดำเนินการต่อไป

ขณะที่การไต่สวนข้อเท็จจริงได้ข้อสรุป การทอดผ้าป่าดังกล่าวเป็นกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เป็นการจัดทอดผ้าป่าเสริมบารมีของอธิการบดีแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้ได้รายงานผลให้ สกอ. และสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ทราบตามลำดับแล้ว ซึ่งกรณีนี้ผู้ร้องเรียนยังได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจภูธรแม่โจ้ด้วย แต่พนักงานสอบสวนได้พิจารณาหลักฐานแล้วมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

ส่วนกรณีที่ 2 กล่าวหาเรื่องมีการใช้รถยนต์ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยเป็นรถประจำตำแหน่งของอธิการบดี โดยมีผู้ร้องเรียนเข้าไปยัง ปปช. รองศาสตราจารย์ ดร. วีระพล ชี้แจงว่า ปัญหาการร้องเรียนที่เกิดขึ้นไม่ได้ไม่ได้ร้องเข้ามาที่สภามหาวิทยาลัย หรือผู้บริหารตามขั้นตอน แต่กลับร้องเรียนไปยัง สกอ.และ ป.ป.ช. ขณะที่การนำเสนอข่าวของบางสื่ออย่างต่อเนื่องเพียงฝ่ายเดียว ได้สร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยที่สั่งสมมาอย่างยาวนานกว่า 85 ปี ทางมหาวิทยาลัยกำลังพิจารณาว่าอาจจะดำเนินการตามกฏหมายเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ส่วนกรณีที่มีกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ยื่นหนังสื่อถึงคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เมื่อเพื่อขอให้อาศัยอำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เข้าควบคุมการบริหารงานของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เนื่องจากเห็นว่าสภามหาวิทยาลัย และอธิการบดี ขาดธรรมาภิบาล โดยได้ยื่นเรื่องกล่าวหาว่าทุจริต ใช้อำนาจโดยมิชอบ และนิ่งเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

รองศาสตราจารย์ ดร. วีระพล กล่าวว่า สภามหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือสอบถามไปยัง สกอ.ว่า จะใช้ ม. 44 ด้วยเหตุผลใด เป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ เพราะมหาวิทยาลัยแม่โจ้ไม่ได้มีความผิดใด และที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการมาสอบสวนข้อเท็จจริงตามขั้นตอน นอกจากสอบถามโดยตรงมายังสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหาร

แต่ล่าสุดกลับมีข่าวว่าจะใช้ ม.44 เข้ามาดำเนินการ ขณะที่หนังสือที่ สกอ.ส่งมายังมหาวิทยาลัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการในกรณีของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ให้ดำเนินการโดยใช้กลไกตามกฏหมายตามแนวทางปกติ ดังนั้นหนังสือที่ส่งมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน ส่งถึงมหาวิทยาลัยวันที่ 5 เมษายน ซึ่งสภามหาวิทยาลัยไม่ได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด โดยจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมกรรมการสภามหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้

ดร.สามารถ แนะทางออกรถเมล์เอ็นจีวี ไม่ต้องเสียค่าโง่ 1.1 พันล้าน!

ดร.สามารถ แนะทางออก ‘รถเมล์เอ็นจีวี’ ไม่ต้องเสียค่าโง่ 1.1 พันล้าน ชี้ เสนอให้ ขสมก. รับรถของเบสท์รินจำนวน 292 คัน

วันที่ 17 เม.ย. 2561 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ เสนอทางออกทางออกรถเมล์เอ็นจีวี ให้ ขสมก.ไม่ต้องเสียค่าโง่ 1,160 ล้านบาท เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและของพี่น้องประชาชนทุกคน โดยข้อความระบุว่า 

ผมเขียนบทความนี้โดยมีจุดมุ่งหวังที่จะให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ใช้รถเมล์ที่มีคุณภาพดีอย่างทั่วถึงภายในเวลาไม่นาน ผมทราบดีว่ารถเมล์ที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้วิ่งรับส่งคนกรุงมีอายุการใช้งานมาอย่างยาวนาน ทำให้รถมีสภาพเสื่อมโทรม ขสมก. ได้พยายามจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 แต่มีปัญหาต่างๆ นานา จนถึงรัฐบาลนี้ปัญหาก็ยังไม่จบสิ้น

แม้ว่าต้องการซื้อล็อตแรกเพียง 489 คันเท่านั้น จากทั้งหมด 3,183 คัน ปัญหาก็ยังคงมีอยู่ จนถึงบัดนี้มีการประมูลจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีทั้งหมด 8 ครั้งแล้ว ล้มเหลวไป 7 ครั้ง จนถึงครั้งที่ 8 ซึ่งผลจากการประมูลปรากฏว่าบริษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท สแกนอินเตอร์ จำกัด (มหาชน) ชนะการประมูล ทำให้มีรถเมล์เอ็นจีวีใหม่มาวิ่งอยู่บนท้องถนนจำนวน 100 คัน ดังที่เห็นกันอยู่ทั่วไป แต่ยังไม่ครบ 489 คัน ตามที่ต้องการซื้อล็อตแรก

แต่ก่อนจะถึงการประมูลครั้งที่ 8 มีการประมูลที่น่าสนใจอย่างมาก นั่นคือการประมูลครั้งที่ 4 ซึ่งบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ชนะ แต่ถูกขสมก.บอกเลิกสัญญา

เป็นที่รู้กันในวงการผู้ประกอบการรถโดยสารว่า ช.ทวี และเบสท์ริน เป็นคู่แข่งที่หวังจะคว้าชัยชนะจากการประมูลจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ของขสมก. มีการผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ จนถึงการประมูลครั้งที่ 4 เบสท์รินเป็นผู้ชนะ ด้วยการเสนอราคารถและค่าซ่อมบำรุงรักษาระยะเวลา 10 ปี เป็นเงินรวมประมาณ 3,389.7 ล้านบาท จากราคากลางประมาณ 4,021.7 ล้านบาท หรือเบสท์รินเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางถึง 632 ล้านบาท

ต่อมาเบสท์รินนำรถเข้ามาจำนวน 489 คัน แต่ได้ส่งมอบให้ขสมก.จำนวน 292 คัน และขสมก.ได้มอบอำนาจให้เบสท์รินนำรถจำนวน 292 คัน ไปจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบก โดยมีขสมก.เป็นเจ้าของ ทั้งนี้ก่อนจดทะเบียน ขสมก.ได้ติดตั้งระบบติดตามรถหรือจีพีเอสในรถทุกคันเพื่อให้ถูกต้องตามระเบียบของกรมการขนส่งทางบกที่กำหนดให้ติดตั้งจีพีเอสก่อนจึงจะสามารถจดทะเบียนได้

แต่ต่อมาขสมก.ได้บอกเลิกสัญญากับเบสท์ริน โดยอ้างว่า (1) เบสท์รินส่งมอบรถช้ากว่ากำหนดในสัญญา และ (2) ไม่ได้เป็นรถที่ผลิตในประเทศจีนและประกอบในประเทศมาเลเซียตามที่ระบุไว้ในสัญญา แต่เป็นรถที่ผลิตในประเทศจีนทั้งหมด ทำให้เบสท์รินนำเรื่องนี้ไปฟ้องขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครองกลาง

ในที่สุดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ขสมก.ชดใช้ค่าเสียหายให้เบสท์รินเป็นเงินจำนวนประมาณ 1,160 ล้านบาท โดยศาลปกครองกลางมีเหตุผลดังนี้ (1) การที่ขสมก.อ้างว่าเบสท์รินส่งมอบรถช้ากว่ากำหนดนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะขสมก.ได้มีการขยายเวลาการส่งมอบแล้ว และการมอบอำนาจให้เบสท์รินนำรถไปจดทะเบียนโดยมีขสมก.เป็นเจ้าของนั้นถือว่าเป็นการรับรถโดยปริยาย

และ (2) ในประกาศประกวดราคาของขสมก.ระบุชัดว่ารถที่จะส่งมอบให้ขสมก.ต้องเป็นรถที่ผลิตในต่างประเทศหรือประกอบในประเทศไทยก็ได้ ดังนั้น หากรถที่นำเข้ามาทั้งหมดเป็นรถที่ผลิตในประเทศจีนก็ไม่ถือว่าเป็นข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญที่จะนำไปสู่การบอกเลิกสัญญา

เมื่อย้อนดูราคาที่เบสท์รินเสนอต่อขสมก.คือ 3,389.7 ล้านบาท ซึ่งถูกกว่าราคากลางของขสมก.ถึง 632 ล้านบาท เป็นค่าซื้อรถ 489 คัน และค่าบำรุงรักษารถระยะเวลา 10 ปี หรือคิดเป็นราคาต่อคันได้เท่ากับ 6.93 ล้านบาท พบว่าถูกกว่าราคาที่ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์เสนอต่อขสมก.ในการประมูลครั้งที่ 8

กล่าวคือ ช.ทวี ร่วมกับ สแกนอินเตอร์เสนอราคา 4,260 ล้านบาท ซึ่งแพงกว่าราคากลางถึง 240 ล้านบาท เป็นราคารถจำนวน 489 คัน พร้อมค่าบำรุงรักษารถระยะเวลา 10 ปี เหมือนกัน หรือคิดเป็นราคาต่อคันได้เท่ากับ 8.71 ล้านบาท นั่นหมายความว่าราคาของเบสท์รินถูกกว่าราคาของช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์ถึงคันละ 1.78 ล้านบาท ดังนั้น หากขสมก.ซื้อรถจากเบสท์รินทั้งหมด 489 คัน จะทำให้ประหยัดงบประมาณได้ถึง 870 ล้านบาท

แต่น่าแปลกมากที่ได้มีความพยายามบอกเลิกสัญญากับเบสท์ริน จนถูกศาลปกครองกลางสั่งให้ขสมก.ชดใช้ค่าเสียหายให้เบสท์รินถึงประมาณ 1,160 ล้านบาท ดังกล่าวแล้วข้างต้น ในขณะที่กรณีของช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์ซึ่งเสนอราคาแพงกว่าถึงคันละ 1.78 ล้านบาท รวม 489 คัน เป็นเงินที่แพงกว่าถึง 870 ล้านบาท และที่สำคัญ ราคาของ ช.ทวี ร่วมกับ สแกนอินเตอร์ สูงกว่าราคากลางของขสมก.ถึง 240 ล้านบาท แต่กลับมีความพยายามเร่งรัดให้มีการทำสัญญา

ทั้งๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีมติของคณะกรรมการ ขสมก. อนุมัติให้ ขสมก.ทำสัญญากับ ช.ทวี ร่วมกับ สแกนอินเตอร์ จนถูกศาลปกครองกลางสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมติของคณะกรรมการขสมก.ในคราวประชุมครั้งที่ 15/2560 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2560 เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น นั่นหมายความว่าไม่มีมติของคณะกรรมการขสมก.ที่อนุมัติให้ขสมก.ทำสัญญาซื้อรถเมล์กับช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์เกิดขึ้นในการประชุมดังกล่าว สำหรับรายละเอียดของประเด็นนี้ผมจะนำเสนอในบทความต่อไป

เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผมขอเสนอให้ขสมก.รับรถของเบสท์รินจำนวน 292 คัน ซึ่งขสมก.ได้มอบอำนาจให้เบสท์รินไปจดทะเบียนโดยมี ขสมก.เป็นเจ้าของแล้ว จะทำให้ ขสมก.ไม่ต้องเสียค่าโง่ 1,160 ล้านบาท และจะทำให้คนกรุงมีรถใหม่ใช้ได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขให้เบสท์รินชำระภาษีให้ถูกต้องตามที่ถูกกล่าวหาว่าเบสท์รินสำแดงแหล่งกำเนิดของรถอันเป็นเท็จ

ทั้งหมดนี้ ด้วยความหวังที่อยากให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ใช้รถเมล์ที่มีคุณภาพดีอย่างทั่วถึงในอนาคตอันใกล้ และที่สำคัญ จะต้องเป็นรถที่ได้มาจากการประมูลที่โปร่งใส ในราคาที่เป็นธรรม และประหยัดงบประมาณของประเทศ