‘จุฬาราชมนตรี’ ชี้อิสลามห้ามวิจารณ์ศาสนาอื่น หวั่นนำไปสู่ความแตกแยก

นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ชี้ศาสนาอิสลามห้าม บริภาษ หรือวิจารณ์ศาสนาอื่น ชี้อาจจะนำไปสู่ความแตกแยก

จากกรณีนายวีรชน ศรัทธายิ่ง หรือ ‘โต’ อดีตนักร้องนำวงซิลลี่ฟูล ได้จัดรายการร่วมกับพิธีกรอีกหนึ่งคน พูดคุยถึงประเด็นที่ว่าทำไมอิสลามถึงไม่มีรูปปั้น เหมือนชาวพุทธ ซึ่งบางช่วงบางตอนโต ได้พูดว่า ‘ในฐานะผู้ศรัทธา ผมจะไม่กราบสิ่งใดที่ต่ำเท่าผม หรือต่ำกว่าผม รูปปั้นเนี่ยผลักก็ตกแตกละ มันต่ำกว่าผมแล้ว มันไม่มีชีวิต จะไหว้ทำไมสิ่งไม่มีชีวิต รูปร่างอัปลักษณ์กว่าผม ปั้นให้ตายก็หล่อสู้ผมไม่ได้’ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก (อ่านเพิ่มเติม : เดือด!! ‘เสก โลโซ’ โพสต์ฉะ ‘โต ซิลลี่ฟูล’ สร้างความแตกแยกในศาสนา)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเพจเฟซบุ๊กของ สำนักจุฬาราชมนตรี ได้เผยแพร่คลิปแถลงของนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นการชี้แจงและเตือนสติเกี่ยวกับการเผยแพร่ศาสนาอิสลามด้วยการบริภาษความเชื่อของเพื่อนต่างศาสนิกในสังคมไทย โดยกล่าวว่า “วันนี้มีเรื่องที่ไม่ค่อยสบายใจ เนื่องจากว่ามีผู้ที่ทำตัวเป็นผู้รู้ศาสนานั้น ได้พูดในเชิงวิพากษ์หรือบริภาษศาสนาอื่น ทำให้เกิดความไม่สบายใจว่าทำไมอิสลามถึงกล่าวร้ายอย่างนั้นหรือ แต่ความจริงอิสลามห้ามบริภาษ หรือวิจารณ์คนศาสนาอื่น หรือคนที่นับถือศาสนาอื่น

ซึ่งปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอานว่า ‘สูเจ้าอย่าได้วิพากษ์กลุ่มคนที่เรียกร้องสิ่งอื่นนอกจากอัลเลาะฮ์ เพราะเขาจะกลับมาบริภาษอัลเลาะฮ์’ ดังนั้น เราอยากจะขอเตือน ขอฝากกับผู้รู้ หรือผู้ที่ทำตัวเป็นผู้รู้ศาสนา ให้ระมัดระวังในสิ่งเหล่านี้เพราะอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม เป็นวิธีการที่ขัดแย้งกับคำสอนในอัลกรุอ่านที่ห้ามบริภาษหรือวิจารณ์ศาสนาอื่น

การเผยแพร่อิสลามในประเทศไทย ควรจจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและเคารพ และให้เกียรติคนอื่น จึงขอทำความเข้าใจกับพี่น้องโดยทั่วไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่หลักคำสอนของอิสลาม แต่เป็นหลักปฏิบัติที่ฝ่าฝืนคำสอนของอิสลาม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ก็ขอฝากไปยังนักวิชาการที่พูดผ่านทางสื่อต่างๆในขณะนี้ จงระมัดระวัง จงปฏิบัติตนตามหลักคำสอนอัลกุรอาน เพราะคำพูดของท่านไม่กี่ประโยคนั้น อาจจะนำไปสู่ความสูญเสียแก่อิสลามและมุสลิมในประเทศไทย จะนำไปสู่ความแตกแยก อิสลามห้ามไม่ให้บริภาษหรือวิจารณ์ศาสนาอื่น

ในอิสลามอัลกรุอ่านก็สอนอยู่แล้วว่า สูเจ้าจงเรียกร้องเชิญชวนไปสู่ศาสนาของอัลเลาะห์ด้วยวิทยปัญญา การเผยแพร่ศาสนาอิสลามในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสังคมไทย จะต้องมีความรอบคอบ สุขุม และมีความเคารพต่อคนอื่นและศาสนาอื่น ข้อเสนอและคำแนะนำคงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย นักพูดนักบรรยายทั้งหลายต้องเก็บไปคิด เดินไปสู่แนวทางที่อิสลามสอนคือต้องเชิญชวนด้วยวิทยปัญญา ด้วยบทเรียนและคำสอนอันดีงาม ไม่ใช่ไปบริภาษ ไม่ใช่ไปกล่าวร้าย อันอาจจะนำไปสู่ความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงทางสังคม จึงขอให้ตระหนักถึงความสำคัญ และความร้ายแรงของเรื่องนี้ด้วย

ขอบคุณเพจ สำนักจุฬาราชมนตรี

สุดกร่าง! ชายอ้างเป็น ตม. ขอตรวจบัตรปชช. พอไม่ให้กลับทำร้ายร่างกาย

สุดกร่าง! ชายสูงวัยอ้างเป็น ตม. ขอตรวจบัตร ปชช. หนุ่ม-สาว พอไม่ให้ กลับถูกทำร้ายร่างกาย

วันนี้ (4 เม.ย. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กชื่อ “เรียก’ก สิ พิ๊’ติ๊ก’กก” ได้มีการเผยแพร่คลิปชายสูงวัยรายหนึ่ง อ้างตัวเป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ขอดูบัตรประชาชนและเอกสารทางราชการของชายหนุ่ม 2 ราย และหญิงสาวอีก 1 ราย แต่เมื่อผู้เสียหายขอดูบัตรว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ตม. จริงหรือไม่ ชายที่อ้างเป็น ตม. กลับมีอาการโกรธและตอบกลับไปว่า ตนเองลืมเอาบัตรมา และบอกให้ผู้เสียหายทั้ง 3 คนไปโรงพัก โดยมีการโต้เถียงกันสักครู่หนึ่ง

ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะใช้แฟ้มเอกสารที่ถืออยู่ในมือ ฟาดไปที่ใบหน้าของชายผู้เสียหายที่นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ โดยระหว่างนั้นได้มีหญิงสาวที่มากับลุงที่อ้างเป็น ตม. และหญิงสาวของฝ่ายผู้เสียหายห้ามปรามไว้ ซึ่งในระหว่างนั้นลุงที่อ้างเป็น ตม. ก็ได้มีการใช้คำด่าหยาบคาย ซึ่งหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ได้แยกย้ายกันกลับ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่บริเวณปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน ต.ท่าวังทอง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หลังจากคลิปดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตต่างให้ความสนใจเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่มองว่า ลุงที่อ้างเป็น ตม. นั้น เป็น ตม. จริงหรือไม่ ซึ่งดูจากพฤติกรรมและการแต่งกาย ที่ใส่กางกางขาสั้น สวมเสือแขนกุด รองเท้าแตะ รวมถึงไม่มีการแสดงบัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่  จึงสันนิฐานว่า น่าจะเป็นการแอบอ้าง หรือพวกมิจฉาชีพมากกว่า

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้มีการติดต่อไปยังเจ้าของคลิป ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 ของผู้เสียหายในครั้งนี้ โดยบอกว่า ตนเองและเพื่อนเป็นคน อ.เวียงแกน จ.เชียงราย ในวันดังกล่าวตนเองและเพื่อนหญิงขี่รถจักรยานยนต์กำลังจะไปส่งเพื่อนชายอีกคน เพื่อขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่ง จ.พะเยา แต่ในระหว่างนั้นเกิดน้ำมันหมด จึงได้เข็นรถไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม และเกิดเหตุการณ์ขึ้นตามที่ปรากฏในคลิป จึงได้นำมาลงเฟซบุ๊กเพื่อเตือนภัย เนื่องจากเกรงว่าน่าจะเป็นพวกมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ โดยเรื่องนี้ตนและเพื่อนๆ จะเข้าแจ้งความเพื่อนดำเนินคดีกับชายรายดังกล่าวภายในอีก 2-3 วันนี้

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวเพจ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพะเยา ได้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า “กรณีที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ ว่ามีบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองขอตรวจเอกสารของบุคคลทั่วไปนั้น ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพะเยาขอเรียนชี้แจงว่า ในการตรวจสอบบุคคลต่างด้าวของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะต้องแต่งกายสุภาพ สวมเครื่องแบบปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งแสดงสัญลักษณ์และเครื่องหมายสังกัดที่ชัดเจน พร้อมสามารถแสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานได้ทุกครั้ง อนึ่ง หากผู้ใดพบเห็นบุคคลที่แอบอ้างกระทำการไม่เหมาะสม ขอความกรุณาแจ้งมาที่ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพะเยาหมายเลขโทรศัพท์ 054-079852 เพื่อจักได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป”

‘มาร์ค’ สวนกลับ นายกฯ หลังถูกติงให้ระวังคำพูด

‘มาร์ค’ สวนกลับ นายกฯ หลังถูกติงให้ระวังคำพูด ย้ำ การให้สมาชิกที่มีแนวทางไม่เหมือนกันไปสังกัดพรรคอื่น ถือเป็นหลักสากลของพรรคการเมือง

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าการจะพูดอะไรมาขอให้ระมัดระวังและอยู่ที่ประชาชนเขาจะเชื่อถือได้แค่ไหนอย่างไร หลังนายอภิสิทธิ์บอกให้สมาชิกพรรคที่จะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีไปเข้าสังกัดกับพรรคอื่น

ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ ได้มีการส่งข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ถึงกรณีดังกล่าวว่า จากกรณีการให้สัมภาษณ์กับสื่อเรื่องแนวทางของพรรคเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา เข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ได้ดูหรือฟังคำสัมภาษณ์ เพราะไม่มีตรงไหนที่ไปพาดพิงถึงใครในทางที่เสียหายหรือไม่ให้เกียรติใคร อีกทั้งการให้ความเห็นว่าผู้ใดจะตัดสินใจสังกัดพรรคใด ก็ควรที่จะยึดมั่นแนวทางที่พรรคประกาศต่อประชาชน และถือว่าเป็นไปตามหลักการสากล เป็นการให้เกียรติประชาชนซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด