คสช. ขอผู้ร่วมงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ เล่นน้ำ แต่งกายเหมาะสม

คสช. ขอผู้ร่วมงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ เล่นน้ำ แต่งกายเหมาะสม ยังดูแลความปลอดภัยสาธารณะตามสถานที่จัดงาน ระบุพบการกระทำผิดมาตรการปลอดภัยเพิ่มขึ้น และยึดรถแล้ว 1,475 คัน

พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. เปิดเผยว่า ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (12 เมษายน 61) หลายพื้นที่เริ่มกิจกรรมงานบุญและเล่นน้ำกันอย่างชุ่มฉ่ำ คึกคักโดยมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานเนืองแน่น โดยเฉพาะ กิจกรรมบนถนนสายวัฒนธรรมของเมืองใหญ่ เช่น ถนนข้าวสาร,สวนลุมพินี ,รางน้ำ กทม. ,ถนนข้าวเหนียว ขอนแก่น, ถนนสเน่หานุสรณ์ หาดใหญ่ รวมทั้งสถานที่จัดงานของชุมชน และบริเวณแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งบรรยากาศโดยรวมยังคงเรียบร้อย เป็นไปด้วยความสนุกสนาน ตามประเพณีและสอดคล้องกับกระแสวิถีการแต่งกายชุดไทย โดยการจัดกิจกรรมสงกรานต์ในสถานที่ต่างๆจะยังมีต่อเนื่องอีกหลายวัน

ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงอำนวยความสะดวก พร้อมเข้มงวดในมาตรการปลอดภัยสาธารณะให้ประชาชนที่เข้ามาร่วมงานได้มีความสุข ด้วยการจัดชุดสายตรวจ เพิ่มเติมตลอดการจัดงาน และขอความร่วมมือส่วนงานต่างๆบริเวณโดยรอบงานตรวจสอบกล้องวงจรปิด และเตรียมไฟฟ้าส่องสว่างให้ทั่วถึง เพื่อดูแลความเรียบร้อย โดยยังคงขอความร่วมมือผู้ร่วมงานในการแต่งกาย การดื่มสุรา และการเล่นสาดน้ำอย่างเหมาะสม

และในขณะเดียวกันคงเข้มมาตรการสร้างความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุในการสัญจรให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เสี่ยง ทั้งเส้นทางหลัก เส้นทางรอง ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้ใช้เส้นทางส่วนใหญ่ระมัดระวังและปฏิบัติตนตามกฎจราจร แต่ยังพบผู้ฝ่าฝืนมาตรการลดอุบัติเหตุอยู่

โดยในวันที่ 12 เมษายน 2561 เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและ ผู้ฝ่าฝืน”มาตรการ ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” จำนวน 56,051ราย แยกเป็น


ในส่วน รถจักรยานยนต์ พบการกระทำความผิด 32,592 ครั้ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดรถจักรยานยนต์ไว้ 835 คัน ยึดใบอนุญาตขับขี่ 2,449 ราย และส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 22,728 คน

สำหรับรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิด 23,459 ครั้ง ยึดใบขับขี่ 1,741 คน ยึดรถยนต์ 494 คัน ยึดใบอนุญาตขับขี่ 1,741 ราย และส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 13,102 คน

โดยสรุป 2 วัน (11 – 12 เมษายน 2561 ) เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาท จำนวน 59,390 ราย ส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 38,546 ราย ยึดใบอนุญาตขับขี่ 4,628 ราย และ ยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการ ดื่มไม่ขับไว้ 1,475 คัน ( รถจักรยานยนต์ 940 คัน, รถยนต์ 535 คัน ) ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้จัดสถานที่เก็บรักษารถที่ยึดไว้เป็นอย่างดี โดยเจ้าของรถสามารถติดต่อขอรับคืนได้หลังเทศกาล

บทเรียนจากปม เก๋งแดงขวางทางรถฉุกเฉิน สะท้อนปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย !!

จากกรณีผู้ใช้เฟชบุ๊ก Kenzaa Standby ได้โพสต์คลิปรถฉุกเฉินคันหนึ่งเปิดไซเรนขอทางขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่นำผู้ป่วยฉุกเฉินไปส่งโรงพยาบาล แต่ระหว่างทางในช่องเลนขวามีรถเก๋งซูซูกิสวิฟต์สีแดง ไม่ยอมหลบให้ทาง ซ้ำยังขับแช่อยู่เลนขวา

และแม้วันนี้เจ้าของเก๋งในคลิปจะออกมาขอโทษแล้ว แต่วันนี้ผมจะขอหยิบยกประเด็นนี้มาพูด เนื่องจากว่า ถือเป็นอีกปัญหาสังคมไทยที่เกิดขึ้นบ่อยมากกับการไม่หลีกทางให้รถฉุกเฉิน

…ซึ่งหากยังจำกันได้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็เคยมีเหตุการณ์คล้ายกัน เกิดขึ้นที่จังหวัดปทุมธานี คือ คนขับรถฉุกเฉินนำคนใกล้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาล แต่ปรากฏว่ามีรถเก๋งขวางทางและคว้าขวานจะทำร้ายร่างกาย แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นยังสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยและนำส่งโรงพยาบาลได้ทัน

และก็ยังมีหลายเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงในสังคม ดังนั้น ประเด็นที่ผู้ใช้รถใช้ถนนแล้วไม่หลบหลีกให้แก่รถฉุกเฉิน จึงเป็นประเด็นที่สังคมพูดถึงบ่อย ทำไมบางคนเลือกหลีกทางให้ และทำไมหลายคนจึงตั้งใจไม่หลบ และขวางทางรถฉุกเฉิน

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบนี้เป็นช่วงที่มีผู้ใช้รถใช้ถนนจำนวนมากกว่าปกติ รวมทั้งความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุที่ในงานวิจัยของหน่วยงานด้านความปลอดภัยบนท้องถนนก็ระบุว่ามีมากขึ้นถึง 3-4 เท่าทีเดียว

สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ รถฉุกเฉิน รถพยาบาล เตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน ก็ควรที่จะตื่นตัวกับการรับรู้ว่า เมื่อเจอรถฉุกเฉินเราควรทำอย่างไร… ก่อนจะไปรู้วิธีการปฏิบัติเมื่อเจอรถฉุกเฉินลองมาดูคำจำกัดความของคำว่า“รถฉุกเฉิน”กันก่อนครับ
โดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ให้คำจำกัดความว่า “รถฉุกเฉิน” คือ “รถดับเพลิงและรถพยาบาล ของหน่วยงานบริหารราชการส่วนกลาง, ของหน่วยงานบริหารราชการส่วนภูมิภาค, ของหน่วยงานบริหารราชการส่วนท้องถิ่น, หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีให้ใช้ไฟ ใช้แสง หรือใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือสัญญาณอย่างอื่นตามที่จะกำหนด”

ส่วนในกรณีรถฉุกเฉินที่เป็นของเอกชน อย่างรถโรงพยาบาล หรือรถมูลนิธิต่าง ๆ ที่ใช้สัญญาณไซเรนนั้น กำหนดไว้ว่าจะต้องมีใบขออนุญาตรถฉุกเฉินทุกคันด้วย.

ครอบครัวและเพื่อนนักแสดงนำอัฐิ ‘น้องอิน’ ลอยอังคารปากอ่าวแม่กลอง

ครอบครัวและเพื่อนนักแสดง นำอัฐิของน้องอิน อดีตนักแสดงเด็กชื่อดัง ไปประกอบพิธีลอยอังคาร บริเวณปากอ่าวแม่กลอง หลังมีพิธีฌาปนกิจศพ ไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

นางลัดดา เชิดชูบุพการี มารดานางสาวณัฐนิชา เชิดชูบุพการี หรือ น้องอิน อดีตนักแสดงเด็กชื่อดัง พร้อมญาติ ตลอดจนนาย บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ และเพื่อนนักแสดง ร่วมกันนำอัฐิของน้องอิน ห่อด้วยผ้าขาว เข้ากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บริเวณท่าน้ำวัดช่องลม ตำบลบ้านปรก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ก่อนทั้งหมดจะนั่งเรือแบบเช่าเหมาลำ ออกไปประกอบพิธีลอยอังคาร บริเวณปากอ่าวแม่กลอง หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจศพ ที่วัดราชสิงขร กรุงเทพฯ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

โดยมีพระวัดช่องลม นำคณะผู้ร่วมพิธีส่งดวงวิญาณน้องอิน ไปสู่สุขคติ นั่งเรือจากฝั่งไปประมาณ 2 กิโลเมตร ก่อนทั้งหมดจะบอกกล่าวขออโหสิกรรม และโปรยอัฐิลงน้ำ ซึ่งใช้เวลาเดินทางไป-กลับประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศสุดอาลัย

ด้านนางลัดดา กล่าวว่า เหตุที่นำอัฐิของลูกสาวมาลอยอังคาร บริเวณปากอ่าวแม่กลอง เพราะเมื่อครั้งที่คุณยายของน้องอิน ซึ่งเป็นชาวชุมชนศาลเจ้าอาม้า ใกล้วัดประทุมคณาวาส เทศบาลเมืองสมุทรสงคราม เสียชีวิต ก็นำอัฐิมาลอยอังคารที่นี่ ดังนั้น จึงต้องการให้อัฐิของลูกสาว อยู่ในที่เดียวกับคุณยาย