สกรศ. แจงปมลงนาม MOU กับ ‘อาลีบาบา’ เว้นภาษีเต็มพิกัด 13 ปี ?

สกรศ. ชี้แจงปมลงนาม MOU กับ ‘อาลีบาบากรุ๊ป โฮลดิ้ง’ เว้นภาษีเต็มพิกัด 13 ปี ?

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก กระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงประเด็นแฟนเพจ พลเมืองต่อต้าน Single Gateway เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม หยิบยกการนำเสนอข่าวกรณีการลงนามบันทึกความเข้าใจกับ อาลีบาบากรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด ที่มีข้อสังเกต 3 ข้อ ดังนี้

1) สิทธิประโยชน์การลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนใหม่ของบีโอไอ จะได้รับการยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี และได้สิทธิลดหย่อนภาษี 50% ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่อาลีบาบาจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 13 ปี

ชี้แจงประเด็นข้อสังเกตข้อ 1

การได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบีโอไอ ซึ่งสิทธิประโยชน์พื้นฐานจะแตกต่างกันไปตามประเภทกิจการ โดยกิจการประเภทเดียวกัน จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์เดียวกัน ในปัจจุบันการส่งเสริมการลงทุนจะมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการฝึกอบรมบุคลากรควบคู่ไปด้วย นอกจากสิทธิประโยชน์พี้นฐานแล้ว ผู้ขอรับการส่งเสริมยังอาจได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้านการพัฒนาเทคโนโลยี หากมีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด  การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนให้กับอาลีบาบานั้น บีโอไอ  จะมีการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนประกาศกำหนด  ซึ่งมิได้เป็นการให้เฉพาะเจาะจงกับรายใดรายหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ

2) อาลีบาบา กรุ๊ป เรียกร้องเรื่องเกณฑ์ขั้นต่ำในการผ่อนปรน ว่าด้วยถิ่นกำหนดสินค้า เพื่ออนุโลมให้วัสดุที่ไม่ผ่านตามเกณฑ์การเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากร ยังคงได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร

ชี้แจงประเด็นข้อสังเกตข้อ 2

การพิจารณาเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า เป็นไปตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของกรมศุลการ ทั้งนี้ไม่ปรากฏว่ามีการเรียกร้องให้ผ่อนปรนกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าแต่อย่างใด

3) อาลีบาบา กรุ๊ป เรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการค้าออนไลน์ ผ่านระบบอาลีเพย์ เพื่อให้เป็นผู้ให้บริการชำระเงินโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านสถาบันการเงินของไทย

ชี้แจงประเด็นข้อสังเกตข้อ 3

การลงนามในบันทึกความตกลงร่วมกับอาลีบาบา กรุ๊ป ทั้ง 4 ฉบับนั้น มีความครอบคลุม ดังนี้

1. การใช้อีคอมเมอร์ส (E-commerce)  ในการส่งออกสินค้าเกษตรและ โอทอป โดยเริ่มต้นจาก ข้าวและทุเรียน

2. การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถใช้เข้าสู่การใช้ อีคอมเมอร์ส (E-commerce) เป็นช่องทางการตลาด

3. การใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มในการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน เข้าสู่เมืองรองและชุมชน อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการนำข้อมูลร้านค้าไทยและร้านอาหารไทยให้อยู่บนดิจิทัลแพลตฟอร์มที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย

4. การลงทุนใน ศูนย์ดิจิทัลอัจฉริยะ (Smart Digital Hub) ในการค้าอีคอมเมอร์สระดับโลกกับประเทศในภูมิภาค มิได้มีความตกลงกันเกี่ยวกับเรื่องระบบการเงินแต่อย่างใด

รวบผู้ต้องหาลักทรัพย์บ้านเจ้าหน้าที่อัยการ หลังแหกห้องขังหนี

รวบผู้ต้องหาร่วมก่อเหตุลักทรัพย์บ้านเจ้าหน้าที่อัยการ หลังแหกห้องขังหนี ก่อนถูกจับได้

วันนี้(25 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุลักทรัพย์ที่บ้านเลขที่ 22/4 ต.บึงคอไห อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยเป็นบ้านของนางศศิกร รื่นสุข อายุ 44 ปี ตำแหน่งพนักงานพิมพ์สำนักงานอัยการ คดีเยาวชนและครอบครัว จ.ปทุมธานี โดยคนร้ายได้เซฟนิรภัยภายในมีทรัพย์สินเป็นสร้อยทองเครื่องเพชรและเงินสด มูลค่ากว่า 1 แสนบาทแล้วหลบหนีไป เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ 1 คน โดยจับขังไว้ที่ห้องขัง สภ.คลองสิบสอง แต่ผู้ต้องหาสามารถแหกห้องขังหลบหนีไปได้ จึงลงพื้นที่ตรวจสอบ

นางศศิกร รื่นสุข อายุ 44 ปี ตำแหน่งพนักงานพิมพ์สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2561 ที่ผ่านมาได้มีคนร้ายก่อเหตุก่อเหตุลักทรัพย์ ที่บ้านเลขที่ 22/4 ต.บึงคอไห อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยคนร้ายได้เซฟนิรภัยขนาดประมาณ 50 ซ.ม. สีเทาภายในมีทองรูปพรรณ สร้อยเพชร แหวนทอง แหวนเพชร เงินสดรวมมูลค่าประมาณ 1 แสนบาทแล้วหลบหนีไป หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายไว้ได้พร้อมทั้งให้ตนเองไปตรวจสอบที่ สภ.คลองสิบสอง แต่เมื่อตนเองเดินทางไปถึงเพื่อขอดูตัวผู้ต้องหาก็ทราบว่าคนร้ายแหกห้องขังออกไปแล้ว โดยการโยกสายยูประตูห้องขังจนชำรุด

ในเวลาต่อมา พ.ต.อ.กรณ์เสฎฐ์ วงศ์สีชิน ผกก.สภ.คลองสิบสอง เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุที่เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสามารถจับกุมตัวนายสัตยา อับดุลเลาะ อายุ 22 ปี 1 ใน 2 คนที่ที่ร่วมกันก่อเหตุทำหน้าที่ดูต้นทาง โดยนำตัวมาฝากขังไว้ที่ห้องขังเวลา 19.00 น.วันที่ 24 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา และทราบว่าผู้ต้องหาแหกข้องขังไป เมื่อเวลา 00.01 น. หลังทราบเรื่องเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ระดมค้นหาตัวจนสามารถจับกุมตัวนายสัตยา อับดุลเลาะ ที่หลบหนีไปได้โดยหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านหมู่ 4 ต.บึงหอไห อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และได้นำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านเกิดเหตุก่อนนำตัวไปฝากขังที่ศาล จ.ธัญบุรี

พ.ต.อ.กรณ์เสฎฐ์ วงศ์สีชิน ผกก.สภ.คลองสิบสอง เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบก็พบว่า ในคืนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สืบเวรและประจำวันปฏิบัติหน้าที่ตามปกติโดยคนร้ายได้โยกสายยูห้องขังจนชำรุดก่อนที่จะออกทางประตูข้างโรงพักด้านทิศตะวันออกแล้วหลบหนีไปอยู่ที่บ้านจนสามารถจับกุมตัวได้ สำหรับผู้ต้องหาอีก 1 คน ที่ทำหน้าที่ก่อเหตุลักทรัพย์เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวแล้วและอยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีทางกฏหมายต่อไป

ผวา! เก็บอิฐ ‘วัดไชยวัฒนาราม’ กลับบ้าน เจออาถรรพ์รีบส่งคืน

ผวา! เก็บอิฐ ‘วัดไชยวัฒนาราม’ กลับบ้าน เจออาถรรพ์รีบส่งคืน

วันนี้ (25 เม.ย. 61) มีรายงานว่า เฟซบุ๊กแฟนเพจของ สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้โพสภาพอิฐ พร้อมกับดอกไม้ธูปเทียน และกระดาษ ที่มีข้อความระบุว่า “ข้าพเจ้าไปเที่ยวที่ วัดไชยวัฒนาราม ข้าพเจ้าได้ขออิฐกลับมาบ้าน 1 ก้อน ก็ไม่สบายใจเกิดอาการป่วยไม่รู้สาเหตุ ข้าพเจ้าขอส่งคืนครับ ข้าพเจ้าขอขมาลาโทษ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงขอเรียนเพื่อทราบขอบคุณมากๆครับ หมายเหตุข้าพเจ้ามีดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาลาโทษด้วยครับ”

โดยทางอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้โพสข้อความระบุว่า ได้รับโบราณวัตถุที่มีผู้เก็บกลับไปคืนมา จึงขอฝากทุกท่านที่เที่ยวชมโบราณสถานว่า ควรเที่ยวชมด้วยความสุภาพ ไม่รื้อหรือเก็บสิ่งใดกลับไป เพราะจะยิ่งทำให้โบราณสถานยิ่งเสียหายมากขึ้น เรื่องการส่งคืนโบราณวัตถุครั้งนี้เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล

ทั้งนี้ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวมาก ถึงการที่นำอิฐกลับไปเพราะเป็นโบราณวัตถุไม่ควรนำกลับไป หลายครั้งที่นำกลับไปเจอเรื่องราวลี้รับต้องนำส่งกลับคืน ควรที่จะบันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่ายมากกว่าที่จะเก็บอะไรกลับไป

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมโบราณสถาน ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แล้วได้เก็บก้อนอิฐกลับไป แล้วเกิดเหตุการณ์ต่างๆ จนต้องมีการส่งคืน เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง มีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่พบกับเหตุการณ์แบบนี้