‘เฟซบุ๊ก’ เผยมีผู้ถูกล้วงข้อมูลไปใช้ทางการเมืองกว่า 87 ล้านบัญชี

“เฟซบุ๊ก” เผยจำนวนผู้ใช้งานที่ถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองในสหรัฐฯ มีมากถึง 87 ล้านบัญชี มากกว่าที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้

“เฟซบุ๊ก” ประกาศว่า “เคมบริดจ์ อะนาไลติกา” บริษัทผู้ทำแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ข้อมูลผู้ใช้ไปทั้งหมด 87 ล้านบัญชี โดยผู้ใช้เกือบทั้งหมดอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งมากกว่าเดิมที่ระบุไว้ 50 ล้านบัญชี โดยนายไมค์ ชรอปเฟอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของเฟซบุ๊ก ระบุในบล็อกว่า ผู้ใช้งานที่ถูกนำข้อมูลไปใช้ส่วนใหญ่ร้อยละ 97 อยู่ในสหรัฐฯ ส่วนอีกประมาณ 16 ล้านคนอยู่ในประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ นายมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัทเฟซบุ๊ก กล่าวในระหว่างแถลงข่าวว่า เห็นได้ชัดว่าเราควรทำอะไรให้มากกว่านี้ และเราจะเดินหน้าต่อไป ถ้าเฟซบุ๊กมอบเครื่องมือให้ผู้ใช้ไป พวกเขาควรรับผิดชอบว่าจะใช้งานอย่างไร แต่เราก็จำเป็นต้องมองเรื่องความรับผิดชอบของเราอย่างรอบด้านขึ้น ไม่ใช่แค่การสร้างเครื่องมือ แต่ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อผลลัพธ์เมื่อประชาชนใช้เครื่องมือเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ด้าน “เคมบริดจ์ อะนาไลติกา” ได้ปฏิเสธรายงานของเฟซบุ๊กล่าสุด พร้อมยืนยันว่าทางบริษัทได้รับข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน 30 ล้านคนเท่านั้น ไม่ใช่ 87 ล้านคน พร้อมยืนยันว่า ได้ลบข้อมูลทั้งหมดแล้วตั้งแต่ได้รับการแจ้งเรื่องดังกล่าวจากเฟซบุ๊ก และไม่มีข้อมูลส่วนใดเลยที่ถูกใช้ในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559

ส่วนคณะกรรมาธิการด้านพลังงานและพาณิชย์ของสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ เผยเมื่อวันพุธว่า นายซักเคอร์เบิร์กจะเข้าชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นต่อคณะกรรมาธิการฯ ในวันที่ 11 เมษายน นี้

กรมสรรพากร เดินหน้าเก็บภาษีออนไลน์ ให้ธนาคารรายงานคนที่มียอดฝาก-รับโอน 3 พันครั้ง/ปี

กรมสรรพากร ยืนยันเดินหน้าเรียกเก็บภาษีออนไลน์ แม้จะมีเสียงคัดค้านจากภาคเอกชน โดยให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมลูกค้าที่มียอดฝาก-รับโอนเงิน ตั้งแต่ 3 พันครั้งต่อปี มายังสรรพากร หากไม่ปฏิบัติตาม มีโทษปรับวันละ 1 หมื่นบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ครั้งแรก 31 มี.ค. 2563

โดยขณะนี้กรมสรรพากร อยู่ระหว่างเปิดให้ประชาชน ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะเปิดรับฟังความเห็น ถึงวันที่ 15 เมษายน นี้ ผ่านเว็บไซด์กรมสรรพากร www.rd.go.th

ทั้งนี้ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรมีอำนาจในการขอรายงานธุรกรรมการเงินของลูกค้าจากสถาบันการเงินที่เห็นว่า มีความผิดปกติได้อยู่แล้ว แต่การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเน้นไปยังลูกค้าที่มีธุรกรรมพิเศษ เช่น การขายสินค้าหรือบริการต่างๆ ในระบบออนไลน์ ซึ่งขอให้มีการรายงานเป็นประจำทุกปี

ส่วนที่ไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการ หากมีธุรกรรมการรับ หรือโอนตามที่กำหนด ก็จะต้องรายงาน เพื่อให้ทราบว่า เป็นธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอะไร ซึ่งกรณีนี้จะช่วยป้องกันการทุจริตในด้านต่างๆ และรวมถึง ปัญหาฟอกเงินด้วย

สำหรับธุรกรรมพิเศษที่สถาบันการเงินต้องรายงานนั้น หมายถึงยอดฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี หรือยอดฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้งขึ้นไปและมียอดรวมตั้งแต่ปีละ 2 ล้านบาทขึ้นไป

ด้าน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งตลาดดอทคอม ให้ความเห็นว่า ไม่เห็นด้วยกับการออกกฏหมายดังกล่าว เนื่องจากจะยิ่งส่งผลให้สถานการณ์ทุกอย่างแย่ลง และบีบพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์บางกลุ่มพยายามหนี และหลีกเลี่ยง การใช้ระบบการเงินไทยหรือการเงินในระบบ

โดยทางออกที่เหมาะสม ควรเก็บกับผู้ที่มีรายได้จำนวนมาก หรือหากจะออกมาตรการใด ก็ไม่ควรเสียงดังจนเกินไป มิเช่นนั้นผู้ค้ารายเล็ก จะเกิดความกังวลและส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในภาพรวม
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่า ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาลงโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 1 แสนบาท และปรับอีก ไม่เกินวันละ 1 หมื่นบาท ขณะเดียวกันยังกำหนดให้ ผู้มีหน้าที่รายงาน ส่งรายงานข้อมูลให้กรมสรรพากรครั้งแรกภายใน 31 มีนาคม 2563

‘ประวิตร’ สั่งเบรก ‘หมู่บ้านป่าแหว่ง’ เชิงดอยสุเทพ

“พลเอก ประวิตร” ผ่าทางตัน ปมบ้านพักข้าราชการยุติธรรม เชิงดอยสุเทพ โดยสั่งยุติก่อสร้าง พร้อมนัดทุกฝ่ายหารือจันทร์นี้

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีตัวแทนชาวจังหวัดเชียงใหม่ เดินเท้ามายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ใช้คำสั่งมาตรา 44 ยุติการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการศาลอุทธรณ์ ภาค 5 บนเชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า เบื้องต้น ไม่มีการก่อสร้างต่อแล้ว และได้ให้ทางศาล, มณฑลทหารบกที่ 33 กองทัพภาคที่ 3 และจังหวัดเชียงใหม่ พูดคุยกันวันจันทร์นี้ (9 เมษายน) เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์พื้นที่ แต่ยืนยันว่า ไม่รื้อถอนบ้านพัก เพราะก่อสร้างถูกต้อง บนพื้นที่ราชพัสดุ แต่อาจย้ายไปพื้นที่อื่นแทน และเชื่อว่าจะไม่มีการฟ้องร้องภายหลัง อีกทั้งยังไม่ถึงขั้นต้องคำสั่งมาตรา 44 กับเรื่องดังกล่าว

อีกด้าน เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม แถลงยืนยันว่า โครงการดังกล่าว ไม่ได้บุกรุกป่าสงวน โดยได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ตั้งแต่ปี 2543 จำนวน 147 ไร่ แต่ก่อสร้างจริงเพียง 89 ไร่ ซึ่งโครงการคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 98 และยังไม่ยุติก่อสร้าง เพราะ อาจถูกฟ้องร้องได้ ส่วนที่ พลเอกประวิตร สั่งยุตินั้น ขณะนี้ ยังไม่มีหนังสืออย่างเป็นทางการ พร้อมย้ำเหตุที่ใช้พื้นที่ดังกล่าว เพราะพื้นที่พักอาศัยเหลือน้อย อีกทั้งเพื่อเป็นลดภาระการเดินทาง แต่หากประชาชนบางส่วน ไม่เห็นด้วยกับก่อสร้าง ก็พร้อมรับฟัง

ขณะที่วานนี้ คณะของนายกฤตย์ เยี่ยมเมธากร, นายศรุต ศรีถาวร และ นายดิลก จันทรดิลก ชาวเชียงใหม่ ที่เดินเท้ามุ่งหน้าไปกรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยหลังเดินถึงจังหวัดลำปาง ว่า จะยุติการเดินชั่วคราว เนื่องจากได้รับแจ้งจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ว่าอาจมีกลุ่มคนไม่หวังดี มาร่วมเคลื่อนไหวแอบแฝงเกี่ยวกับการเมือง และจะรอผลการเจรจาวันจันทร์นี้ โดยหากไม่เป็นที่พอใจ ก็อาจออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง