เผยเส้นทางทลาย “เมจิก สกิน” เฝ้าระวังเชิงรุกจนสำเร็จ ส่งให้ตำรวจขยายผลจับกุม

อย.เผยเส้นทางทลายเมจิก สกิน เริ่มจากระบบเฝ้าระวังเชิงรุกจนสำเร็จส่งให้ตำรวจขยายผลจับกุม เป็นปรากฏการณ์ตัวอย่างให้ผู้ทำผิดพึงระวัง และผู้บริโภคต้องตรวจสอบ อย่าหลงเชื่อแค่การรีวิวสินค้า 

วานนี้ (30 เมษายน 2561) นพ. วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และคณะ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า จากกรณีที่มีการทลายเครือข่ายของบริษัท เมจิก สกิน จำกัด สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงว่าได้มีการเฝ้าระวังกรณีที่เกิดขึ้นนี้มาตั้งแต่ต้น โดยผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาในเครือของบริษัทได้มาจดแจ้งกับ อย. ในปี 2560

ซึ่ง อย. ได้มีการสุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์และเฝ้าระวังเชิงรุกการโฆษณาในโลกโซเชียลมาโดยตลอด จนตรวจพบความผิดปกติที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 จึงได้ประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรวจสอบสถานที่ผลิตที่เกี่ยวข้องกับบริษัท และได้ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก. ปคบ.) เข้าตรวจค้นสถานที่ผลิต 2 แห่ง บุกทลายโกดังอีก 2 แห่งในจังหวัดนครราชสีมา

ซึ่งได้มีการแถลงข่าวให้ประชาชนทราบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 และทางบริษัทก็ให้การรับสารภาพว่าไม่ได้ผลิตตามที่จดแจ้ง อย. จึงมีคำสั่งเพิกถอนใบรับแจ้งและเรียกคืนเครื่องสาอาง รวม 266 รายการ และประกาศให้ประชาชนทราบไปแล้วในเดือนมีนาคม 2561

จากนั้นในเดือนเมษายน 2561 อย. ยังได้มีคำสั่งแจ้งให้สถานประกอบการผลิตอาหารของบริษัทที่จังหวัดนครราชสีมางดการผลิต และรวบรวมข้อมูลส่งให้ตำรวจขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งร่วมกันตรวจสถานที่ผลิตที่เกี่ยวข้อง คือ บริษัท พีโอเอส คอสเมติก ไทยแลนด์ จำกัด ที่สมุทรสาครและนนทบุรีอีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาเพิกถอนเลขจดแจ้ง ทั้งนี้ อย. ขอยืนยันว่ามีการจัดการกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด

จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงโทษที่ผู้กระทำผิดกฎหมายจะได้รับอย่างชัดเจน จึงขอให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและความปลอดภัยของผู้บริโภค ในส่วนของผู้บริโภคขอให้ตื่นตัวในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ อย่าหลงเชื่อเพียงเพราะมีดารานักแสดงหรือเน็ตไอดอลมากล่าวชวนเชิญ

หลังจากนี้ อย. จะเพิ่มมาตรการเพื่อประกันคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยการปรับเชิงระบบ เนื่องจากพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 กำหนดให้ผู้ประสงค์จะผลิตเครื่องสำอางเพื่อขายต้องจดแจ้งก่อน เมื่อ อย.รับแจ้งแล้ว จึงจะผลิตเครื่องสำอาง ณ สถานที่ที่แจ้งไว้

ทั้งนี้ สถานที่ผลิตต้องสะอาด ถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดด้วย ซึ่งเป็นการดูแลตนเอง ไม่ถึงขั้นขออนุญาตสถานที่ผลิต จะมีผลใช้บังคับในเดือนมิถุนายน 2561 และหากผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืนกฎหมายนี้ จะถูกเพิกถอนใบรับจดแจ้ง และมีโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท เกณฑ์ที่เพิ่มเติมใหม่นี้มิได้กระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจเครื่องสาอางแต่อย่างใด เพราะเป็นมาตรฐานเบื้องต้นที่สถานที่ผลิตควรจะมีอยู่แล้ว

รวมทั้ง อย. จะร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศออกตรวจสถานที่ผลิตเครื่องสำอาง ว่ามีการผลิตตรงตามที่ได้จดแจ้งไว้หรือไม่ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนหลังจากประกาศฯ มีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ อย. มีมาตรการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนให้ประชาชนและเครือข่ายออนไลน์ เว็บเพจต่าง ๆ ได้เข้ามาร่วมกับ อย. ในการช่วยสอดส่องผลิตภัณฑ์สุขภาพบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยสามารถแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วน อย. 1556 , อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th , Line : FDAthai , ORYOR Smart Application, เว็บไซต์ www.oryor.com และสามารถติดต่อด้วยตนเองที่ อย. หรือสานักงานสาธารณสุขจังหวัด

เพื่อให้การสกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่ รวมทั้งหากมูลนิธิหรือเครือข่ายใดมีโครงการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ดี น่าสนใจ เห็นผลเป็นรูปธรรม สามารถส่งโครงการเข้ามาให้ อย. พิจารณา โดย อย. จะจัดสรรงบให้ดำเนินการอีกด้วย

นพ. วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อย. ได้หารือกับผู้แทนของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งมีข้อเสนอให้ อย. ดาเนินมาตรการเข้มงวดในการคุ้มครองผู้บริโภค เพิ่มโทษตามกฎหมาย ยกเลิกระบบ e-Submission และทบทวนระบบการอนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งจะได้มีการหารือร่วมกันเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนของการยื่นขออนุญาตเครื่องสำอางผ่านระบบ e-Submission ที่ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก เพื่อลดปัญหาเครื่องสำอางผิดกฎหมายนั้น อย.ขอชี้แจงว่าการยื่นขออนุญาตเครื่องสำอางมีทั้งการยื่นคำขอเป็นเอกสาร และยื่นผ่านเครือข่ายออนไลน์

ซึ่ง อย. เคยพัฒนาระบบ Auto e-Submission เพื่อให้ระบบสามารถประมวลผลและออกใบรับจดแจ้งได้ทันที แต่ อย. ก็มีการตรวจสอบอยู่ตลอด เมื่อพบว่าใบรับจดแจ้งที่ออกโดยระบบไม่ถูกต้อง เช่น มีคำไม่สุภาพ หรือคำที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเครื่องสำอาง วิธีใช้ผลิตภัณฑ์ไม่สอดคล้องกับความเป็นเครื่องสาอาง จึงได้มีการยกเลิกใบรับแจ้งเหล่านั้นแล้ว รวมทั้งยกเลิกการรับจดแจ้งโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560

โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่จะพิจารณาก่อนรับจดแจ้งทุกคำขอ เพื่อให้คำที่ใช้เป็นชื่อเครื่องสำอางเป็นคำสุภาพ ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด วิธีใช้และสูตรส่วนประกอบสอดคล้องสัมพันธ์กันและเป็นไปตามกฎหมายเครื่องสำอาง สกัดกั้นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ยาที่ลักลอบมา จดแจ้งเป็นเครื่องสำอาง โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 วันทำการ ดังนั้น ขณะนี้ระบบ e-Submission จึงเป็นเพียงช่องทางการยื่นคำขอและประเมินผลเบื้องต้นเท่านั้น

สำหรับกรณีอาหารก็เช่นเดียวกัน ไม่มีระบบ Auto e-Submission อยู่แล้ว ผู้ผลิตต้องมีการขออนุญาตสถานที่ก่อนจึงขออนุญาตขึ้นทะเบียนอาหารได้ ซึ่ง อย. มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ในด้านโฆษณาก็ต้องขออนุญาตก่อนเช่นเดียวกัน โดยจะมีการให้เลข ฆอ. ซึ่งผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ กรณีของดารานักแสดง พรีเซนเตอร์ เน็ตไอดอล ครู ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข หรือผู้ใด หากมีการบรรยายสรรพคุณเกินจริง ต้องถูกดำเนินคดีได้รับโทษสูงสุด

เลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า การตรวจเลขที่อนุญาตจาก อย. ยังคงเป็นวิธีเบื้องต้นที่ขอแนะนำให้ผู้บริโภคให้ความใส่ใจก่อนเลือกซื้อ เลือกใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพใด ๆ โดยสามารถตรวจสอบได้ทางสายด่วน อย. 1556, เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th, www.oryor.com, Line : FDAthai และ Oryor Smart Application เพื่อตรวจสอบว่ามีการขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่

ซึ่งจะต้องเป็นข้อมูลที่ตรงกันทั้งชื่อที่อยู่ผู้ผลิต ชื่อผลิตภัณฑ์ และเลขที่อนุญาต เพื่อป้องกันการสวมเลข อย. ปลอม ที่สำคัญ หากผู้บริโภคพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่โอ้อวดเกินจริง เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอ้างลดความอ้วน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอ้างทาให้ผิวขาวภายใน 3 วัน 7 วัน ขอให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อย่าซื้อมาบริโภคเด็ดขาด

อย. เผยผลพิสูจน์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอ้วนลีน

อย. เผยผลพิสูจน์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอ้วน “ลีน เอฟเอส-ทรี” และ “ลีน บล้อค เบิร์น เบรก บิวท์ ” ลักลอบใส่ยาแผนปัจจุบัน บิซาโคดิลและไซบูทรามีน เข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ อย่าซื้อมาบริโภคอาจได้รับผลข้างเคียงถึงขั้นเสียชีวิตได้

นายแพทย์พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่ากรณีของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “Lyn ลีน” นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ สสจ.ชลบุรีและตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี ได้เข้าตรวจสอบพร้อมเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสถานที่จำหน่ายและแบ่งบรรจุอาหาร ณ บ้านเลขที่ 109/8-9 หมู่ที่ 3 ถนนพระยาสัจจา ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ส่งตรวจวิเคราะห์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี

โดยฉลากผลิตภัณฑ์ระบุ “ลีน เอฟเอส-ทรี” (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) Lyn FS-Three (Dietary supplement product by Pim) เลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0017 ผลิตโดย Food Science Supply Service Co.Ltd. 99/29 หมู่ 2 ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 12160 จัดจำหน่ายโดย Lyn by Pim วันที่ผลิต 10/12/2017 วันหมดอายุ 10/12/2019 ลักษณะแคปซูลสีเขียวในแผงอลูมิเนียมพลาสติก แผงละ 10 แคปซูล ห่อด้วยซองอลูมิเนียมปิดผนึกบรรจุกล่องกระดาษ

ผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวพบยาแผนปัจจุบัน บิซาโคดิล (Bisacodyl) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบาย และได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ “ลีน บล้อค เบิร์น เบรก บิวท์” Lyn Block Burn Break Build (Dietary supplement product) by Pim ฉลากระบุ เลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0006 ผลิตโดย บริษัท ฟู้ด ซายน์ ซัพพลาย เซอร์วิส จำกัด 99/29 หมู่ 2 ต. สามโคก อ. สามโคก จ. ปทุมธานี จัดจำหน่ายโดย บริษัท เอกอัครินทร์ จำกัด 109/8 หมู่ 3 ถนนพระยาสัจจา ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี Lot.1801 MFG 05-01-18 EXP. 05-01-20

ลักษณะแคปซูลสีขาวในแผงอลูมิเนียมพลาสติก แผงละ 10 แคปซูล ห่อด้วยซองอลูมิเนียมปิดผนึกบรรจุกล่องกระดาษ ผลการตรวจวิเคราะห์พบ ไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อการทำงานของสมองทำให้อยากอาหารลดลงและอิ่มเร็วขึ้นและในวันที่ 25 เมษายน 2561 อย. ได้ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรื่อง ประกาศผลการตรวจพิสูจน์อาหาร เตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการซื้อและบริโภคอาหารดังกล่าวแล้ว

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 รายการนี้เข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ และเป็นอาหารที่น่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรืออนามัยของประชาชน ผู้ใดผลิต จำหน่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ อย. ยังได้ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. เข้าตรวจสอบสถานที่ผลิตอาหาร บริษัท ฟู้ด ซายน์ ซัพพลาย เซอร์วิส จำกัด จ.ปทุมธานี โดยสุ่มเก็บตัวอย่างวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ทั้งสองรายการส่งตรวจวิเคราะห์คุณภาพ และขณะเดียวกันได้เข้าตรวจสอบการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “Lyn ลีน” ณ บ้านเลขที่ 109/8 หมู่ 3 ถนนพระยาสัจจา ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ซ้ำซึ่งพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สำหรับกรณีที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 พบผู้ชายอายุ 47 ปี เสียชีวิตที่ จ.ปทุมธานี โดยพี่สาวผู้ตายให้การว่าผู้ตายไม่มีโรคประจำตัว แต่ที่ผ่านมาได้กินยาลดความอ้วนมา 2 เดือน เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบผลิตภัณฑ์ Lyn DTOX fS3 (ลีนกล่องสีดำ) ฉลากระบุเลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0017 Lot No.1801 วันที่ผลิต (Mfg.) 05-01-18 วันหมดอายุ (Exp.) 05-04-20 และผลิตภัณฑ์ Lyn BLOCK BURN BREAK BUILD (ลีนกล่องสีขาว) ระบุเลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0006 Lot 1802 วันที่ผลิต (Mfg.) 10-01-2561 วันหมดอายุ (Exp.) 10-01-2563 จึงได้เก็บผลิตภัณฑ์ลีนทั้งสองรายการที่พบภายในห้องผู้ตายไปตรวจสอบว่ามีสารอันตรายหรือไม่

สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่ และในวันเดียวกันนี้เจ้าหน้าที่จาก อย. สสจ.ปทุมธานี ทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 4 และเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้สนธิกำลังร่วมกันตรวจสอบ ณ สถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อหาข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติมแล้ว

รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า จากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้าง ลดความอ้วนมักลักลอบใส่สารไซบูทรามีนซึ่งเป็นอันตรายและมีผลข้างเคียงร้ายแรง ขอย้ำว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่สามารถลดความอ้วนได้ หากผู้บริโภคต้องการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและควบคุมอาหาร ไม่ทานอาหารพร่ำเพรื่อ ควรเลือกรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารรส หวาน มัน เค็ม รวมทั้งออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

หากผู้บริโภคต้องการใช้ยาลดความอ้วนจะต้องใช้ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ไม่ควรหาซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจส่งผลกระทบกับสุขภาพและชีวิต การใช้ยาลดความอ้วนไม่สามารถทำให้หายจากโรคอ้วนได้ เมื่อหยุดยาไประยะหนึ่งแล้ว จะทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่า YO – YO Effect

หากผู้บริโภคพบเห็นเบาะแสการโฆษณา การผลิต/จำหน่ายยาลดความอ้วนผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ รองเรียนผาน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อไป

กรม ทช.ยันแล้ว! นักท่องเที่ยวเกาหลี ไม่ได้ถูกปลาฉลามกัด

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเผย นักท่องเที่ยวหญิงชาวเกาหลีถูกวัตถุมีคมบาดเป็นแผลที่เท้าไม่ลึก ยืนยันไม่ได้เป็นแผลจากการถูกปลาฉลามกัด

แฟนเพจ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โพสต์ภาพพร้อมรายงาน เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 เกี่ยวกับข่าวในสื่อออนไลน์ กรณีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีถูกปลาฉลามกัดเป็นรายที่ 2 เนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่งห้ามลงเล่นน้ำ ในบริเวณหาดทรายน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์นั้น กรม ทช. โดยสำนักงานบริหาร ทช.ที่๔ (เพชรบุรี) ได้ประสานไปยังผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ให้ข่าวกับสื่อได้รับแจ้งว่าไม่ได้ให้ข่าวเช่นนั้น

สำหรับข้อเท็จจริง กรม ทช. โดยอธิบดีจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้มอบให้สำนักงานบริหาร ทช.ที่๔ (เพชรบุรี) ลงพื้นที่ร่วมกับจังหวัดมาโดยตลอด เมื่อสอบถามไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมฯ (อนามัย) บ้านเขาเต่า ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีนักท่องเที่ยวผู้หญิงชาวเกาหลี อายุประมาณ 60 ปี ถูกวัตถุมีคมบาดเป็นแผลที่เท้าไม่ลึก มาจากหาดบ่อแก้ว อ.ปรานบุรี และมาทำแผลที่โรงพยาบาลส่งเสริมฯ บ้านเขาเต่า และได้กลับไปแล้ว

โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลยืนยันว่าไม่ได้เป็นแผลจากการถูกปลาฉลามกัดแต่อย่างใด เป็นเพียงแผลถูกของมีคมบาดเท่านั้น และมาจากคนละพื้นที่อีกด้วย

ส่วนกรณีข่าวมีการตกปลาฉลามด้วยนั้น กรม ทช. โดยสำนักงานบริหาร ทช.ที่๔ (เพชรบุรี) ได้ประสานกับเจ้าอาวาสวัดถ้ำเขาเต่า ทราบเป็นข่าวว่ามีนักตกปลามาตกปลาบริเวณเขื่อนกันทรายและคลื่น บริเวณปากคลองข้างวัดถ้ำเขาเต่า แต่ไม่มีหลักฐานว่าตกปลาฉลามได้

ทั้งนี้ จึงให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านและนักตกปลาเพิ่มเติม โดยขอความร่วมมืออย่าทำร้ายปลาฉลามหัวบาตร ให้อนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ตามระบบนิเวศ และได้ประสานนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองหัวหิน นำป้ายประกาศว่า “พื้นที่บริเวณวัดถ้ำเขาเต่าและหาดทรายน้อย เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของปลาฉลามหัวบาตร ห้ามลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาด” ซึ่งทางเทศบาลจะนำไปติดตั้งทั้งที่โขดหินบนวัดและบริเวณหาดทรายน้อยเพิ่ม โดยได้กำชับเจ้าหน้าที่ ทช.ที่ร่วมชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ที่หาดทรายน้อย ให้ออกตรวจตราดูแล ตักเตือนไม่ให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาดและขอความร่วมมือไม่ให้ตกเบ็ดหรือจับปลาฉลามหัวบาตรฝูงดังกล่าวต่อไปแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง