เคลื่อนย้ายต้นตะเคียน อายุกว่า 300 ปี ชาวบ้านไม่พลาดแห่ขอเลขเด็ด

ชาวบ้านช่วยกันนำลำต้นตะเคียนหินอายุกว่า 300 ปี ขึ้นจากน้ำในแม่น้ำจันทบุรี ก่อนนำไปไว้ที่วัดสระบาป จ.จันทบุรี

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ริมแม่น้ำจันทบุรี ฝั่งเทศบาลเมืองจันทนิมิต กำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลจันทนิมิต ได้นำรถเครนขนาดใหญ่ ช่วยกันนำลำต้นคะเคียนขนาดความยาวประมาณ 5 เมตร ขึ้นมาจากริมตลิ่งของแม่น้ำจันทบุรี

ทั้งนี้หลังจากที่คนงานก่อสร้างของโครงการ ได้ทำการตอกเสาเข็ม เพื่อดำเนินการก่อสร้างไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถเจาะเสาเข็มลงไปได้ ทั้งยังรถรถแบ็กโฮที่ใช้ทำงานก็เกิดเสีย หลังจากทำการตอกเสาเข็มลงไป จนพบว่าด้านล่างมีต้นตะเคียนอยู่ เมื่อสอบถามคนเฒ่าคนแก่พบว่า เป็นต้นคะเคียนเก่าแก่อายุกว่า 300 ปี ในวันนี้จึงนำรถเครนมาทำการยกขึ้นจากน้ำ เพื่ออัญเชิญไปไว้ยังวัดสระบาป ต.ลองนารายณ์ อ.เมือง จ.จันทบุรี

ขณะที่ทำการเคลื่อนย้ายลำต้นตะเคียนต้นดังกล่าวมายังวัดสระบาป มีหญิงแต่งกายชุดสีขาว ลักษณะเหมือนกับคนทรงบอกว่า ยังมีต้นตะเคียนส่วนที่เหลืออยู่ภายในน้ำอีก ขอให้คนงานและชาวบ้านช่วยกันนำขึ้นมาให้หมด เนื่องจากเป็นส่วนแขนและขา ส่วนลำต้นด้านล่างยังไม่รู้ว่าไปอยู่ตรงจุดไหน เนื่องจากต้นตะเคียนหินนี้จมน้ำมานานกว่า 300 ปี แล้ว

ทั้งยังบอกด้วยว่าต้นตะเคียนดังกล่าวเป็นท่านตะเคียนหิน ซ้ายขวา ปลาเงินปลาทอง คือเป็นตะเคียนชายและหญิงกอดกันอยู่ ซึ่งเบื้องต้นทางกำนันและผู้ใหญ่บ้านจะไปนำต้นตะเคียนที่เหลือขึ้นมาจากน้ำให้หมด และนำมาไว้ยังที่เดียวกัน

หลังจากยกต้นตะเคียนลงจากรถ คนทรงได้ช่วยกันประกอบพิธี อัญเชิญท่านตะเคียนหินให้มาช่วยกันดูแลปกปักษ์รักษา ช่วยกันนำความเจริญมาสู่ชุมชนและหากช่วยกันสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นชาวบ้านจะช่วยกันสร้างหลังคาบังแดดบังฝนให้ โดยในช่วงการประกอบพิธีชาวบ้านก็นำมาลัยดอกดาวเรือง ชุดไทย และผ้าสามสีมาผูก ชาวบ้านบางรายก็น้ำแปรงมาช่วยขัดดินเลนที่ติดอยู่บนลำต้นตะเคียนออก

จากการตรวจสอบต้นตะเคียนต้นดังกล่าวพบว่ามีขนาดความยาวประมาณ 5 เมตรเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 60 เซนติเมตร ตามลำต้นมีรูพรุนและเนื้อไม้มีความแข็ง โดยชาวบ้านบางรายเมื่อมาจับๆถูๆที่ลำต้นก็หวังที่จะได้เลขเด็ดไปเสี่ยงโชคในงวดที่จะถึงนี้ แต่ชาวบ้านบางรายก็ให้ความสนใจหมายเลขทะเบียนรถที่บรรทุกต้นตะเคียนหินต้นนี้มายังที่วัด ทำให้สลากกินแบ่งรัฐบาลที่นำมาจำหน่ายไม่มีเลขที่เกี่ยวข้องหลงเหลืออยู่

แบบนี้ก็ได้เหรอ ? อ.เจษ งง กสทช. นิ่งเฉยไม่เอาผิดเจ๊ปอง ด่าตำรวจออกอากาศ

อ.เจษ ไม่เข้าใจ หลัง กสทช.ไม่เอาผิดเจ๊ปอง ด่าตำรวจออกอากาศ ปมบุกจับอดีตพระพุทธะอิสระ อ้างเนื้อหาไม่เกินเลย ลั่นความผิดมันเกิดสำเร็จไปแล้ว ยังต้องรอให้ทำผิดซ้ำก่อนถึงจะลุกขึ้นมาทำอะไรเหรอ

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยข้อมูลจากทางฝั่ง กสทช. หลังจากที่เจ้าตัวเรียกร้องให้มีการดำเนินการกับนางสาวอัญชะลี ไพรีรัก หรือ “เจ๊ปอง” ผู้จัดรายการข่าวช่องข่าวช่องหนึ่ง เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ใช้คำหยาบคายด่าทอตำรวจชุดจับกุมอดีตพระพุทธะอิสระ ระหว่างการดำเนินรายการ

โดย อาจารย์เจษฎา เผยข้อความว่า ได้คำตอบจาก กสทช. แล้วครับ … คือ เนื้อหาไม่เกินเลย มีคำหยาบจริง แต่ไม่มีใครร้องเรียน จะรอดูต่อไป … เฮ้ยยย ความผิดมันเกิดสำเร็จไปแล้ว ยังต้องรอให้ทำผิดซ้ำก่อนถึงจะลุกขึ้นมาทำอะไรเหรอ หน้าที่คุณคือกำกับดูแลควบคุมนะ จะไม่มีการห้ามปราม ตักเตือน หรือป้องกันอะไรเลยเหรอไง

พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าว

กสทช.ได้เคยดูรายการทีวีที่มีผู้ดำเนินรายการดังกล่าวเป็นผู้จัด ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบยังไม่มีอะไรที่เกินเลย และผิดกฎกสทช. แต่ปัญหาคือ การใช้คำหยาบคาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการร้องเรียนเรื่องดังกล่าว จากนี้ต้องเฝ้าดูและตรวจสอบเนื้อหารายการ หากทำผิดกฎ กสทช.ต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้เมื่อ

ถึงเวลาที่ไทย จะปฏิรูปวงการสงฆ์ อุดรูรั่วเงินวัด แล้วหรือยัง?

วิกฤตวงการสงฆ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ถึงเวลาที่ไทยจะปฏิรูปวงการสงฆ์แล้วหรือยัง?

ปัญหาในวงการสงฆ์ที่เกิดขึ้น หัวใจสำคัญมาจากเรื่องเงิน ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า การตรวจสอบเงินในวงการสงฆ์แทบไม่มีกลไกชัดเจน จนกลายเป็นช่องโหว่ให้ทุจริต ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีความพยายามจะร่างกฏหมายขึ้นมาตรวจสอบทรัพย์สินของพระและวัด แต่ก็ถูกต่อต้านจากพระสงฆ์ แต่ปัญหาวิกฤตสงฆ์ครั้งนี้ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการปฏิรูปวงการสงฆ์อีกครั้ง

กฎหมายจัดการเงินวัด และระบบการตรวจสอบที่ไม่รัดกุมเพียงพอ เป็นที่สิ่งที่ นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่า นี่คือสาเหตุของการทุจริตเงินวัด เพราะวัดส่วนใหญ่ไม่มีโครงสร้างบริหารการเงินที่เป็นระบบ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี นอกจากนี้ ยังพบว่าอำนาจบริหารจัดการเงิน อยู่ที่เจ้าอาวาสทั้งหมด โดยไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลการเงินให้สาธารณะชนได้รับทราบ ขณะที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติขาดบทบาทในการกำหนดกรอบบริหารจัดการเงินวัด เช่นเดียวกับหน่วยงานตรวจสอบอย่างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็ทำได้แค่เพียงตรวจสอบเงินที่วัดได้รับจากรัฐเท่านั้น

ดังนั้น ทางออกในเรื่องนี้ นักเศรษฐศาสตร์ มองว่าจะต้องมีระบบการจัดการเงินที่รัดกุมสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ที่สำคัญชุมชนและภาคประชาชนจะต้องเป็นส่วนสำคัญในการร่วมตรวจสอบเงินวัด

วิกฤตวงการสงฆ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว มองว่า ช่วงนี้เหมาะสมที่สุดในการปฏิรูปสงฆ์ เพื่ออุดช่องโหว่หรือรูรั่วที่เกิดขึ้น เพราะการจัดการเงินและผลประโยชน์ของวัดต้องเป็นระบบ ไม่ให้อำนาจเจ้าอาวาสจัดการเงินมากเกินไป

หากย้อนไปเดือนมีนาคมปี 2560 ได้มีความพยายามปฏิรูปวงการสงฆ์ โดยคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้อง พิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนา ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้เสนอร่างกฎหมายพุทธบริษัทแห่งชาติ เพื่อตีความพระธรรมวินัยไม่ให้มีผู้นำไปบิดเบือน และร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุ เพื่อให้การจัดการทรัพย์สินของวัด และทรัพย์สินของพระภิกษุเป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย และให้วัดที่เข้าเกณฑ์จะต้องมีระบบการจัดทำบัญชีทรัพย์สินของวัด เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี แต่ความพยายามปฏิรูปวงการสงฆ์ กลับโดนกระแสต่อต้าน

และวิกฤตวงการสงฆ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ถึงเวลาที่ไทยจะปฏิรูปวงการสงฆ์แล้วหรือยัง?