ให้ประกัน ติ๊งค์ พันธิตร มหาเปารยะ ลูกเลี้ยง กรณ์ จาติกวณิช คดีพกโคเคน

ศาลให้ประกัน ลูกเลี้ยง “กรณ์ จาติกวนิช” คดีพกโคเคน ตีราคาประกัน 1 หมื่นบาท -รายงานตัว 21 มิ.ย.นี้

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (4 พ.ค. 2561) ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้มีคำสั่งให้ประกันตัว นายพันธิตร หรือติ๊งค์ มหาเปารยะ อายุ 26 ปี บุตรชายของนางวรกร จาติกวณิช ภรรยาของ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติด

ติ๊งค์ พันธิตร มหาเปารยะ, กรณ์ จาติกวณิช

จากกรณีที่ครอบครองโคเคน ขณะโดยสารแท็กซี่ผ่านด่านตรวจย่าน ถ.รัชดาภิเษก หลังจากญาติได้ยื่นหลักทรัพย์ เป็นเงินสด เพื่อขอประกันตัว โดยตีราคาประกัน 10,000 บาท และให้รายงานตัว หลัง ครบฝากขังครั้งที่ 4 ในวันที่ 21 มิ.ย.นี้

ลูกจ้างหายห่วง! เจ็บป่วยจากการทำงาน เบิกค่ารักษาได้สูงสุด 2 ล้านบาท

ลูกจ้าง เจ็บป่วยจากการทำงานไม่ต้องกังวลกองทุนเงินทดแทน ประกันสังคม พร้อมดูแลเต็มที่เบิกค่ารักษาได้สูงสุด 2 ล้านบาท

นพ.สุรเดช วลีอธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการดูแลลูกจ้างของสำนักงานประกันสังคม ว่า สำนักงานประกันสังคม มีกองทุนเงินทดแทนดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ซึ่งจากสถิติข้อมูลลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 26,142 ราย

และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งมีจำนวนการประสบอันตรายฯ จำนวน 25,922 ราย พบว่า เพิ่มขึ้นจำนวน 220 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.85 จังหวัดที่มีลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงานสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร มีจำนวน 7,123 ราย รองลงมา คือ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 3,837 ราย และจังหวัดชลบุรี จำนวน 1,609 ราย

นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า ประเภทสถานประกอบการที่มีลูกจ้างมากกว่า 1,000 คน มีสถิติประสบอันตรายสูงสุด คือ 6,081 ราย รองลงมา คือ สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 201 – 500 คน จำนวน 4,227 ราย และสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 21- 50 คน จำนวน 3,107 ราย ตามลำดับ

นพ.สุรเดช กล่าวต่อไปว่า ประเภทกิจการที่ประสบอันตรายสูงสุด คือ ประเภทกิจการหมวดการผลิต จำนวน 14,465 ราย รองลงมา คือ ประเภทกิจการหมวดการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ จำนวน 3,892 ราย และประเภทกิจการหมวดก่อสร้าง จำนวน 2,831 ราย ตามลำดับ

ส่วนกรณีที่ลูกจ้างประสบเหตุจนสูญเสียอวัยวะสูงสุด คือ นิ้วมือ จำนวน 6,220 ราย รองลงมา คือ ตา จำนวน 3,480 ราย และบาดเจ็บหลายส่วน จำนวน 2,040 ราย

นพ.สุรเดช กล่าวต่อไปว่า หน้าที่ของนายจ้าง หากลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงาน นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งการประสบอันตราย ตามแบบแจ้งการประสบอันตรายเป็นอันดับแรก รวมถึงคำร้อง ขอรับเงินทดแทน (กท.16) และสำเนาแบบส่งตัวลูกจ้างเข้ารับการรักษาพยาบาล (กท.44) ส่งให้สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ / จังหวัด / สาขา ที่นายจ้างขึ้นทะเบียนไว้ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบการ ประสบอันตรายของลูกจ้าง

กรณีลูกจ้างประสบอันตรายเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน สำนักงานประกันสังคม ขอแนะนำให้นายจ้าง ส่งตัวลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลในความตกลงของกองทุนเงินทดแทน โดยที่นายจ้างไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาล่วงหน้าและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็นตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560

นพ.สุรเดช กล่าวด้วยว่า ซึ่งค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท ต่อการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย 1 ครั้ง หากมีการบาดเจ็บรุนแรงหรือเรื้อรังตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องลักษณะการประสบอันตรายฯ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพิ่มได้อีก 100,000 บาท รวมแล้วไม่เกิน 300,000 บาท หรือหากไม่เพียงพอ สามารถจ่ายเพิ่มขึ้นได้อีก รวมแล้วไม่เกิน 500,000 บาท โดยตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์

และหากไม่เพียงพอสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์พิจารณา คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนให้ความเห็นชอบ เว้นแต่ลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรกจนสิ้นสุดการรักษา

หรือมีเหตุสมควรที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก แต่ภายหลังได้เข้ารับการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของรัฐสามารถเบิกเพิ่มได้ในวงเงินสูงสุด ไม่เกิน 2,000,000 บาท

ทั้งนี้ หากลูกจ้างมีปัญหาข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th

เริ่มวันแรก!! ใช้บัตรประชาชนเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล

เริ่มวันแรก!! ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวใช้บัตรประชาชนยื่นใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงค่ารักษาประเภทผู้ป่วยนอกที่สถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการกว่า 1,317 แห่งทั่วประเทศ

กรมบัญชีกลางเริ่มให้ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวใช้บัตรประชาชนยื่นใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงค่ารักษาประเภทผู้ป่วยนอก ได้ที่สถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการกว่า 1,317 แห่งทั่วประเทศ พร้อมพัฒนา Mobile Application เพื่อใช้ตรวจสอบสิทธิได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้พัฒนาระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาให้ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวที่สามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนมายื่นใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอก ณ สถานพยาบาลของทางราชการ และสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการตามหลักเกณฑ์กลุ่มโรคเฉพาะ ได้แก่

การฟอกไต และรังสีรักษาสำหรับโรคมะเร็ง รวมทั้งสิ้นกว่า 1,317 แห่ง แทนการลงทะเบียนสมัครเข้าจ่ายตรง (สแกนนิ้ว) กับสถานพยาบาลของทางราชการแต่ละแห่ง ซึ่งกรมบัญชีกลางได้มีการเตรียมความพร้อม และเริ่มทดสอบระบบตั้งแต่วันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อให้สถานพยาบาลได้เตรียมความพร้อมก่อนเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 4 พฤษภาคม 2561

สำหรับผู้มีสิทธิที่ยังไม่มีหรือไม่สามารถมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ตามกฎหมาย ก็สามารถใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงได้ โดย

1.กรณีเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ปี ให้ใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชนของเด็กที่ปรากฏอยู่ในสูติบัตรหรือทะเบียนบ้าน (ของเด็ก) ยื่นร่วมกับบัตรประชาชนของผู้ดูแลที่พาเด็กไปโรงพยาบาล

2.กรณีคู่สมรส หรือบิดามารดาของผู้มีสิทธิที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีเลขประจำตัวคนต่างด้าว 13 หลัก ให้ใช้บัตรประจำตัวคนต่างด้าว หรือทะเบียนบ้านได้ แต่ถ้าไม่มีเลขประจำตัวคนต่างด้าว 13 หลัก ให้ใช้รายงานทะเบียนประวัติที่มีเลข

12 หลัก และขึ้นต้นด้วยตัว B โดยขอรับเอกสารได้จากนายทะเบียนต้นสังกัดของผู้มีสิทธิ

3.กรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวเป็นผู้ป่วยติดเตียงและไม่สามารถมาแสดงตนได้ ให้ผู้ดูแลนำบัตรของผู้มีสิทธิพร้อมแสดงบัตรประชาชนของผู้ดูแลเพื่อใช้สิทธิ

4.กรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุหรือมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว ที่เข้ารับการรักษาเสร็จแล้ว แต่ไม่สะดวกในการทำธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถให้ผู้ดูแลนำบัตรประชาชนของผู้มีสิทธิพร้อมแสดงบัตรประชาชนของผู้ดูแลเพื่อใช้สิทธิ

ทั้งนี้ หากบุคคลในครอบครัวของผู้มีสิทธิไม่สะดวกพกเอกสารดังกล่าว ผู้มีสิทธิสามารถยื่นคำร้องขอทำบัตรสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กับนายทะเบียนที่หน่วยงานของตนได้

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า การใช้สิทธิเบิกจ่ายตรง ผู้มีสิทธิต้องตรวจสอบสิทธิก่อนไปใช้บริการ หากพบว่า “ไม่มีสิทธิ” ให้รีบติดต่อนายทะเบียนที่สังกัด เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลให้ถูกต้อง โดยตรวจสอบสิทธิได้ที่เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง www.cgd.go.th และขณะนี้ทางกรมฯได้พัฒนา Mobile Application สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเพื่อให้ผู้มีสิทธิดาวน์โหลดไปใช้ในการตรวจสอบสิทธิของตนเองก่อนเข้ารับการรักษา

การใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลนี้ ใช้กับผู้มีสิทธิที่เบิกค่ารักษากับกรมบัญชีกลางเท่านั้น หากผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียด หรือปรึกษาปัญหาการใช้สิทธิได้ที่ Call Center กรมบัญชีกลาง หมายเลขโทรศัพท์ 0-2270-6400 หรือปรึกษากับทีมหมอคลังอุ่นใจได้ที่สำนักงานคลังเขต และสำนักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศ

ขอบคุณภาพ/ข้อมูลจาก  thaigov.go.th