ผู้ว่าฯ กทม. มอบเครื่องช่วยฟังให้ผู้สูงอายุ มีปัญหาทางการได้ยินฟรี

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องช่วยฟังให้แก่ผู้สูงอายุที่มีปัญหาทางการได้ยิน จำนวน 100 คน

วันนี้ ( 8 พ.ค. 61) ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม. พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องช่วยฟังให้แก่ผู้สูงอายุที่มีปัญหาทางการได้ยิน จำนวน 100 คน จากทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร ในโครงการ “ฟังรู้ ฟังชัด พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร” เดินทางมารับมอบเครื่องช่วยฟังที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ภายใต้กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ ทีมข่าว MThai News ได้สอบถาม นายเค้า อังคารชัย อายุ 82 ปี เดินทางมารับเครื่องช่วยฟัง กล่าวว่า หูข้างที่ใส่ได้ยินน้อย แต่โดยรวมรับฟังดีขึ้น เจ้าหน้าที่ชวนลุงพูดคุย ก็ตอบได้ทุกประโยค ส่วนสาเหตุที่หูข้างขวาลุงไม่ได้ยิน เกิดเมื่อ 5-6 ปีก่อน นอนดูทีวี อยู่ๆ หูข้างขวาก็ไม่ได้ยินตั้งแต่นั้นมา

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ. ถึง 5 เม.ย. 2561 มีผู้สูงอายุร่วมคัดกรองทั้งหมด จำนวน 9,844 คน พบผู้มีความปกติทางการได้ยิน จำนวน 1,764 คน และจากการตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiogram) ทั้งจาก รพ.รัฐและเอกชนพบว่า มีผู้สูงอายุต้องใส่เครื่องช่วยฟัง จำนวน 296 คน โดยหลังจากมอบเครื่องช่วยฟังให้ผู้สูงอายุ 100 ท่านแรกแล้ว โครงการจะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลแก้ไขความบกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งจะช่วยให้สื่อสารกับคนรอบข้างได้ดีขึ้นและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ

เผย 3 สายงานสำคัญ ที่หุ่นยนต์จะมาช่วยสนับสนุนการทำงานของมนุษย์

เผย 3 สายงานสำคัญ ที่หุ่นยนต์จะมาช่วยสนับสนุนการทำงานของมนุษย์ พร้อมชี้ 3 ทักษะเด่นที่มนุษย์มีเหนือกว่าหุ่นยนต์

จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) เว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับ 1 ของประเทศไทย เผย 3 สายงานสำคัญที่หุ่นยนต์จะมาช่วยสนับสนุนการทำงานของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่ 1) อาชีพด้านบริการ เช่น พนักงานจองตั๋วเครื่องบิน พนักงานต้อนรับในโรงแรม ฯลฯ เนื่องจากหุ่นยนต์จะมาช่วยเหลือมนุษย์ให้การทำงานง่ายขึ้นทั้งผู้ให้บริการและลูกค้าที่มาใช้บริการ

2) อาชีพเฉพาะทาง เช่น ผู้ช่วยแพทย์ เนื่องจากหุ่นยนต์มีความแม่นยำสูง และสามารถทำงานได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการทำงาน รวมถึงสามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงอย่างไรการใช้หุ่นยนต์ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น การผ่าตัดที่ซับซ้อนในอวัยวะสำคัญ ที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญของแพทย์เป็นหลัก

3) อาชีพให้คำปรึกษา เช่น ที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งข้อมูลที่ได้จะมีความแม่นยำสูง ช่วยลบข้อผิดพลาดรวมถึงความลำเอียงในบางสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจของมนุษย์ พร้อมแนะ 3 ทักษะอันเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยังเหนือกว่าหุ่นยนต์ก็ คือ 1) ทักษะทางสังคม (Social Skills)

2) ทักษะทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) และ 3) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ที่จะเห็นได้ว่าเป็นทักษะที่เกิดจากการเรียนรู้โดยธรรมชาติของมนุษย์เป็นทุนเดิม ดังนั้นมนุษย์จึงต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โลกการทำงานในอนาคตของทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์สามารถทำงานและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้โลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จนทำให้หลายองค์กรต่างนำระบบและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานมากขึ้น

ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องระบบอัตโนมัติหรือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่มีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในหลากหลายอาชีพ ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวลว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมดในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ในความเป็นจริงหากลองวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว

งานที่หุ่นยนต์จะเข้ามาทดแทนนั้นมักจะเป็นงานที่มีรูปแบบการทำงานแบบเดิมซ้ำๆ หรือเป็นงานที่เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์มีความสามารถในการคำนวณข้อมูลที่ซับซ้อนได้รวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์ ดังนั้นเทคโนโลยีด้าน AI จะมีผลเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของมนุษย์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น

งานบางอย่างจะถูกหุ่นยนต์ทดแทนแต่ก็จะเกิดงานในรูปแบบใหม่ๆ ที่หุ่นยนต์ยังไม่สามารถทำแทนได้ เช่น งานที่ใช้ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ งานที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ฯลฯ ตลอดจนงานบางอย่างที่มนุษย์สามารถนำจุดแข็งของหุ่นยนต์มาใช้และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เปิดรายชื่อสารอันตรายใน เครื่องสำอาง – อาหารเสริม

เปิดรายชื่อสารอันตราย ที่ห้ามนำไปเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง-อาหารเสริม เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ตัดสินใจก่อนซื้อ

สำหรับสารต้องห้ามใช้เป็นส่วนประกอบเครื่องสำอาง ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ประกาศไว้ อันดับแรก ได้แก่ สารปรอท ซึ่งมักพบในเครื่องสำอาง จำพวกครีมหน้าขาวใส โดยหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดพิษสะสมของสารปรอทในผิวหนัง และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ตับ และไต อักเสบ เกิดโรคโลหิตจาง และทางเดินปัสสาวะอักเสบ

ตัวที่ 2 ได้แก่ ไฮโดรควิโนน ที่เป็นสารยับยั้งกระบวนการทางเคมีของเซลล์สร้างเม็ดสี เมื่อปริมาณเม็ดสีลดลง จะส่งผลให้ผิวขาวขึ้น อีกทั้งยังถูกนำมาใช้เป็นยารักษาฝ้า, กระ และจุดด่างดำ แต่ อย.ได้สั่งห้ามใส่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง หลังพบผู้ผลิตมักผสมในปริมาณสูง ซึ่งก่อผลข้างเคียง เช่น อาการแสบร้อน ตุ่มแดง และผิวคล้ำมากขึ้นในบริเวณที่ทา รวมถึงเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง

ตัวที่ 3 ได้แก่ สเตียรอยด์ ซึ่งยับยั้งการสร้างเม็ดสี เช่นเดียวกับไฮโดรควิโนน

ตัวที่ 4 ได้แก่ กรดเรติโนอิก หรือ กรดวิตามินเอ ที่มักพบในผลิตภัณฑ์รักษาผิวหน้า ที่มีผลข้างเคียงทำให้ผิวหน้าแสบร้อน อักเสบ, ผิวหน้าลอก, ระคายเคือง และอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์

โดยหากพบเครื่องสำอาง ที่มีสารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ สามารถรู้ได้ทันทีว่า เป็นเครื่องสำอางที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน และผิดกฎหมาย ไม่ควรซื้อมาใช้

ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ผู้บริโภคต้องระวังอันตรายจากส่วนผสมของสารต้องห้ามดังกล่าว หรือการปลอมปนยาแผนปัจจุบัน มีจำนวน 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.ยารักษาสมรรถภาพทางเพศ 2.ยาลดความอ้วน 3.ยาลดความอยากอาหาร 4.ยาระบายสมัยใหม่ 5.ยาสเตียรอยด์ และ 6.ยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท

โดยพบว่า ในกลุ่มยาลดความอ้วน มักพบการใส่ยาแผนปัจจุบัน มากถึงร้อยละ 13 และเป็นผลิตภัณฑ์ที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุด เพราะคนไทย มีปัญหาโรคอ้วนลงพุงจำนวนมาก

ดังนั้น อย.จึงเตือนผู้บริโภคให้ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในร้านที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอมปนยาแผนปัจจุบัน เนื่องจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะต้องสกัดมาจากอาหาร, พืช หรือผลไม้เท่านั้น ไม่สามารถใส่ยาแผนปัจจุบันลงไปได้