ผู้ว่าฯ กทม.ยันห้ามขายข้างบ้าน ‘ป้าทุบรถ’ เร่งหาพื้นที่รองรับเยียวยา

ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันห้ามตั้งแผงขายข้างบ้าน ‘ป้าทุบรถ’ หลังศาลปกครองสั่งให้รื้อ เร่งหาพื้นที่รองรับเยียวยา

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงกรณีตลาดสวนหลวงที่มีกลุ่มผู้ค้ายังคงตั้งแผงค้าขาย บริเวณข้างบ้าน ป้าทุบรถ ทั้งที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้รื้อตลาด โดยยืนยันว่าผู้ค้าไม่สามารถตั้งแผงค้าขายได้เช่นที่ผ่านมา และ กทม.ก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายตามคำสั่งศาล ในระหว่างที่ กทม.ยังหาพื้นที่รองรับเพื่อเยียวยา แต่หากกลุ่มผู้ค้าจะไปยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครอง ก็สามารถทำได้ แต่ในระหว่างนี้ หากมีการค้าขายอีก ทางสำนักงานเขตประเวศ จำเป็นต้องเข้าแจ้งความดำเนินคดี

เช่นเดียวกับการจัดระเบียบแผงลอยบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งถือเป็นวันแรกที่ห้ามผู้ค้าขายสินค้าบริเวณทางเท้า และในเวลาประมาณ 16.00 น. วันนี้ กทม.จะเข้าไปทำความสะอาด หรือบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ โดยย้ำว่าในช่วงที่รอการจัดหาสถานที่รองรับ ผู้ค้าจะต้องหยุดขายของชั่วคราวไปก่อน แต่หากยังฝ่าฝืน กทม.ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย

ป.ป.ช.ยันคดีทุจริตเงินทอนวัด ล็อต 3 เสร็จสิ้นปีนี้

ประธาน ป.ป.ช.เผยพบทุจริต “เงินทอนวัด” เพิ่ม ในวัดดังภาคเหนือ พร้อมยืนยัน คดีล็อตที่ 3 เสร็จสิ้นปีนี้แน่นอน

พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กล่าวถึงการสอบสวนคดีทุจริตงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือคดีทุจริต “เงินทอนวัด” ว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการไต่สวน จำนวน 13 สำนวน เพื่อตรวจสอบ 13 วัด หากส่วนใดเสร็จสิ้นก่อน สามารถเร่งรัดให้หน่วยงานปราบปราม พิจารณาขอศาลอนุมัติหมายจับได้ อย่างไรก็ตาม พบการทุจริตเพิ่มอีก 1 วัดดัง ทางภาคเหนือ ซึ่งกำลังนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ประธาน ป.ป.ช.เผยอีกว่า ในการตรวจสอบ 13 สำนวน พบชื่อผู้ถูกกล่าวหาซ้ำกัน คืออดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และอดีตรองผู้อำนวยการฯ ซึ่งในขั้นตอนของศาล จะพิจารณาโทษคนละวาระ ตามสำนวนฟ้อง พร้อมยืนยันว่า การสอบสวนคดีทุจริตเงินทอนวัด ล็อต 3 จะเสร็จในสิ้นปีนี้แน่นอน

สำหรับความคืบหน้ากรณี “กองปราบ” บุกจับ 5 พระชั้นผู้ใหญ่ จาก 3 วัดดัง หลังพบมีส่วนพัวพันทุจริตเงินทอนวัด โดยมีพระ 2 รูป ที่ยังหลบหนีคือ “พระพรหมสิทธิ” หรือเจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และ “พระพรหมเมธี” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร

ล่าสุด มีรายงานว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการตำรวจทุกหน่วยติดตามจับกุมพระผู้ใหญ่ทั้งสองรูป ให้ได้ภายใน 7 วัน โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่า เจ้าคุณธงชัย ยังกบดานอยู่ หลังกลับจากสิงคโปร์ ส่วนพระพรหมเมธี คาดว่ามีการปลอมตัวเป็นฆราวาสหลบหนี

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ในการตรวจค้นเอกสารของพระผู้ใหญ่ทั้งสองรูป และพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา ที่ถูกจับกุมนั้น นอกจากพบเอกสารการฟอกเงินแล้ว ยังพบหลักฐานการวิ่งเต้นขอเลื่อนเลื่อนตำแหน่ง หรือสมณศักดิ์ ของพระสงฆ์ที่อยู่ภายใต้การปกครอง โดยมีการเรียกรับผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ

โดยเฉพาะกรณีของ พระพรหมดิลก พบว่า มีความสนิทสนมกับสีกา เจ้าของร้านสังฆภัณฑ์แห่งหนึ่ง และเดินทางไปต่างประเทศด้วยกัน มาก-กว่า 10 ครั้ง แถมแต่ละครั้งยังนั่งคู่กันเสมอ อีกทั้งบัญชีของสีกา ยังมีความเชื่อมโยงการโยกย้ายถ่ายเงินกับวัดสามพระยา และวัดอื่นๆภายใต้การปกครองของพระพรหมดิลก ด้วย โดยขณะนี้ พนักงานสอบสวนกำลังพิจารณาว่า จะเรียกสีกาพร้อมสามี มาสอบปากคำหรือไม่

วอนสังคมอย่าซ้ำเติมกรณีเด็ก 11 ขวบ ทำอนาจารน้อง ป.1

กุมารแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญเด็กและเยาวชน ชี้สังคมอย่าซ้ำเติมกรณีเด็ก 11 ขวบ ทำอนาจารน้อง ป.1

กรณีที่มีการเผยแพร่เรื่องราวเด็กหญิงวัย 7 ขวบถูกเด็กชายรุมทำอนาจารและพยายามจะฆ่าปิดปาก แม้ความเป็นจริงบางส่วนอาจไม่ตรงกับที่ปรากฏในข่าว แต่ผู้เชี่ยวชาญเด็กและเยาวชนระบุว่าเรื่องนี้สะท้อนภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็ก ที่ต้องได้รับการเยียวยาจากสังคมแวดล้อมอย่างเร่งด่วน

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญเด็กและเยาวชน เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า ในความเป็นจริงพัฒนาการของเด็กชายไทยในวัย 11 ขวบนั้น ยังไม่มีแรงขับทางเพศ เรียกง่ายๆว่ายังไม่มีอารมณ์ทางเพศเหมือนในวัยรุ่นตอนกลางหรือตอนปลาย เพราะฉะนั้นพฤติกรรมที่แสดงออกล้วนเป็นพฤติกรรมเลียนแบบทั้งสิ้น ทั้งจากชีวิตจริงและโลกเสมือนจากสื่อต่างๆรอบตัว โดยไม่ได้ผ่านการคัดกรอง

ซึ่งปัจจัยสำคัญของการเจริญเติบโตของเด็ก คือกระบวนการเลี้ยงดูในแต่ละบ้าน ที่จะส่งเสริมให้เด็กมีทุนชีวิตที่ดี ประกอบไปด้วย บ้าน,ชุมชน,โรงเรียนและเพื่อน ที่จะหล่อหลอมให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีคุณภาพ

โดยเฉพาะสถาบันครอบครัวที่มีความใกล้ชิดมากที่สุด จะต้องปกป้องเด็กไม่ให้เข้าถึงการเลียนแบบพฤติกรรมไม่เหมาะสม หากเป็นเด็กเล็ก ควรให้หลีกเลี่ยงการดูสื่อที่มีความรุนแรงหรือล่อแหลม แต่หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยบังเอิญ พ่อแม่ต้องรู้จักใช้กระบวนการเหลาความคิดเด็กอย่างแยบยล โดยการตั้งคำถาม ถามความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับชมสิ่งเหล่านั้น

ส่วนการเยียวยาเด็กที่ผ่านเหตุการณ์ลักษณะนี้ ทั้งเด็กที่เป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ ควรเริ่มที่ระบบนิเวศน์รอบตัวเด็ก ทั้งบ้าน ชุมชน โรงเรียน และสื่อ ไม่ให้มีการทำร้ายเด็กซ้ำสอง นอกเหนือไปจากการป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ คือต้องให้เด็กเรียนรู้การเคารพที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ให้รุกล้ำสิทธิของผู้อื่น และให้รู้เท่าทัน ไม่ถูกล่อลวงไปตามสื่อที่ไม่สร้างสรรค์

พร้อมย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสังคมไทยต้องให้สิทธิเด็กในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่มองว่าเด็กเป็นเหยื่อหรือเป็นอาชญากร ไม่สร้างบาดแผลในจิตใจของเด็ก สังคมมีหน้าที่ช่วยกันปรับพฤติกรรมเด็กให้เหมาะสม