โรงรับจำนำรัฐ ตรึงดอกเบี้ยต่ำสุด 0.25 รับช่วงเปิดเทอม

โรงรับจำนำรัฐ ตรึงดอกเบี้ยรับจำนำต่ำสุดที่ร้อยละ 0.25 บาทต่อเดือน พร้อมสำรองเงินเพิ่ม 500 ล้าน เพื่อรองรับประชาชนที่ประสบปัญหาด้านการเงินในช่วงเปิดภาคเรียน

สถานธนานุเคราะห์ (สธค.) หรือโรงรับจำนำของรัฐ เป็นรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมีนายบุญเลิศ พัฒนารุ่งอโนทัย เป็นผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ เนื่องด้วยช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงของสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งประชาชนมีความจำเป็นด้านการเงินเพื่อใช้จ่ายเงินเป็นค่าเล่าเรียนบุตรหลาน

กระทรวง พม. โดย สธค. มีความห่วงใยประชาชนที่ประสบปัญหาด้านการเงิน และเพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนดังกล่าว จึงได้มีการสำรองเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้บริการของผู้ปกครอง และเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างเต็มที่ ซึ่ง สธค. ได้มีการตรึงอัตราดอกเบี้ยรับจำนำไว้คงเดิม

สำหรับปัจจุบัน สธค. มีการคิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ 1) เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 บาท ต่อเดือน 2) เงินต้น 5,001 – 10,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 บาท ต่อเดือน 3) เงินต้น 10,001 – 20,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 บาท ต่อเดือน และ 4) เงินต้น 20,001 – 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 บาท ต่อเดือน

ทั้งนี้ สธค. โรงรับจำนำของรัฐ มีการคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดในธุรกิจโรงรับจำนำ เพียงร้อยละ 25 สตางค์ต่อเดือน (วงเงินไม่เกิน 5,000 บาท) อีกทั้ง ยังมีนโยบายอัตราการรับจำนำทรัพย์ประเภททอง นาก เงิน รูปพรรณ รับจำนำไม่เกินร้อยละ 90 ของราคาทองรูปพรรณในท้องตลาด ซึ่งให้ราคารับจำนำที่สูงขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ สธค. ยังได้มีการปรับภาพลักษณ์ เปลี่ยนโฉมการบริการใหม่ ตั้งแต่เรื่องภาพลักษณ์ภายนอก ให้ดูมีความสะดวกสบายมากขึ้น ตลอดจนการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว และมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาใช้บริการดังสโลแกนที่ว่า ดอกเบี้ยถูก บริการดี วางใจได้

โดยได้จัดโครงการ Pawnshop on Mobile เพื่อสื่อสารและประชาสัมพันธ์ภารกิจงานของ สธค. ให้ประชาชนได้รับทราบ และให้ผู้ใช้บริการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบข้อมูลการรับจำนำ ผ่านระบบแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ซึ่งจะสามารถดาวน์โหลดใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป

อภิสิทธิ์ ยืนยัน ชวน หลักภัย ไม่สนชิงเก้าอี้นายกฯ

“อภิสิทธิ์” ยืนยัน ชวน หลีกภัย   ไม่สนชิงเก้าอี้นายกฯ พร้อมร่วมมือรัฐบาลพูดคุยเลือกตั้ง ชี้ 4 ปี คสช.ปฏิรูปล้มเหลว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมสัมมนา หัวข้อรัฐธรรมนูญปราบโกงจะสัมฤทธิ์ผลได้จริงหรือไม่ โดยกล่าวถึงการปลุกกระแสให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แข่งกับ คสช. ว่า

ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, พรรคประชาธิปัตย์, ข่าวสดวันนี้
ชวน หลีกภัย

พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กังวลว่าใครจะแข่งขัน หรือจับมือกับใคร แต่ดูว่าจะกำหนดทิศทางประเทศชาติอย่างไรในยุคใหม่ ซึ่งเรื่องนี้นายชวน ได้ยืนยันมาตลอดว่า ไม่สนใจที่จะนำพรรค และยังเคยพูดเล่นว่า จะเทียบเคียงกับนายมหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ ต้องรอเวลาอีก 12 ปี

ส่วนในเดือนมิถุนายนนี้ รัฐบาลเตรียมเชิญนักการเมืองหารือการเลือกตั้ง รวมถึงแนวทางโรดแมปเลือกตั้ง ทางพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีปัญหาและพร้อมที่จะไปพูดคุยถึงปัญหาและอุปสรรคการทำงาน โดยเฉพาะการยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ที่เป็นปัญหาการปฏิบัติ ส่วนการตีความคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 และกฎหมายพรรคการเมืองนั้น ยังไม่ได้ข้อยุติ เพราะ คสช.ได้ขอขยายเวลาชี้แจงออกไป

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังประเมินการครบรอบ 4 ปี คสช.ว่า ผลงานที่เห็นผลเป็นรูปธรรมคือเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่รัฐบาลยังไม่สามารถยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนได้ เช่นเดียวกับ การปฏิรูปประเทศที่ยังไม่คืบหน้า เพราะเสียเวลาไปกับการทำงานของ สปช.และ สปท.ที่ไม่มีอำนาจเต็มในการปฏิรูป ทำให้ไม่เห็นผล

ภรรยา พ.ต.ท.สันธนะ ร้อง กสม. กรณีถูกเจ้าหน้าที่บุกค้นคอนโด

ภรรยา พ.ต.ท.สันธนะ ร้องขอความเป็นธรรม กสม. หลังได้รับความเดือดร้อน กรณีที่ จนท.ตำรวจเข้าค้นคอนโด เมื่อสัปดาห์ก่อน

วันนี้ ( 16 พ.ค. 61 ) ที่ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถ.แจ้งวัฒนะ นางพรรณี ประยูรรัตน์ ภรรยาของ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ประธานที่ปรึกษา บริษัท พัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีกรรโชกทรัพย์ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

หลังได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากการปฎิบัติหน้าที่และคำสั่งสนธิกำลังพลและอาวุธของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เข้าบุกค้นคอนโดของพันตำรวจโทสันธนะ ย่านพหลโยธิน และบ้านพัก ย่านรามอินทรา

โดย นางพรรณี เปิดเผยว่า หลังจากการตรวจค้นคอนโดที่ผ่านมา ส่งผลให้ตนเองไม่สามารถเข้าไปพักได้อีก เนื่องจากเกิดผลกระทบหลายอย่าง พร้อมทั้งมีการดักฟังโทรศัพท์ของตนเองด้วย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำบัญชีธนาคารของครอบครัว ไปตรวจสอบ ก่อนที่จะมีการแจ้งข้อกล่าวหา พ.ต.ท. สันธนะ รวมทั้งสิ้นแล้ว 45 ข้อหา ซึ่งตนเองก็กลัวที่จะมีถูกยัดข้อหาคดีต่างๆ ด้วย ส่วนตัวยังมีความกังวลเรื่องของสามี ว่าจะเกิดอันตรายนอกเหนือหรือไม่

ซึ่งการร้องเรียนในครั้งนี้ ต้องการให้ กสม. รับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนเหตุจะบานปลายไปมากกว่านี้ และหลังจากนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะไปร้องเรียนที่หน่วยงานใดหรือไม่ เบื้องต้นได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปที่ต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่อยากระบุว่าเป็นประเทศใด

สำหรับจะมีการฟ้องร้องกลับหรือไม่นั้น ตนเอง ยืนยันไม่ฟ้องร้องกลับบุคคลใด แต่อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตามกฎหมายอย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกันทุกครอบครัว พร้อมเชื่อว่าหากตนเองถูกออกหมายจับ อาจเป็นการถูกกลั่นแกล้ง เพราะที่ผ่านมาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาทั้ง 11 คนก่อนหน้านี้

ส่วนกรณีที่พันตำรวจโทสันธนะ ซึ่งอาจถูกถอดยศนั้น ตนเองได้รับข่าวเมื่อตอนเที่ยงที่ผ่านมา และมองว่าเป็นการดำเนินการที่รวดเร็วเกินกว่าปกติ และยศนั้นเป็นของสูงได้รับพระราชทาน ซึ่งไม่น่าจะถูกถอดถอนได้ง่ายขนาดนี้

สำหรับกรณีที่เปิดเผย 3 นายพลที่สามีจะฟ้องกลับ ยืนยันไม่กลัวอิทธิพลและอำนาจ พร้อมอยากให้เจ้าหน้าที่ตั้งบรรทัดฐานการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ เป็นการกระทำอยู่บนมาตรฐานเดียวกับบุคคลอื่นหรือไม่ พร้อมมองว่าการกระทำดังกล่าวนั้นรุนแรง และส่งผลกระทบต่อครอบครัวเป็นอย่างมาก และขอให้เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งวิงวอนอยากให้ครอบครัวตน เป็นครอบครัวสุดท้ายที่ถูกกระทำ

อย่างไรก็ตามด้านนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า เบื้องต้นจะตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจว่ามีการกระทำเกินกรอบของกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ส่วนกรณีที่ตำรวจเข้าไปบุกจับของพันตำรวจโทสันธนะภายในคอนโดมีเนี่ยมเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม จะเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่นั้น

เบื้องต้นรับแจ้งจากตำรวจว่ามีเหตุผลในการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่พร้อมมีหมายค้นด้วย แต่อย่างไรก็ตามจะต้องดูว่าการเข้าจับกุมมีความรุนแรงหรือไม่ รวมถึงพันตำรวจโทสันธนะได้รับสิทธินตามกฎหมายหรือไม่

นอกจากนี้นางอังคณากล่าวถึงกรณีที่ตำรวจออกหมายเรียกบิดาของพันตำรวจโทสันธนะเข้ามาให้ปากคำ จะต้องตรวจสอบว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคลไม่ใช่เรื่องของครอบครัว