​เตือนระวังกินเห็ดพิษ หลังภาคเหนือพบผู้ป่วยแล้ว 19 ราย

สำนักงานควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ เผยพบผู้ป่วยจากการบริโภคเห็ดพิษ ในภาคเหนือแล้ว 19 ราย / ส่วนความนิยมเห็ดป่า สร้างรายได้ให้แม่ค้าที่ตลาดบ้านดอยแก้ว จังหวัดลำพูน ไม่ต่ำกว่าวันละ 5,000บาท

บรรยากาศที่ตลาดบ้านดอยแก้ว อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน แหล่งจำหน่ายอาหารป่าชื่อดังของภาคเหนือ คึกคักไปด้วยประชาชนและนักท่องเที่ยวที่พากันไปเลือกซื้ออาหารป่าตามฤดูกาล โดยเฉพาะเห็ดป่าหลากหลายชนิดที่ออกดอกมาให้รับประทานกันในช่วงต้นฤดูฝน

เห็ดหลายชนิดมีราคาแพง เห็ดเผาะหรือเห็ดถอบ ขายกันลิตรละ 180 บาท หรือ กิโลกรัมละ 2,000 บาท นอกจากนี้ยังมีเห็ดโคน เห็ดหล่ม เห็ดลม เห็ดห้า รวมทั้งชุดเห็ดรวมสามอย่างพร้อมนำไปแกงรับประทานที่บ้าน ขายจานละ 50 บาท ทำให้แม่ค้าแต่ละรายมีรายได้จาการขายเห็ดป่าวันละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท

ขณะที่สำนักงานควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ เผยตั้งแต่ต้นปีจนถึง 15 พฤษภาคม พบผู้ป่วยจากการบริโภคเห็ดพิษ หรือ ผู้ป่วยโรค Mushroom poisoning ในภาคเหนือแล้วกว่า 19 ราย พบมากที่สุดที่จังหวัดเชียงราย พะเยา และ เชียงใหม่ ตามลำดับ

โดยผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ปวดท้อง อาการดังกล่าวเกิดขึ้นได้หลังกินตั้งแต่ไม่กี่วินาที หลายชั่วโมง หรือ ข้ามวัน ในรายที่รุนแรงอาจเสียชีวิตได้ภายใน 1 สัปดาห์ จากภาวะตับถูกทำลาย พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการบริโภคเห็ด ไม่ควรบริโภคเห็ดที่ไม่รู้จักหรือที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

สำหรับเห็ดที่ไม่ควรเก็บมาทาน คือ เห็ดที่มีสีน้ำตาล เห็ดที่มีปลอกหุ้มโคน มีวงแหวนใต้หมวก ที่สำคัญห้ามทานเห็ดแบบดิบ ๆ เพราะอาจเสี่ยงถึงชีวิต

เผยเจ้าของ ‘เมจิก สกิน’ มีทรัพย์สินกว่า 300 ล้าน เตือนคนรับซื้อเข้าข่ายฟอกเงิน

ตร. เผยเจ้าของ ‘เมจิก สกิน’ มีทรัพย์สินกว่า 300 ล้านบาท เตือนคนรับซื้อเข้าข่ายฟอกเงิน

พลตำรวจเอกวิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยการเปิดทรัพย์สินของ นางวรรณา พวงสน และ นายกร พวงสน สองสามีภรรยาที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เมจิก จากการตรวจสอบพบว่า นางวรรณา มีรถยนต์หรูไว้ในครอบครองจำนวน 15 คัน มูลค่ารวม 40 ล้านบาท ส่วน นายกร มีรถยนต์ รถจักรยานยนต์หรูจำนวน 15 คัน มูลค่ารวม 28 ล้านบาท รวมมูลค่ารถยนต์ที่สองสามีภรรยาครอบครอง รวม 68 ล้านบาท

เบื้องต้นระหว่างรอคำสั่งอายัด ตำรวจได้ทำหนังสือถึงนายทะเบียน เพื่อขอให้แจ้งถึงพนักงานสอบสวน หากมีการโอนรถของนางวรรณาและนายกร เนื่องจากขณะนี้พบว่า มีการพยายามยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน มีการนำรถยนต์ไปซุกซ่อน ทั้งในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ในเครือญาติ กลุ่มนักธุรกิจ เต็นท์รถ และมีการเร่งรีบขาย จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ หากใครมีส่วนช่วยเหลือ ครอบครองหรือรับซื้อทรัพย์สิน จะถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงิน ส่วนผู้ที่รับซื้อไปก่อนหน้านี้จะต้องมาแจ้งพนักงานสอบสวน และดูเจตนารับโอนต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีทรัพย์สินอื่นๆ ของนางวรรณาและนายกร ยังมีเงินสด ที่ดิน กระเป๋าแบรนด์เนม มูลค่าประมาณกว่า 100 ล้านบาท นอกเหนือจากรถยนต์หรู ซึ่งจะต้องดำเนินการยึดเพื่อตรวจสอบต่อไป ขณะเดียวกัน ยังมีทรัพย์สินของผู้เสียหายอีกกว่า 200ล้านบาท

เตือนระวัง! มิจฉาชีพหลอกให้ไปทำงานเกาหลี อ้างค่าจ้างสูงถึง 6 หมื่นต่อเดือน

จัดหางานจังหวัดอุดรธานี เตือนผู้ที่คิดจะไปทำงานเกาหลี ระวังถูกหลอกลวง รับสมัครแรงงานไปทำงานเกาหลี เพื่อแลกกับค่าจ้างที่สูงถึงเดือนละ 6 หมื่นบาท

วันนี้(16 พ.ค.) ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่ง โพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊ก “กลุ่มอุดรอยากขายอะไรลงเลย” และ “กลุ่มอุดร 108 ขายทุกอย่างอุดรธานี” ที่ลงประกาศรับสมัครช่างเชื่อมที่ประเทศเกาหลี เงินเดือนเริ่มต้น 6 หมื่นบาท ซึ่งรายได้นี้ยังไม่รวมค่าล่วงเวลา โดยจะบินไปทำงานที่ประเทศเกาหลีในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้

ภายหลังการโพสต์ข้อความดังกล่าว มีผู้สนใจสอบถามจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการลักลอบไปทำงานเกาหลีแบบผิดกฎหมาย จนทำให้ผู้ลงประกาศลบโพสต์นี้ออกไป

ขณะที่นายอภิชาติ วงศ์กาฬสินธุ์ รักษาราชการจัดหางานจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลไปแล้ว เบื้องต้น ทราบว่าเป็นการเดินทางไปในลักษณะนักท่องเที่ยว คาดว่าแรงงานที่ต้องการจะเดินทางไป ต้องจ่ายค่าดำเนินการและค่าเดินทางประมาณ 8 หมื่น 5 พันบาท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้พยายามติดต่อไปยังเพจเฟซบุ๊กรับสมัครงาน และติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุ แต่ยังไม่สามารติดต่อได้

รักษาการจัดหางานจังหวัดอุดรธานี ยังฝากเตือนผู้ที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศ ให้ระวังถูกหลอกลวง หากจะเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ

ส่วนการนำข้อความการรับสมัครงานโพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ปี 2528 มาตรา 91 ตรี ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 6 แสน ถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ