‘ป้าติ้น–ป้าเล็ก’ ผู้ต้องหาคดีแจ้งความเท็จหวย 30 ล้าน รอดนอนคุก หลังศาลให้ประกัน

ศาลอนุญาตปล่อยชั่วคราว “ป้าติ้น – ป้าเล็ก” ผู้ต้องหาคดีแจ้งความเท็จหวย 30 ล้านบาท พร้อมนัดรายงานตัว 18 มิถุนายนนี้ หลังญาติวางเงินสดขอประกันตัวคนละแสนบาท

วันนี้(2 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจกองปราบปราม คุมตัว นางเรวดี หาแก้ว หรือ “ป้าติ้น” อายุ 53 ปี และนางวิไลพร รัตนติสร้อย หรือ “ป้าเล็ก” อายุ 59 ปี สองผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี ในข้อหาร่วมกันแจ้งความเท็จเพื่อให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญาฯ กรณีแจ้งความจับ นางสุดารัตน์ น้อยนิตย์ หรือ “ป้าดา” และ นางจรูญ เฮด หรือ “ป้าติ๋ว”

โดยอ้างว่าทั้งคู่ยักยอกลอตเตอรี่ รางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท จำนวน 2 งวด จากปี 2559 และ 2560 มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลจังหวัดมีนบุรี ครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากทั้งสองมีพฤติกรรมขมขู่ และพยายามติดสินบนพยานรายหนึ่งในจังหวัดลำพูน เพื่อมาให้การแก่ฝ่ายตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีหมายจับอีก 1 คดี เกี่ยวกับหวย 30 ล้านบาท ที่สถานีตำรวจภูธร (สภ.) ดงเย็น จังหวัดอุดรธานี ต่อมา ญาติได้ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฝากขัง ซึ่งศาลพิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตให้ผู้ต้องหาทั้งสองประกันตัว โดยตีราคาประกันคนละ 1 แสนบาท และให้มารายงานตัวต่อศาลวันที่ 18 มิถุนายนนี้

ดร.สามารถ จี้ รมว.คมนาคม ทำไม!! ไม่ตอบข้อสงสัย กรณีประมูลรถเมล์ฉาว

ดร.สามารถ จี้ รมว.คมนาคม ทำไม!! ไม่ตอบข้อสงสัย กรณีประมูลรถเมล์ฉาว เผย จำเป็นที่ นายกฯ ต้องแก้ไขโดยด่วน

วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีการประมูลรถเมล์เอ็นจีวี โดยระบุว่า

ในช่วงตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2561 เป็นต้นมา ผมได้โพสต์บทความเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในการประมูลรถเมล์เอ็นจีวี 3 บทความ และได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบ้าง ผมได้รับคำชี้แจงจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 2 ครั้ง ซึ่งคำชี้แจงของ ขสมก.ทั้ง 2 ครั้งดังกล่าว เป็นคำชี้แจงที่เหมือนไม่ได้ชี้แจง เพราะคำชี้แจงเกือบทั้งหมดไม่ตรงกับคำถามของผมเลย

ครั้งแรก ขสมก.ชี้แจงเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2561 พอจับความได้ว่าเป็นการชี้แจงแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังจาก รมว.คมนาคมให้สัมภาษณ์ว่า ขสมก.ได้รับรถจำนวน 100 คัน จากบริษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท สแกนอินเตอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลครั้งที่ 8 พร้อมทั้งได้ชำระเงินไปเรียบร้อยแล้วก่อนที่ศาลปกครองกลางจะมีคำพิพากษา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมติของคณะกรรมการบริหารกิจการ ขสมก. (บอร์ด ขสมก.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 18 และ 20 ธันวาคม 2560 เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น นั่นหมายความว่าบอร์ด ขสมก.ไม่มีมติให้ ขสมก.ทำสัญญากับ ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์ ดังนั้น สัญญาที่ทำไว้แล้วนั้นอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จากคำสัมภาษณ์ของ รมว.คมนาคมดังกล่าวข้างต้น ผมได้แย้งไปว่า ขสมก.ไม่ได้รับรถ 100 คัน และไม่ได้จ่ายเงินก่อนศาลมีคำสั่ง โดยได้อ้างคำพิพากษาของศาลซึ่งระบุไว้ว่า “ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (หมายถึง ขสมก. และบอร์ด ขสมก.) กล่าวอ้างว่า คู่สัญญา (หมายถึง ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์) ส่งมอบและได้รับรถยนต์ปรับอากาศตามสัญญาไว้แล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2561 จำนวน 100 คัน

เห็นว่าเป็นคำกล่าวอ้างที่ปราศจากหลักฐาน ทั้งที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองสามารถจัดส่งหลักฐานต่อศาลได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานการตรวจรับรถยนต์หรือบันทึกรายงานผลการตรวจรับพัสดุ” นั่นหมายความว่า ขสมก.ไม่สามารถส่งหลักฐานการรับรถให้ศาลได้ เมื่อไม่มีหลักฐานก็ชี้ว่าไม่มีการรับรถและไม่มีการจ่ายเงิน

ขสมก.ชี้แจงคำโต้แย้งของผมว่า คณะกรรมการตรวจรับได้ดำเนินการตรวจรับเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2561 แต่ได้ทำรายงานเสนอรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดก่อนศาลจะมีคำสั่งคุ้มครอง ถามว่าถ้ามีการรับรถจำนวน 100 คัน ก่อนวันที่ศาลจะมีคำสั่งจริง

แล้วทำไม ขสมก.จึงไม่ยื่นหลักฐานการรับรถให้ศาล ที่สำคัญ ทำไม ขสมก.ไม่ยอมตอบว่าไม่มีการจ่ายเงินก่อนวันที่ศาลจะมีคำสั่ง เป็นเพราะกลัวจะขัดแย้งกับคำให้สัมภาษณ์ของ รมว.คมนาคมที่บอกว่าจ่ายเงินไปแล้ว ใช่หรือไม่?

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 ขสมก.ได้ชี้แจงกรณีที่ผมให้สัมภาษณ์รายการสืบจากข่าว ซึ่งเป็นการชี้แจงเหมือนไม่ได้ชี้แจงเช่นเดิม เพราะแทบไม่ได้ตอบคำถามของผมเลย มีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้นที่พอจะตรงประเด็นบ้าง นั่นคือ ขสมก.ชี้แจงคำถามที่ผมถามว่า

ทำไม ขสมก.จึงยอมทำสัญญากับ ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์ ทั้งๆ ที่ ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์เสนอราคาสูงกว่าราคากลางของ ขสมก.ถึง 240 ล้านบาท โดย ขสมก.ชี้แจงว่าสามารถทำได้ตามเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 การชี้แจงดังกล่าวทำให้ผมอยากพูดถึงการกำหนดราคากลางของ ขสมก.ว่าเป็นราคาที่เหมาะสมหรือไม่

ราคากลางของ ขสมก.คิดเป็นเงินประมาณ 4,020 ล้านบาท แบ่งเป็นราคาค่ารถ 489 คัน เป็นเงินประมาณ 1,735 ล้านบาท หรือคิดเป็นราคาต่อคันได้ประมาณ 3.5 ล้านบาท และค่าซ่อมบำรุงรักษาระยะเวลา 10 ปี เป็นเงินประมาณ 2,285 ล้านบาท หรือคิดเป็นราคาต่อคันได้ประมาณ 4.7 ล้านบาท

แต่ราคาที่ ขสมก.ตกลงทำสัญญากับ ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์คือประมาณ 4,260 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคากลาง 240 ล้านบาท แบ่งเป็นค่ารถประมาณ 1,891 ล้านบาท หรือคิดเป็นราคาต่อคันได้ประมาณ 3.86 ล้านบาท และค่าซ่อมบำรุงรักษาประมาณ 2,369 ล้านบาท หรือคิดเป็นราคาต่อคันได้ประมาณ 4.8 ล้านบาท

เกี่ยวกับราคากลางโดยเฉพาะค่าซ่อมบำรุงรักษาดังกล่าวข้างต้น ผมขออ้างคำพิพากษาของศาลซึ่งระบุไว้ว่า ค่าซ่อมบำรุงรักษาเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าราคารถมาก เงินที่ใช้จัดซื้อจัดจ้างล้วนเป็นเงินของรัฐที่มุ่งหมายให้ได้พัสดุที่จะก่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงินตามเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 เป็นสำคัญ

ดังนั้น หากให้มติของบอร์ด ขสมก. ในการประชุมเมื่อวันที่ 18 และ 20 ธันวาคม 2560 มีผลใช้บังคับต่อไปในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลจะทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนผู้เสียภาษีอากรที่ยากจะเยียวยาและแก้ไขในภายหลัง

อ่านเพียงแค่นี้ก็พอรู้ว่าราคากลางของ ขสมก.สูงอยู่แล้ว ดังนั้น การจัดซื้อจัดจ้างที่ราคาสูงกว่าราคากลางย่อมไม่เหมาะสมแน่นอน ที่น่าแปลกมากก็คือ ขสมก. ไม่ยอมตอบข้อสงสัยของผมที่ผมได้ถามไว้ดังนี้

1. ทำไมจึงเชิญบริษัทให้เข้าร่วมประมูลโดยให้เวลาสั้นมากในการเตรียมเอกสารซึ่งมีจำนวนมาก หากบริษัทใดไม่ได้รับข้อมูลภายในล่วงหน้ามาก่อน จะไม่สามารถเตรียมเอกสารได้ทันแน่

2. ทำไมจึงต้องเชิญบริษัทถึง 2 ครั้ง ทั้งๆ ที่ การเชิญครั้งแรกก็มีจำนวนบริษัทครบตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 แล้ว

3. จากการที่มีเวลาเตรียมเอกสารสั้นมาก ทำให้มีบริษัทยื่นประมูลแค่ 2 บริษัทเท่านั้น ประกอบด้วย ช.ทวีซึ่งได้รับเชิญในครั้งที่ 1 และสแกนอินเตอร์ซึ่งได้รับเชิญในครั้งที่ 2 แต่บริษัททั้งสองจับมือกันตั้งเป็นกลุ่มร่วมทำงาน เสมือนเป็นบริษัทเดียว ถามว่าอะไรทำให้ ช.ทวีต้องยอมจับมือกับสแกนอินเตอร์ ทั้งๆ ที่ หาก ช.ทวีไม่ยอมจับมือก็สามารถชนะได้อยู่แล้ว

อีกทั้ง จะเสนอราคาได้ถูกกว่าด้วย เพราะ ช.ทวีเคยเสนอราคา 3,800 ล้านบาท เมื่อปี พ.ศ.2558 มาแล้ว แต่พอมาร่วมกับสแกนอินเตอร์กลับเสนอราคาสูงขึ้นเป็น 4,260 ล้านบาทในปี พ.ศ.2560 หรือสูงขึ้นจากเดิมถึง 460 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ในช่วงเวลาดังกล่าวค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นประมาณ 6% ดังนั้น ราคาที่ ช.ทวีร่วมกับสแกนอินเตอร์เสนอจะต้องต่ำกว่า 3,800 ล้านบาท

นอกจากนี้ หลังจากศาลมีคำสั่งออกมาแล้ว ผู้บริหารของ ขสมก.บางคนยังเดินทางไปดูงานการผลิตเกียร์รถเมล์ที่ ขสมก.ใช้ติดตั้งในรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 17-19 เมษายน 2561 ซึ่งผมมีข้อสังเกตในการดูงานครั้งนี้ ดังนี้

1. ผู้บริหารบางคนไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการตรวจรับรถเลย แต่ได้รับอนุมัติให้ไปดูงานในฐานะผู้แทน ขสมก.

2. ในระหว่างการดูงาน ผู้แทน ขสมก.ได้แจ้งปัญหาการใช้เกียร์ในรถเมล์เอ็นจีวีที่ ขสมก.รับมอบแล้ว 100 คัน เพื่อให้บริษัทผู้ผลิตปรับปรุงแก้ไข ถามว่าถ้าเกียร์มีปัญหาในการใช้งาน แล้ว ขสมก.รับรถมาได้อย่างไร?

3. ผู้บริหารบางคนที่ร่วมเดินทางไปดูงานด้วยได้รับอนุญาตให้ลาพักผ่อน แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศ ถือว่าเป็นการทำผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลา เพราะเป็นการ “รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา” และที่น่าสนใจอย่างมากก็คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการร่วมไปดูงานครั้งนี้ใครเป็นคนจ่ายให้ เป็นไปได้หรือที่ผู้บริหารซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ไปร่วมดูงานจะจ่ายเอง?

หาก รมว.คมนาคม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 12 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519 ในการกำกับดูแล ขสมก. ยังคงนิ่งเฉย ไม่ตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามที่สื่อมวลชนเสนอข่าวและมีการร้องเรียนว่าการประมูลครั้งที่ 8 เป็นการประมูลที่ไม่โปร่งใส

คงมีความจำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะต้องลงมาแก้ปัญหาโดยด่วน มิฉะนั้น พี่น้องประชาชนคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะต้องรอกันอีกนานกว่าจะมีรถเมล์ใหม่ใช้ได้อย่างทั่วถึง

ผัวชักปืนจะยิงเมีย ตำรวจเข้าห้ามกลับถูกยิง สุดท้ายถูกวิสามัญฯ

ผัวโหดทะเลาะเมีย ชักอาวุธปืนขู่จะยิง เมียและญาติ โร่แจ้งตำรวจ ก่อนยิงใส่ตำรวจเปิดทางหนี สุดท้ายจนมุมยังยิงต่อสู้ กลับถูกวิสามัญฯคารถ

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.มนตรี วรรณคง พนักงานสอยสวนเวร สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งจาก ร.ต.อ.ประทีป สัมพันธมาศ รอง สส.สภ.พรหมครี จ.นครศรีธรรมราช ได้ไล่ล่าติดตามจับกุมคนร้ายต้องสงสัยมียาเสพติด และมีอาวุธปืน

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พรหมคีรี จึงวิทยุสกัด แต่คนร้ายขับรถยนต์หลบหนีเข้ามาในพื้นที่ สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีกำลังตำรวจจาก สภ.พรหมคีรี ได้รถสายตรวจ 191 และรถยนต์กระบะรวม 3 คัน ขับไล่ติดตามมา และเกิดการยิงต่อสู้กันเป็นระยะ

กระทั่งเข้าสู่ถนนสายเบญจมราชูทิศ – นาพรุ บริเวณจุดยูเทิร์น สะพานวังรัก หมู่ 5 ต.ไชยมนตรี อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ตำรวจ กระจายกำลังปิดล้อม และเกิดยิงต่อสู้กับคนร้ายอีกครั้ง จนสามารถหยุดรถของคนร้ายเอาไว้ได้ แต่ไม่แน่ใจว่าคนร้ายในรถมีจำนวนกี่คน และถูกยิงเสียชีวิตแล้วหรือไม่ จึงไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ตามปกติเพราะอาจจะได้รับอันตรายได้

หลังรับแจ้งจึงประสาน พ.ต.อ.โชคดี ศรีเมือง ผกก.สส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช นำกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) พร้อมอาวุธครบมือและโล่ เพื่อมาช่วยตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะยี่ห้ออิซูซุ ดีแมกซ์ ตอนครึ่ง สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ผจ – 4099 นครศรีธรรมราช สภาพจอดอยู่ชิดเกาะกลางจุดยูเทิร์น ฝั่งงขาเข้าเมือง แต่หัวรถยนต์กระบะหันไปทางฝั่งขาออกเมือง ล้อรถถูกยิงจนระเบิดทั้ง 4 ล้อ ด้านข้างรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวามีรอบกระสุนปืนจนฉีกขาดเกือบ 10 แห่ง

เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงกันชาวบ้านนับพันคนที่แห่มาล้อมมุงดูเหตุการณ์ ทำให้รถทั้งฝั่งขาเข้าแบะขาออกติดอย่างหนัก ก่อนที่ตำรวจ นปพ.จะบุกชาร์จเข้าไปประชิดรถยนต์กระบะคันดังกล่าว ซึ่งยังจอดติดเครื่องยนต์อยู่ ประตูปิดล็อคอย่างแน่นหนา และกระจกติดฟิมล์ปรอทจนมองข้างในไม่ค่อยเห็น เจ้าหน้าที่จึงตะโกนเรียกให้คนในรถเปิดประตู แต่เงียบไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ

ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ค้อนทุบกระจกและดึงล็อคประรถเปิดออกมาได้ ตรวจสอบในรถพบศพผู้เสียชีวิตทราบชื่อภายหลังคือนายประภวิทย์ บุญเนื่อง อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40/3 หมู่ 4 ต.อินคีรี อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช สภาพถูกกยิงเสียชีวิตคาเบาะคนขับรถ มีอาวุธปืนขนาด .38 วางอยู่ในช่องประตูรถด้านขวา

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ ตำรวจไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบชันสูตรพลิกศพ เนื่องจากเป็นคดีวิสามัญฆาตกรรม จึงแจ้งประสานผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางมายังที่เกิดเหตุ

ต่อมาพ.ต.อ.อรุณ แกล้ววาที,พ.ต.อ.เชิดชัย โชติสุทธิ์ รอง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช พ.ต.อ.ทักษิณ โภชากรณ์ ผกก.สภ.พรหมคีรื พ.ต.อ.อดิศักดิ์ เทพวรรณ์ ผกก.,พ.ต.ท.นิติ บุญจันทร์ รอง ผกก.(สอบสวน) พ.ต.ท.ณัฐวิทย์ โอทอง รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.ธีระพล พุ่มชัย พ.ต.ท.ธีระวุฒิ เทพเลื่อน รอง ผกก.สส.,พ.ต.ท.วันชัย สุวรรณรัตน์ สว.สส. เจ้าหน้าที่อัยการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แพทย์ เวร โรงพยาบาลมหาราช และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิต่างๆ รีบรุดร่วมสอบสวนในที่เกิดเหตุ

แต่ก่อนเข้าตรวจสอบชันสูตรพลิกศพได้รับรายงานว่านายประภวิทย์ ผู้ตาย อาจจะพกพาระเบิดมาด้วย ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายได้ จึงประสานเจาหน้าที่ชุดกู้ระเบิด EOD มาตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนจนแน่ใจว่าไม่มีวัตถุระเบิดอยู่ภายในรถ จึงให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจ เข้าไปยกศพนำออกมาจากรถ จากนั้นแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันชันสูตรพลิกศพ

โดยพบว่านายประภวิทย์ ถูกยิงด้วยกระสุนปืนยังไม่ทราบชนิดและขนาดเข้าที่หน้าอกซ้ายกระสุนตัดขั้วหัวใจ 1 นัด เสียชีวิตในชุดเสื้อเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีแดง กางเกงขายาวสีเทา ตรวจค้นพบยาบ้าห่อกระดาษซุกซ่อนอยู่ในรถ จำนวน 107 เม็ด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้าไปตรวจสอบและนำศพออกมาจากรถ ได้มี น.ส.ฐานิตย์ หริกจันทร์ อายุ 35 ปี ข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใจ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นภรรยาของนายประภวิทย์ ผู้ตาย พร้อมด้วยญาติ ๆ เดินทางมาร่วมในที่เกิดเหตุ และขอรับศพนายประภวิทย์ สามีกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า นายประภวิทย์ ผู้ตาย มีอาชีพเปิดแผงรับซื้อผลไม้ และมีเรื่องทะเลาะกับ น.ส.ฐานิตย์ ภรรยาอย่างรุนแรงบ่อยครั้ง จน น.ส.ฐานิตย์ ภรรยา กลับมาอยู่บ้านพ่อแม่ เลขที่ 133/15 หมู่3 ต.พรหมโลก อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช

กระทั่งนายประภวิทย์ ผู้ตาย ขับรถยนต์กระบะตามมา โดยอยูในอาการเหมือนคนเมายาเสพติดพยายามจะใช้อาวุธปืนยิง น.ส.ฐานิตย์ และญาติ ๆ นางฐานิตย์ จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยระงับเหตุ โดยทางร.ต.อ.ประทีป สัมพันธมาศ รอง สส.สภ.พรหมคีรี ได้เดินทางไปตรวจสอบและระงับเหตุ แต่นายประภวิทย์ ผู้ตาย ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนขับรถยนต์กระบะหลบหนีและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป